Categories
10 คัมภีร์นักขายผู้ยิ่งใหญ่

มหาเศรษฐีผู้ยิ่งใหญ่ [2]

The Greatest Salesman In The World -2-
กองคาราวานที่มีการคุ้มกันอย่างแข็งแรงได้เคลื่อนออกจากกรุงดามาสกัส เพื่อนำเอาทองคำ และเอกสารมอบทรัพย์สิน ไปแจกจ่ายให้กับผู้จัดการร้านจำหน่ายสินค้าของเฮฟิดตามสาขาต่างๆ ทั่วทั้งอาณาจักรกว้างใหญ่กินอาณาเขตจากเมืองโอเม็ตถึงเมืองเปตรา ซึ่งบุคคลเหล่านั้นต่างได้รับข่าวการสละกิจการค้า และได้รับของขวัญอันสูงค่าขากเจ้านายด้วยความพิศวงงงงวย โดยไม่เข้าใจในเรื่องราวความเป็นมา และหลังจากที่กองคาราวานได้ไปหยุดที่สาขาแหล่งสุดท้านในเมืองแอนติแพทรี สแล้ว หน้าที่ของกองคาราวานก็สิ้นสุดลงอย่างสมบูรณ์ ซึ่งนั่นก็หมายความว่าอาณาจักรแห่งการค้าที่ใหญ่ และมีอิทธิพลที่สุดในยุคนั้นก็สิ้นสุดลงเช่นเดียวกัน

ด้วยหัวใจที่หนักอึ้งไปด้วยความเศร้าจากการที่ต้องเลิกล้มธุรกิจอันยิ่งใหญ่ อย่างไม่เข้าใจในเหตุผล อีราสมัสได้ส่งคนไปแจ้งให้เจ้านายของเขาทราบว่า ขณะนี้สินค้าต่างๆภายในคลังสินค้าได้ทำการจำหน่ายไปจนหมดสิ้นแล้ว ส่วนผู้จัดการร้านจาหน่ายสินค้าต่างๆ ก็ได้รับมอบทุกสิ่งทุกอย่างไปตามคำสั่งอย่างเรียบร้อยแล้ว และในเวลาไล่เลี่ยกันมีผู้มาแจ้งกับอีราสมัสว่าเจ้านายต้องการพบเขาโดยเร็ว ที่สุด

เมื่ออีราสมัสได้มาพบเฮฟิดที่คฤหาสน์ เจ้านายผู้มั่งคั่งมองดูสีหน้าของเขาอย่างเพ่งพิศก่อนที่จะถามว่า ทุกอย่างเรียบร้อยแล้วหรือ?

“เรียบร้อยแล้วขอรับ”

“อย่าเศร้าโศกกับเรื่องนี้เลยเพื่อนรัก…ตามข้ามานี่ซิ” ต่อจากนั้นก็มีแต่เสียงลากรองเท้าแตะเท่านั้นที่ดังก้องอยู่ในห้องโถงอัน โอ่อ่า ขณะที่เฮฟิดเดินนำอีราสมัสไปยังบันไดหลังของคฤหาสน์ เฮฟิดเดินช้าลงเมื่อเข้ามาใกล้แจกันเจียรนัย ที่ตั้งอยู่บนแท่งไม้ไซปรัสที่สลักและกรึงอย่างสวยงาม เขายืนมองดูแจกันแก้วที่ถูกแสงแดด เปลี่ยนจากสีขาวนวลให้กลายเป็นสีม่วงสดใสอยู่ครู่หนึ่ง แล้วยิ้มอย่างพอพึงใจ

ทั้งสองเดินขึ้นบันไดหลัง ไปสู่ห้องโถงอีกห้องหนึ่งที่อยู่บนชั้นสองของคฤหาสน์ อีราสมัสสังเกตเห็นว่าคนเฝ้าประตูพร้อมด้วยอาวุธซึ่งเคยยืนเฝ้าอยู่ที่นั่น ประจำ ไม่ได้ปรากฏตัวให้เห็นในขณะนั้น เมื่อทั้งสองเดินขึ้นไปถึงชั้นที่สองต่างได้หยุดพักสูดลมหายใจอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงเดินขึ้นชั้นที่สามต่อไป เฮฟิดหยิบกุญแจเล็กๆ ออกมาจากที่เก็บในเข็มขัด เขาไขกุญแจประตูไม้โอ๊คที่แน่นหนาแข็งแรง และยืนพิงให้น้ำหนักตัวกดบานประตูจนเปิดออก อีราสมัสลังเลอยู่ครู่หนึ่งจนกระทั่งเฮฟิดพยักหน้าให้เข้าไปข้างใน เขาจึงก้าวด้วยความประหม่าเข้าไปในห้อง ซึ่งไม่เคยมีใครได้รับอนุญาตให้เข้าไปได้เป็นเวลากว่าสามสิบปี

