Categories
10 คัมภีร์นักขายผู้ยิ่งใหญ่

มหาเศรษฐีผู้ยิ่งใหญ่ [3]

The Greatest Salesman In The World -3-

ขณะนั้นเป็นเวลาหน้าหนาว และความหนาวเหน็บบนยอดเขาโอลิเวสมีมากกว่าที่ใดๆ ภายในพื้นที่ราบของหุบเขา กลิ่นควันไฟและกลิ่นน้ำมันสนที่เกิดจากการเผาไม้สดๆของกองคาราวาน ซึ่งหยุดพักแรมอยูที่นั้นกระจายไปทั่วบริเวร

บนพื้นเนินของหุบเขาซึ่งอยู่ไม่ห่างจากตำบลเบ็ทเพธมากนัก กองคาราวานสินค้าของแพทรอสแห่งปาลัมมีร่า ได้หยุดกางกระโจมพักผ่อนด้วยความอ่อนเพลียจากการเดินทางไกล ตรงกระโจมพักที่เรียงกันเป็นแถว คนงานได้ใช้หวายพันรอบๆต้นโอลีฟสูงใหญ่สี่ต้น เพื่อสร้างคอกสี่เหลี่ยมให้อูฐและลานอนแออัดกันอยู่ในนั้น ความอบอุ่นจากร่างการซึ่งกันและกัน มียามสองคนทำหน้าที่คอยตรวจตราเกวียนบรรทุกสินค้า ภายในกระโจมทุกคนต่างพักผ่อนกันอย่างสงบ นอกจากกระโจมหลังใหญ่ มีเงาของชายร่างสูงเคลื่อนไหวอยู่ไปมาบนผนังที่ทำด้วยหนังแพะเย็บต่อกัน

ภายในกระโจมหลังนั้น แพทรอสเดินไปเดินมาด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว เขาหยุดเป็นครั้งคราวเพื่อใช้ความคิดและสั่นศีรษะด้วยความระอาใจต่อเด็ก หนุ่ม ที่นั่งคุกเข่าอยู่ใกล้ๆประตูทางเข้ากระโจม จนในที่สุดเขาได้ย่อร่างลงนั่งบนพรมสีทองและเรียกเด็กหนุ่มให้เลื่อนเข้าไป ใกล้ๆ

“เฮฟิค เจ้าได้รับการเอาใจใส่และเลี้ยงดูจากข้าเป็นอย่างดีตลอดมา แต่ตอนนี้ข้ารู้สึกสับสนและวุ่นวายใจในคำขอร้องอันผิดปกติของเจ้า หรือว่าเจ้าไม่พอใจในงานที่ข้ามอบหมายให้?”

สายตาของเด็ดหนุ่มจับอยู่บนพื้นพรม “ไม่ใช่ครับท่าน”

“บางทีการเพิ่มจำนวนคนและสัตว์ในกองคาราวานของข้า ทำให้เจ้าต้องทำหน้าที่ดูแลสัตว์ที่มีจำนวนมากเกินไปเช่นนั้นหรือ?”

“ไม่ใช่ครับท่าน”

“ถ้าเช่นนั้นเจ้าจงบอกความต้องการของเจ้าแก่ข้าใหม่อีกครั้ง รวมทั้งเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังความต้องการของเจ้าด้วย”

“เป็นความต้องการของกระผมที่จะเป็นผู้ขายสินค้าให้กับท่าน แทนที่จะเป็นเด็กเลี้ยงอูฐอย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้ กระผมมีความประสงค์ที่จะกลายเป็นพ่อค้าเร่เช่นเดียวกับ ฮาดัด ไซมอน กาหลิบ และคนขายสินค้าอื่นๆ ซึ่งนำสินค้าของท่านออกไปจำหน่าย และกลับมาพร้อมด้วยทองคำที่เป็นทั้งของท่านและของเขาเอง กระผมมีความปรารถนาที่จะยกระดับชีวิตของกระผมให้สูงขึ้น การเป็นเด็ดเลี้ยงอูฐไม่ทำให้ฐานะของกระผมกระเตื้องขึ้นได้เลย แต่การเป็นพนักงานขายสินค้าให้กับท่าน กระผมมีโอกาสที่จะสร้างความร่ำรวย และความสำเร็จให้กับแนวทางชีวิตของตนเอกได้แน่”

“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าจะเป็นอน่างที่เจ้าคิด?”