สงสว่างส่องลอดผ่านช่องบนยอดหอคอยของคฤหาสน์เข้ามาข้างในอย่างขมุกขมัว อีราสมัสจับแขนเฮฟิดไว้จนเขารู้สึกว่านัยน์ตาเริ่มชินต่อแสงสลัวภายในห้อง นั้น จึงได้ปล่อยมือ เฮฟิดยิ้มอย่างแห้งแล้งเมื่อเห็นอีราสมัสหันไปดูรอบๆ ห้องซึ่งไม่มีของมีค่าอื่นใดนอกจากกล่องไม้ซีดาร์เล็กๆ ใบหนึ่งที่ถูกลำแสงจากช่องเบื้องบนส่องมาจับเด่นอยู่ตรงกลางห้อง

“เจ้าคงจะผิดหวังซีนะ อีราสมัส?”

“กระผมพูดอะไรไม่ถูกครับท่าน”’

“คิดว่าเจ้าคงจะผิดหวังที่ไม่ได้เห็นสิ่งใดอยู่ในห้องนี้ตามที่เคยคิดไว้ไม่ ใช่หรือ? แน่ละที่ความลับภายในห้องนี้ได้เป็นเรื่องที่มีผู้นำเอาไปกล่าวขวัญกันมาก มาย เจ้าเองไม่ได้มีความประหลาดใจใจความลึกลับที่อยู่ในห้องนี้บ้างเลยหรือ? ห้องนี้ข้าได้ปิดและให้ยามเฝ้าอย่างแข็งแรงมาเป็นเวลานานกว่าสามสิบปี?”

อีราสมัสพยักหน้า “กระผมก็เคยนึกสงสัยอยู่เหมือนกัน เพราะมีการกล่าวขานและคำเล่าลือกันตลอดมาเป็นเวลานานปีว่า เจ้านายของพวกเราได้ซ่อนสิ่งใดไว้ในห้องบนหอคอยแห่งนี้”

“ถูกแล้วเพื่อนยาก ส่วนมากที่ข้าได้ฟัง พวกเราต่างเล่าลือกันว่าห้องนี้เป็นที่เก็บเพชรนิลจินดา และทองแท่งอันมหาศาลของข้า บ้างก็พูดว่าเป็นที่สะสมนกพันธุ์แปลกๆที่หายาก และมีอยู่ครั้งหนึ่งที่พ่อค่าพรมชาวเปอร์เชียได้ทึกทักเอาว่า ข้าอาจจะสร้างฮาเร็มเล็กๆไว้ในนี้ ซึ่งทำให้ลิชช่าภรรยาของข้าต้องหัวเราะออกมาอย่างขบขัน ในความคิดของพ่อค้าพรมคนนั้น แต่ถ้าเจ้าสังเกตให้ดีๆ เจ้าจะเห็นว่าไม่มีสิ่งของวมีค่าอันใดในห้องนี้เลย นอกจากกล่องไม้ซีดาร์เล้กๆใบเดียวเท่านั้นเอง เอาละก้าวมาหข้างหน้าซี เข้ามาใกล้ๆกล่องไม้ใบนี้หน่อย”

บุรุษชราทั้งสองได้คุกเข่าลงข้างๆ กล่องใบนั้น เฮฟิดค่อยๆ แก้เชือกหนังที่พันไว้รอบๆ ออกอย่างระมัดระวัง เขาสูดลมหายใจอย่างแรงเพื่อรับเอากลิ่นหอมของไม้ซีดาร์เข้าสู่ปอด แล้วค่อยๆดันฝากล่องขึ้นเบาๆ และมันก็สปริงเปิดอ้าออกอย่างเงียบกริบ อีราสมัสชะโงกไปข้างหน้า มองข้ามใหล่เฮฟิดเพื่อดูสิ่งที่อยู่ภายในกล่องใบนั้น แล้วหันกลับมามองที่ใบหน้าเจ้านายพร้อมกับสั่นศีรษะด้วยความสนเท่ห์ใจ เพราะไม่เห็นมีสมบัติที่มีค่าใดๆ ในกล่องนั้น นอกจากม้วนหนังสือแผ่นบางๆ ที่ทำจากหนังสัตว์ ซึ่งมีจำนวนอยู่เพียงเก้าหรือสิบม้วนเท่านั้นเอง

เฮฟิดยื่นมือลงไปหยิบม้วนหนังสือขึ้นมาม้วนหนึ่งอย่างทนุถนอม เขากุมม้วนหนังสือฉบับนั้นลงแนบกับทรวงอก แล้วหลับตาอยู่ครู่ใหญ่ และในทันใดความเงียบสงบของจิตใจเริ่มปรากฏให้เห็นบนใบหน้าของเขา มันได้ลบรอยเหี่ยวย่นอันเกิดจากความตึงเครียด และชราภาพให้หายไปจาใบหน้าอย่างอัศจรรย์ เขายืนขึ้นช้าๆ ชี้ลงไปในกล่องไม้ใบนั้น พูดขึ้นด้วนเสียงแจ่มใสว่า “แม้ว่าห้องนี้จะสว่างไสวไปด้วยแสงสะท้อนของเพชรนิลจินดาที่กองเต็มไปทั่ว พื้นห้อง แต่ค่าของมันก็หาได้เกินกว่าที่เจ้าเห็นอยู่ภายในกล่องเล็กๆ นี้ไม่ ความสำเร็จของข้า ความสุขของข้า ความรักของข้า ความสงบของจิตใจ และความมั่งมีอันมหาศาลของข้านั้น ต่างเป็นผลโดยตรงจากการแนะนำของคำจารึกที่มีอยู่เพียง ไม่กี่ม้วนภายในกล่องไม้ใบนี้ทั้งนั้น หนี้บุญคุณของข้าต่อคำจารึกเหล่านี้ และต่อมหาปราชญ์ผู้ซึ่งไว้วางใจให้ข้าเป็นผู้เก็บรักษาไว้ ย่อมมากมายมหาศาลจนไม่อาจจะใช้ให้หมดด้วยคุณค่าของวัตถุใดๆ ในโลก”

ด้วยความตกใจใจน้ำเสียงของเฮฟิด อีราสมัสได้ก้าวถอยหลังไปสองสามก้าว ถามขึ้นด้วยเสียงสั่นๆ ว่า “นี่คือความลับที่ท่านเคยกล่าวถึงใช่ไหม? และกล่องใบนี้ได้เกี่ยวพันถึงบางสิ่งบางอย่างที่ท่านบอกว่า ท่านสัญญาจะรักษาไว้ใช่ไหมครับ?”

…มาพิมพ์ต่อจากครั้งที่แล้ว…

“ใช่!”

อีราสมัสยกมือขึ้นปาดเหงื่อที่ผุดขึ้นเต็มหน้าผากและมองดูเฮฟิดคล้ายกับจะ ไม่เชื่อหูตนเอง “บนแผ่นหนังเหล่านี้เขียนอะไรไว้ จึงทำให้มีค่ายิ่งกว่าเพชรพลอยและสิ่งอื่นใดในโลก?”

“ในม้วนแผ่นหนังทั้งหมดนี้ ยกเว้นม้วนหนึ่ง ต่างบรรจุหลักการ หรือกฎเกณฑ์ หรือหลักปฐมมูลแห่งความจริงที่เขียนขึ้นในแบบอันเป็นเอกลักษณ์ เพื่อช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจในความหมายของกฎเกณฑ์แห่งความจริงเหล่านั้น ใคร ก็ตามที่ต้องการจะเป็นนักธุรกิจและนักบริหารผู้ยิ่งใหญ่ จำเป็นจะต้องเรียนรู้ และปฏิบัติตามคำแนะนำในคำจารึกเหล่านี้ และเมื่อเขาสามารถเข้าใจหลักการต่างๆในคำจารึกทั้งหมด เขาก็มีอานาจที่จะเสาะหาความมั่งคั่งและอิทธิพลใดๆได้ตามใจปรารถนา” 

อีราสมัสจ้องมองม้วนคัมภีร์เก่าแก่ด้วยใจระทึก เขาถามด้วยน้ำเสียงแตกพร่าว่า “สามารถที่จะร่ำรวยได้พอๆกับท่านเชียวหรือ?”