“กระผมได้ยินท่านพูดอยู่บ่อยๆว่า ไม่มีกิจการงานใด หรืออาชีพใดๆที่ให้โอกาสแก่บุคคลที่จะยกฐานะจากความยากจน ขึ้นสู่ความมั่งคั่งอย่างรวดเร็วได้เท่ากัยการเป็นนักธุรกิจหรือเป็นพ่อค้า”

แพทรอสพยักหน้าแล้วถามต่อ “เจ้าเชื่อว่าเจ้ามีความสามารถที่จะทำได้อย่างฮาดัดและคนขายเร่คนอื่นๆหรือ?”

เฮฟิคมองสบตาชายสูงอายุด้วยความมั่นใจ แล้วตอยว่า “หลายครั้งหลายหน ที่กระผมได้ยินกาหลิบบ่นกับท่าน เกี่ยวกับความไม่มีโชคซึ่งเป็นผลให้เขาขายสินค้าได้น้อย และหลายครั้งหลายหน เช่นเดียวกับที่กระผมได้ยินท่านเตือนใจเขาว่า ใครๆอาจจะขายสินค้าของท่านให้หมดทั้งคลังสินค้าได้ภายในเวลาอันสั้น ถ้าผู้นั้นได้ศึกษาหลักการและกฏเกณฑ์การขายสินค้าเสียก่อน และถ้าท่านเชื่อว่ากาหลิบผู้ซึ่งทุกคนเรียกเขาว่าอ้ายโง่ สามารถที่จะศึกษาหลักการอันนั้นได้แล้ว ทำไมกระผมจะหาความรู้กับหลักการพิเศษอันนั้นไม่ได้เล่า?”

“ถ้าเจ้ามีโอกาสเรียนรู้หลักการเหล่านั้นแล้ว เจ้าจะสร้างโครงการณ์ชีวิตของเจ้าอย่างไรต่อไป?”

เฮฟิคลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “มีเสียงกล่าวขานกันทั่วดินแดนว่าท่านเป็นนักธุรกิจที่ยิ่งใหญ่แห่งยุค โลกยังไม่เคยมีอาณาจักรการค้าใดๆ ที่เทียบเท่ากับอาณาจักรธุรกิจของท่านที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ ความทะเยอทะยานของผมคือความยิ่งใหญ่ที่เหนือกว่าตัวท่านเอง กระผมต้องการเป็นพ่อค้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เป็นบุคคลที่มั่งคั่งที่สุดและเป็นนักธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกนี้!”

แพทรอสเอนหลังไปพิงหมอนอิงขนแกะ เขาพิจารณาดูใบหน้าอันดำคล้ำของเด็กหนุ่ม กลิ่นสาปของอูฐยังคงติดอยู่บนเสื้อผ้าที่สวมอยู่ แต่เด็กหนุ่มเกือบจะไม่มีอาการที่แสดงความด้อยของตัวเอง และความไม่มั่นใจ ออกมาให้เห็นเลย “เจ้าจะทำอย่างไรกับความร่ำรวยอันมหาศาลของเจ้า และความกังวลใจซึ่งจะตามมาอย่างแน่นอน ในตอนหลังเมื่อเจ้ามีทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว?”

“กระผม จะทำอย่างเดียว กับที่ท่านกำลังปฏิบัติอยู่ ครอบครัวของกระผมจะต้องอยู่อย่างหรูหราด้วยสิ่งของที่ดีและมีราคาแพงที่สุด ในโลก ส่วนสมบัติที่เหลือกระผมจะมอบและแจกจ่ายให้กับผู้ยากจนที่ไม่มีโอกาสจะแสวง หา ได้อย่างกระผม”

แพทรอสสั่นศรีษะ “เฮฟิด ความมั่งคั่งจะไม่เป็นทุกสิ่งทุกอย่างของชีวิตเจ้าหรอก คำพูดของเจ้าหนักแน่นมั่งคงก็จริง แต่มันเป็นเพียงความว่างเปล่าของการใฝ่ฝันเท่านั้น ความมั่งคั่งที่แท้จริงอยู่ที่ใจของเจ้าเอง ไม่ใช่ทรัพย์สมบัติที่เจ้ามีอยู่”

เฮฟิด แย้งขึ้น “ท่านมิได้เป็นคนมั่งคั่งหรอกหรือครับ?”

ชายชรายิ้มในความกล้าของเด็กหนุ่ม “เฮฟิด ตลอดเวลาที่แล้วมาเท่าที่ค่าของวัตถุเข้าไป เกี่ยวข้องกับความมั่งคั่ง มีความแตกต่างเพียงอย่างเดียว ระหว่างตัวข้ากับคนขอทานที่ต่ำที่สุด คือคนขอทานคิดถึงอาหารมื้อต่อไป แต่ข้าคิดถึงเฉพาะอาหารมื้อสุดท้ายของข้าเท่านั้น อย่าเลยเฮฟิด เจ้าจงอย่าคิดถึงความมั่งคั่งเลย และจงอย่าปฏิบัติการใดๆ เพื่อมุ่งหวังในความมั่งคั่งแต่เพียงอย่างเดียว จงต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งความสุขที่แท้จริงดีกว่า จงให้ความรักและทำตัวให้เป็นที่รักของผู้อื่น และที่สำคัญที่สุด คือ การทำใจให้เป็น สุขและ แสวงหาความสงบของ จิตใจ ในชีวิตประจำวันของเจ้า”

เฮฟิดยังคงพยายามต่อไป “แต่สิ่งเหล่านี้จะมีไม่ได้โดยปราศจากทรัพย์สินเงินทองเป็นเครื่องค้ำจุน จิตจะสงบได้อย่างไรในเมื่อเราไม่มีอะไรจะกิน? ใครเล่าจะสนุกสนานเฮฮาได้ในเมื่อท้องเต็มไปด้วยความว่างเปล่า ? เราจะแสดงความรักต่อครอบครัวของเราได้อย่างไร ในเมื่อเราไม่สามารถจะให้ความอุปการะต่อครอบครัวได้ ? ตัวท่านเองเคยพูดเสมอว่า ความมั่งคั่งคือสิ่งวิเศษสุดที่จะนำเอาความสุขและความหรรษามาให้ตนเองได้ แล้วทำไมเล่าเมื่อกระผมมีความทะเยอทะยานในความมั่งคั่งของตัวเองบ้าง ท่านกลับพูดว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่ดี ? ความยากจนอาจเป็นความต้องการเฉพาะตัวของคนบ้างคนและเป็นสิทธิพิเศษของเขา เหตุที่พระสงฆ์ องค์เจ้า และผู้ถือสันโดษ ทั้งหลาย ต่างปฏิเสธถึงความมั่งมีนั้น ไม่ได้หมายความว่าความมั่งมีเป็นสิ่งที่เลวร้ายไม่ แต่เป็นเพราะว่าพระสงฆ์องค์เจ้า และบุคคลเหล่านั้นท่านไม่มีหน้าที่จะต้องให้ความอุปการะแก่ผู้ใด นอกจากตัวของท่านเอง แต่สำหรับกระผม มองเห็นความยากจนเป็นเครื่องหมายที่เห็นถึงความไร้สมรรถภาพ และการขาดความพยายามและกระผมก็มิได้บกพร่องในสิ่งทั้งสองนี้ !”

แพทรอสขมวดคิ้ว “ข้าสงสัยว่าอะไรเป็นต้นเหตุ ในการจุดชนวนระเบิดแห่งความทะเยอทะยานของเจ้าขึ้นมา ในทันทีทันใดเช่นนี้ ? เจ้าพูดว่าเจ้าจะสร้างความมั่นคั่งเพื่อครอบครัวของเจ้า ทั้งที่เจ้าก็หาได้มีครอบครัวที่จะต้องอุปการะไม่ ข้าได้รับเจ้ามาเป็นบุตรบุญธรรมของข้า เพราะเจ้าเป็นเด็กกำพร้าที่พ่อแม่เสียชีวิตตั้งแต่เจ้ายังเป็นทารกอยู่”