“ท่านกล่าวว่าคำจารึกในม้วนแผ่นหนังทั้งหมด นอกจากอีกม้วนหนึ่ง ต่างได้บรรจุหลักการสร้างความร่ำรวยไว้อย่างพร้อมมูลแล้ว ม้วนแผ่นหนังฉบับสุดท้ายนั้น ได้บรรจุเรื่องราวอะไรไว้หรือ?”

“คำจารึกม้วนสุดท้ายตามที่เจ้าเรียกนั้น ที่จริงกลับเป็นคำจารึกม้วนแรกที่จะต้องอ่านก่อน ในแต่ละม้วนต่างได้มีหมายเลขเอาไว้ตามลำดับเพื่อบังเกิดผลอย่างสมบูรณ์แก่ ผู้อ่าน และคำจารึกม้วนแรกเป็นคำจารึกที่บรรจุไว้ ด้วยความลับที่จะมอบให้เฉพาะผู้ที่เฉลียวฉลาดสืบทอดต่อไปเท่านั้น ซึ่งคำจารึกฉบับนี้จะว่าด้วยหลักแห่งความจริง และคำสอนที่จะให้ผลสุดยอดต่อการศึกษาเรียนรู้ในคำจารึกฉบับอื่นๆ ต่อไป”

“รู้สึกเหมือนกับว่าเป็นสิ่งที่ใครๆ ก็สามารถจะเรียนรู้และเข้าใจได้ใช่ไหม ?”

“ถูกแล้ว ใครๆย่อมสามารถเรียนรู้และเข้าใจได้ เป็นการเรียนรู้ที่มีค่าอย่างมหาศาลต่อความสำเร็จในแนวทางชีวิตของทุกๆคน และค่าอันมหาศาลจะคอยสนองทันทีในเมื่อนั้นได้ยึดหลักการต่างๆ ในม้วนแผ่นหนังมาปฏิบัติจนกลายเป็นส่วนหนึ่งในบุคลิกของตน และการเป็นนิสัยในชีวิตประจำวันของผู้นั้น”

อีราสมัสยื่นมือลงไปหยิบม้วนแผ่นหนังออกมาจากกล่องม้วนหนึ่ง เขากำไว้ในอุ้มมืออย่างถนุถนอม และเขย่าเบาๆต่อหน้าเฮฟิด “กระผมขออภัยที่จะถามว่า ทำไมท่านจึงไม่ยอมทำการศึกษาในบทบัญญัติของคำจารึกเหล่านี้ร่วมกับผู้อื่น โดยเฉพาะผู้ซึ่งเป็นลูกจ้างในธุรกิจของท่าน? ท่านได้แสดงความมีน้ำใจอันกว้างขวางในเรื่องอื่นๆ อยู่เสมอ แต่ทำไมท่านจึงไม่ยอมให้พวกคนงานซึ่งมีหน้าที่ขายสินค้าให้กับท่าน ได้มีโอกาสที่จะได้อ่านและเรียนรู้สิ่งที่จารึกอยู่ในม้วนแผ่นหนังเหล่านี้ เพื่อว่าพวกเขาจะได้มีโอกาสร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐีขึ้นมาบ้างเล่า? และอย่างน้อยที่สุด ทุกคนจะได้กลายเป็นนักธุรกิจผู้สามารถด้วยคำแนะนำอันล้ำค่า ทำไมท่านจึงได้เก็บสิ่งนี้ไว้เป็นสมบัติของท่านแต่เพียงผู้เดียวเป็นเวลานาน ปี ?”

“ข้าไม่มีทางเลือก หลายสิบปีมาแล้ว เมื่อคำจารึกเหล่านี้ได้ถูกมอบไว้ในความดูแลของข้า ข้าจำเป็นจะต้องรักษาสัญญาภายใต้การสาบานว่า ข้าจะต้องร่วมเรียนรู้ในบทบัณณัติต่างๆในม้วนแผ่นหนังเล่านี้ได้กับบุคคล เพียงคนเดียว จนบัดนี้ข้าก็ยังไม่อ่านจะเข้าใจในเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังการขอร้องอัน ประหลาดนี้ได้ แต่อย่างไรก็ดี ข้าได้รับคำสั่งให้ใช้หลักการต่างๆ ในม้วนแผ่นหนังเล่านี้สำหรับชีวิตประจำวันของข้าเอง จนกระทั่งถึงวันที่มีบุคคลซึ่งต้องการความช่วยเหลือ และต้องการคำแนะนำที่มี่อยู่ภายในม้วนแผ่นหนังเหล่านี้ มากยิ่งกว่าที่ข้าต้องการเมื่อข้ายังอยู่ในวัยหนุ่ม ข้าจึงสามารถมารถจะมอบคำบันทึกเหล่านี้ให้กับผู้นั้นไป และผู้ที่มอบสิ่งนี้ให้กับข้ายังบอกด้วยว่าข้าจะสามารถรู้ได้ด้วยตนเองว่า ใครที่ข้าควรจะมอบให้ไป แม้ว่าบุคคลผู้นั้นจะไม่ทราบว่าเขากำลังต้องการในสิ่งนี้ก็ตาม”