เฮฟิดไม่สามารถจะซ่อนน้ำตาที่ไหลนองลงบนแก้มซึ่งกร้านดำเพราะแสงแดดได้ เขาพูดเสียงเครือ “เมื่อตอนที่กองคาราวานของเราตั้งกระโจงอยู่ที่เฮ็มบรอน และก่อนที่จะออกเดินทางต่อไป กระผมได้พบกับบุตรสาวของแคลเนห์ หล่อน….หล่อน…”

“อา…ฮา ! ความจริงได้ปรากฏออกมาแล้ว…เหตุเพราะ “ความรัก” เท่านั้นเอง ไม่ใช่เพราะอุดมการณ์อันสูงส่งแต่อย่างใดที่ได้เปลี่ยนเด็กเลี้ยงอูฐของข้า ให้กลายเป็นทหารหาญผู้มีความเข้มแข็งพร้อมที่จะทำสงครามกับโลกได้ทุกเวลา แคลเนห์เป็นคนร่ำรวยมหาศาลคนหนึ่ง การที่บุตรสาวของเขาจะแต่งงานกับเด็กเลี้ยงอูฐย่อมเป็นไปไม่ได้ ! แต่การที่บุตรสาวของเขาจะแต่งงานกับพ่อค้าหนุ่มที่มั่งคั่งและหน้าตาดีอย่าง เจ้า ! อา…ย่อมเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ดีมาก ! พ่อ ทหารหนุ่มของข้า ข้าจะช่วยเจ้าเริ่มต้นใช้ชีวิต นักธุรกิจตั้งแต่บัดนี้”

เฮฟิดคุกเข่าลงคารวะแพทรอส “ท่าน….ท่านครับ! กระผมจะกล่าวคำขอบคุณท่านอย่างไรดี?”

แพทรอสลุกขึ้นยืนและถอยก้าวไปทางข้างหลัง “ข้าขอแนะนำว่า เจ้าควรจะเก็บความขอบคุณของเจ้าเอาไว้ก่อนเพราะความช่วยเหลือที่ข้าจะให้กับ เจ้า เป็นเพียงเมล็ดทรายเพียงแค่หยิบมือเท่านั้น เปรียบเทียบไม่ได้กับขุนเขาซึ่งเจ้าจะต้องปฏิบัติด้วยตนเอง”

ความดีใจของเฮฟิด รู้สึกว่าได้เหือดหายไป เมื่อเขาถามขึ้นว่า “ท่านจะไม่สอนให้กระผมเรียนรู้ถึงหลักการและกฎเกณฑ์ที่จะทำให้กระผมกลายเป็น นักธุรกิจผู้ยิ่งใหญ่หรอกหรือ ?”

“ข้าจะไม่ทำเช่นนั้นหรอก ข้าจะไม่ทำอะไรให้มากกว่าที่ข้าเคยปฏิบัติต่อเจ้ามามากนัก ข้าเคยถูกวิพากวิจารณ์และติเตียนอยู่เสมอว่า ข้าเลี้ยงบุตรบุญธรรมของข้า ให้เป็นเด็กเลี้ยงอูฐ แต่ข้าเชื่อว่าเมื่อข้าให้เชื้อเพลิงที่ถูกต้องแล้วสักวันหนึ่งสิ่งที่ออกมา ย่อมจะได้ผล เพราะความยากลำบากในชีวิตของเจ้า จะเป็นประสบการณ์ที่ดีในแนวทางชีวิตต่อไปภายหน้า คำขอร้องของเจ้าในคืนนี้ทำให้ข้าสบายใจ เพราะไฟแห่งความทะเยอทะยานได้คุขึ้นในแววตาของเข้า และใบหน้า แต่อย่างไรก็ดีแม้ข้าจะช่วยส่งเสริมในความทะเยอทะยานของเจ้า ตัวเจ้าเองก็จะต้องพิสูจน์ให้ข้าเห็นได้ด้วยว่า มีอะไรอยู่เบื้องหลังคำพูดของเจ้าบ้าง นอกจากอากาศอันว่างเปล่า”

เฮฟิดนั่งฟังอย่างสงบ และชายชราก็ได้กล่าวต่อไป “ประการแรก เจ้าจะต้องพิสูจน์ให้ข้าเห็นว่า เจ้าจะต้องไม่ละความพยายามในการดำเนินอาชีพขายสินค้าของเจ้า เพราะอาชีพนี้ไม่ได้เป็นอาชีพที่ง่ายดายสำหรับทุกคน จริงอยู่ที่เจ้าเคยได้ยินข้าพูดหลายครั้งหลายหนแล้วว่า การขายสินค้าหากทำได้สำเร็จก็จะได้รับสิ่งตอบแทนอันมีค่ามหาศาล แต่ขอให้เจ้าเข้าใจว่าการที่จะได้รับสิ่งตอบแทนอันมหาศาลได้นั้น จำเป็นจะต้องมีนักการค้าที่จะประสบความสำเร็จเพียงไม่กี่คน นักขายสินค้าเป็นจำนวนมากที่คิดท้อถอย และยอมเลิกล้มความตั้งใจ โดยไม่ตระหนักว่าตนเองได้มีเครื่องมือในการแสวงหาความมั่งคั่งอยู่บริบูรณ์ แล้ว บางคนมองเห็นอุปสรรค์ที่ขวางกั้นแนวทางของตนอย่างกับเป็นศัตรูที่ชั่วร้าย แต่โดยความเป็นจริง อุปสรรคต่างๆ เป็นเพื่อนที่ดีและเป็นผู้ช่วยเหลือแก่ผู้ที่ตั้งใจจริง อุปสรรคเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับความสำเร็จ เพราะว่าในอาชีพการค้าหรืออาชีพสำคัญอื่นใดก็ตาม ชัยชนะจะได้มาก็ต่อเมื่อได้ผ่านการต่อสู้ และพ่ายแพ้ มาก่อนอย่างนับครั้งไม่ถ้วน การต่อสู้และการพ่ายแพ้แต่ละครั้ง ต่างได้เพิ่มความเข้มแข็งและความชำนาญให้เพิ่มพูนยิ่งขึ้น ยิ่งกว่านั้นได้สร้างความกล้าหาญ ความอดทน ความมั่นใจและสร้างสมรรถภาพไว้ให้เจ้าต่อสู้กับอุปสรรคได้โดยไม่มีความหวาด กลัว เพิ่มที่จะได้ก้าวไปสู่การมีชีวิตที่ดีกว่า เหนือกว่าและเด่นกว่าใครๆ การเผชิญกับอุปสรรคแต่ละครั้งเป็นโอกาสอันดีของเจ้าที่จะก้าวไปข้างหน้า การที่จะหันหลังกลับหรือหลีกเลี่ยงจากมัน เท่ากับเป็นการทิ้งอนาคตแห่งความสำเร็จของเจ้าเอง”

เฮฟิดพยักหน้าและทำท่าคล้ายจะพูดอะไรออกมา แต่แพทรอสโบกมือให้เขาหยุดแล้วกล่าวต่อไป “ยิ่งกว่านั้นเจ้าจะต้องระลึกไว้ว่า เจ้าได้เข้ามาสู่อาชีพที่เปล่าเปลี่ยวและอ้างว้างที่สุดในโลกแล้ว เพราะเจ้าจะต้องทุ่มเทชีวิตของเจ้าให้กับมันจริงๆ เจ้าจะต้องห่างเหินเพื่อนฝูงและคนรัก และไม่มีความว้าเหว่ใดๆ ที่จะสร้างความรันทดใจให้กับเจ้าได้ เท่ากับการที่ได้เยือนย่างไปในบ้านคนอื่นเพื่อธุรกิจของเจ้าในยามค่ำคืน ในคณะที่สมาชิกในครอบครัวนั้นกำลังร่วมรับประทานอาหารกันอย่างมีความสุข ในระยะแห่งความอ้างว้างตอนนี้เอง ที่จะทำให้เจ้าสิ้นความอดทน และสภาวะเช่นนี้ที่เจ้าจะต้องเผชิญกับมัน จะเป็นผลสะท้อนอย่างใหญ่หลวงต่ออาชีพของเจ้า เมื่อเจ้าต้องอยู่บนท้องถนนกับพาหนะของเจ้า เจ้าจะมีความรู้สึกแปลกและจะมีอารมณ์หวาดกลัวอยู่เนื่องนิจ มีอยู่บ่อยครั้ง ที่ความหวาดกลัวได้ทำให้คุณค่าของอาชีพนี้ถูกลืมไปเสียชั่วคราว ทำให้เจ้ากลับกลายเป็นเด็กที่ต้องการแสวงหาที่หลบภัยด้วยความรักตัวเอง และมูลเหตุนี้เองที่ทำให้บุคคลจำนวนมากต้องเลิกล้มความตั้งใจในอาชีพนี้ เสียก่อนที่จะประสบความสำเร็จ ทั้ง ๆ ที่บุคคลเหล่านั้นต่างมีแรงกระตุ้นในการใช้ศิลป์ของการค้าได้อย่างดี ยิ่งไปกว่านั้นจะไม่มีใครมาคอยปลอบใจเจ้า หรือร่วมสังสรรค์กับเจ้าหากว่าเจ้าขายสินค้าไม่ได้ ไม่มีใครที่จะมาเอาใจใส่กับนักการค้าที่ล้มเหลว นอกจากพวกที่หวังจะแยกตัวเจ้าออกจากถุงเงินของเองเท่านั้น”