“ข้าได้รอคอยเพื่อปฏิบัตตามคำสั่งด้วยความอ่อนใจและขณะที่รอคอยอยู่ ข้าได้นำหลักการในม้วนแผ่นหนังเหล่านี้ออกมาใช้เองด้วย และจากความปราดเปรื่องของบทบัญญัติต่างๆในม้วนแผ่นหนังทั้งหมด ข้าก็ได้กลายเป็นคนมั่งคั่งที่สุด ซึ่งคนทั้งหลายต่างเรียกข้าว่า นักธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกในยุคนี้ เช่นเดียวกับบุรุษที่มอบสิ่งนี้ให้กับข้าเช่นเดียวกัน เขาได้รับการยกย่องให้เป็นนักธุรกิจผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในสมัยของเขา เอาละ! อีราสมัส บัดนี้บางทีเจ้าอาจจะเข้าใจอะไรขึ้นบ้างแล้ว อย่างน้อย เจ้า อาจจะเข้าใจว่าทำไมการปฏิบัติงานของข้า เท่าที่ผ่านมาจึงเป็นความสำเร็จเฉพาะตัวของข้า ที่เจ้าไม่อาจจะทำได้ การปฏิบัติงาน และการตัดสินใจทางธุรกิจของข้าเกิดขึ้น จากการนำทางของหลักการที่มีอยู่ในม้วนแผ่นหนังเหล่านี้ทั้งนั้น ไม่ใช่เพราะความฉลาดของข้าหรอกที่ข้าแสวงหาทรัพย์สมบัติมาได้อย่างมหาศาล เช่นนี้ ความฉลาดของข้าเป็นเพียงแต่เครื่องมือที่ทำให้ข้าก้าวไปสู่ความสำเร็จเพราะ การเข้าใจ และการปฏิบัติตามบทบัญญัติที่มีอยู่ในม้วนแผ่นหนังเท่านั้นเอง” 

“ท่านยังคงเชื่อมั่นอยู่หรือว่า ผู้ที่จะได้รับมอบสิ่งนี้จากท่าน จะปรากฏตัวขึ้นในเวลาใดเวลาหนึ่งข้างหน้า ?”

“ใช่!”

เฮฟิดเก็บม้วนคัมภีร์ใส่ไว้ในกล่องอย่างระมัดระวังแล้วปิดไว้อย่างเดิม เขาพูดขึ้นด้วนเสียงแผ่วเบาขณะที่ยังคุกเข้าอยู่ข้างกล่องไม้ “เจ้าจะอยู่กับข้าจนกว่าวันนั้นจะมาถึงได้ไหมอีราสมัส ?”

อีราสมัสยื่นมือออกไปสัมผัสกับมือเจ้านายอย่างมั่นคง พยักหน้าตอบรับตามคำขอร้องของเฮฟิด แล้วเดินเลี่ยงออกจากห้องไปคล้ายๆกับถูกบังคบโดยไม่ต้องใช้คำพูดจากเจ้านาย

เฮฟิดได้ใช้เชือกหนังคาดรัดกล่องไม้ไว้อย่างเดิม ลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปที่ระเบียงไม้บนยอดหอคอย เขาก้าวผ่านช่องประตูออกไปข้างนอก ยืนอยู่ที่ระเบียงเล็กๆ ที่สร้างขึ้นเป็นพิเศษบนยอดคฤหาสน์ของเขา

ลมตะวันออกพัดมากระทบใบหน้าของชายชรา หอบเอากลิ่นไอของทะเลสาบและกลิ่นระอุของทะเลทรายที่อยู่เบื้องหน้า เขายิ้มอย่างมีความสุขขณะที่ยืนอยู่บนยอดหลังคาของกรุงดามัสกัส ความทรงจำและห้วงคำนึงของเขาได้ถอยทวนเวลากลับไปสู่วัยหนุ่มของเขาใหม่อีก ครั้ง