“กระผมจะระมัดระวังและระลึกถึงคำเตือนของท่านไว้เสมอ” เฮฟิดกล่าวอย่างมั่นใจ

“ถ้าเช่นนั้นเราก็เริ่มต้นกันได้เลย ในตอนนี้เจ้าจะยังไม่ได้รับคำแนะนำใดๆ จากข้า เจ้ายืนอยู่เบื้องหน้าข้าในฐานะที่เป็นต้นกล้า ตราบใดที่ต้นกล้ายังไม่โตพอเราจะเรียกว่าต้นข้าวไม่ได้ฉันใดก็ฉันนั้น หากเจ้ายังไม่มีความรอบรู้และแสดงความชำนาญในการเป็นนักการค้าให้เห็นได้ ผู้อื่นก็ไม่อาจเรียกเจ้าว่าเป็นนักธุรกิจได้เช่นเดียวกัน”

“แล้วกระผมจะเริ่มต้นอย่างไรดี?”

“เช้าวันพรุ่งนี้ เจ้าจงไปรายงานตัวแก่ซิลวิโอที่กองเกวียนจ่ายสินค้า ซิลวิโอจะจ่ายสินค้าให้กับเจ้าชิ้นหนึ่ง เป็นเสื้อคลุมขนสัตว์อย่างดีที่ทอจากขนแกะล้วนๆ สีที่ย้อมก็เป็นสีที่ดีเยี่ยมไม่ลอกจางแม้จะถูกแดดฝนอย่างหนัก ที่ขอบเสื้อคลุมเจ้าจะเห็นเครื่องหมายตราดาวเล็กๆ ซึ่งเป็นเครื่องหมายของโทลา เจ้าของโรงงานสร้างผ้าขนสัตว์ที่ดีที่สุดในโลก ถัดมาจากรูปตราดาวเป็นตราเครื่องหมายการค้าของข้า รูปสี่เหลี่ยมล้อมรอบวงกลมเป็นเครื่องหมายการค้าที่เชื่อถือทั่วทั้งแผ่นดิน และเราได้จำหน่ายเสื้อคลุมเหล่านี้มาเป็นจำนวนนับไม่ถ้วนแล้ว” แพทรอสหยุดชั่วขณะหนึ่งแล้วกล่าวต่อ “เจ้าจงนำสินค้าที่เป็นเสื้อคลุมเพียงตัวเดียวนั้น พร้อมกับลาตัวหนึ่งเดินทางไปยังเบ็ธเลเฮม อันเป็นตำบลที่กองคาราวานของเราเคยผ่านก่อนที่จะมาถึงที่นี้ ยังไม่มีพนักงานขายสินค้าของเราคนใดเคยเข้าไปขายสินค้าที่นั่นมาก่อน พวกนั้นต่างรายงายงานมาว่าพวกเขาไม่อยากเปลืองเวลา เพราะชาวบ้านส่วนมากเป็นคนยากจน แต่เมื่อหลายปีมาแล้ว ข้าขายเสื้อคลุมได้หลายตัวแก่คนเลี้ยงแกะในเมืองนั้น เจ้าจงอยู่ในตำบลเบ็ธเลเฮมจนกว่าเจ้าจะขายสินค้าที่ข้ามอบหมายไปได้”

เฮฟิดพยักหน้า เขาพยายามที่จะระงับความตื่นเต้นไม่ให้ปรากฏออกมาให้เห็น “กระผมจะต้องขายเสื้อคลุมตัวนั้นในราคาเท่าไรกันครับ?”

“ข้าจะคิดราคาตัวละหนึ่งเหรียญเงินสำหรับเจ้า และข้าเปิดเครดิตของเจ้าไว้ในบัญชีของข้า เมื่อเจ้ากลับมาเจ้าก็จ่ายหนี้ให้กับข้าเพียงหนึ่งเหรียญเงิน และเก็บจำนวนเงินที่เหลือทั้งหมดไว้เป็นของเจ้าเองเพราะเป็นค่าคอมมิสชั่น ดังนั้น เจ้ามีโอกาสที่จะตั้งราคาขายของเจ้าเอง เจ้าอาจจะนำไปขายที่ตลาดซึ่งอยู่ทางทิศใต้ของตัวเมือง หรือว่าเจ้าจะเร่ขายไปตามบ้านก็แล้วแต่เจ้าเห็นควร ซึ่งข้าคำนวณเอาว่าในเมืองนั้นจะมีบ้านอยู่กว่าพันครอบครัวขึ้นไป และข้าเชื่อว่าจะต้องขายได้ไม่ใช่หรือ?”

เฮฟิดพยักหน้า จิตใจของเขาได้เลื่อนลอยไปสู่วันรุ่งขึ้นอันเป็นวันเริ่มต้นของอาชีพใหม่ที่เขาใฝ่ฝัน

แพทรอสจับไหล่เฮฟิดเบาๆ “ข้าจะไม่หาคนอื่นมาแทนตำแหน่งของเจ้าจนกว่าเจ้าจะกลับมา ถ้าเจ้ารู้ตัวว่าเจ้าไม่เหมาะสมกับอาชีพนี้ ข้าก็จะไม่ตำหนิเจ้า และขออย่าให้เจ้าต้องเสียอกเสียใจ จงอย่าละลายต่อความล้มเหลว และจงใช้ความพยายามของเจ้าปฏิบัติการต่อไป เพราะผู้ที่ไม่เคยประสบกับความล้มเหลว คือผู้ที่ไม่เคยได้ใช้ความพยายามมาเลย เมื่อเจ้ากลับมา ข้าจะถามถึงเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับประสบการณ์ของเจ้า แล้วข้าจะได้ตัดสินใจว่า ข้าจะดำเนินการต่อไปอย่างไรเพื่อช่วยให้ความฝันอังเจิดจ้าของเจ้า กลายเป็นความจริงขึ้นมา”

เฮฟิดโค้งคารวะแลหมุนตัวกลับเพื่อออกจากกระโจมแต่แพทรอสก็ยังกล่าวไม่จบ “เฮฟิด มีบทเตือนใจอยู่บนหนึ่งซึ่งเจ้าจะต้องจำ และยึดถือให้ได้เมื่อเจ้าเริ่มต้นอาชีพใหม่ของเจ้า เจ้าจงระลึกถึงมันอยู่เสมอ แล้วมันจะช่วยให้เจ้ารอดพ้น จากอุปสรรค์ที่ต้องเผชิญในเวลาข้างหน้าอย่างแน่นอน…….”

“ครับท่าน” กล่าวแล้วเฮฟิดก็รอฟังคำแนะนำจากผู้เฒ่าอย่างตั้งอกตั้งใจ

“ความล้มเหลวจะไม่มีอิทธิพลเหนือความพยายามของเจ้าได้ หากการตัดสินใจของเจ้าเพื่อความสำเร็จมีความแข็งแกร่งพอ”

แพทรอสก้าวเข้ามาใกล้เฮฟิด “เจ้าเข้าใจความหมายในคำพูดของข้าทั้งหมดได้ดีไหม?”

“ครับท่าน”

“ถ้าเช่นนั้นจงกล่าวซ้ำให้ข้าฟังหน่อยซิ!”

“ความล้มเหลวจะไม่มีอิทธิพลเหนือความพยายามของกระผมได้ หากการตัดสินใจเพื่อความสำเร็จของกระผมมีความแข็งแกร่งพอ”