เบนจามิน แฟรงคลิน + ผู้สร้างคุณธรรม 13 ข้อ ให้ตัวเอง ตอนอายุ 20 ปี

บุคคลต้นแบบ คนหนึ่งในด้านการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

ที่ผมขอนำมายกตัวอย่างให้ผู้อ่านทุกท่าน

ได้รับรู้เรื่องราว คือ

เบนจามิน แฟรงคลิน (Benjamin Franklin)

*******

เบนจามิน แฟรงคลิน เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งอเมริกา

ชายผู้นี้เป็นคนที่คุณไม่ควรไปถามว่าทำอาชีพอะไร

เพราะเขาเป็นทั้ง

ช่างพิมพ์ คนเรียงพิมพ์ นักเขียน นักปรัชญา นักการเมือง นักวิทยาศาสตร์

นักประดิษฐ์ นักปฏิรูป และนักการทูต

Benjamin-Franklin-002

*******

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของแฟรงคลินเริ่มต้นในปี ค.ศ. 1726 ขณะที่อายุ 20 ปี

ในเวลานั้น แฟรงคลิน ได้เขียนรายการคุณธรรม 13 ประการ (13 Virtues) ขึ้นมา และปฏิบัติจนเป็นนิสัยติดตัวไปตลอดชีวิต

คุณธรรมทั้ง 13 ข้อ มีดังนี้

*******

1. กินอย่างพอเพียง (Temperance) : ไม่กินหรือดื่มมากเกินไป

เหตุผล คือ หากควบคุมตัวเองเรื่องการกินได้ จะมีแนวโน้มในการพัฒนาตนเองด้านอื่น ๆ ได้อย่างหนักแน่นตามไปด้วย

*******

2. เงียบ (Silence) : พูดน้อย พูดแต่สิ่งที่มีประโยชน์กับตัวเองและผู้อื่นเท่านั้น

เป็นที่รู้กันว่า เบนจามิน แฟรงคลิน ใช้หูแทนลิ้น เขาหลีกเลี่ยงการสนทนาไร้สาระ ที่สิ้นเปลืองเวลาโดยไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใด ๆ

*******

3. มีระเบียบ (Order) : จัดสิ่งต่าง ๆ ให้อยู่ในที่ซึ่งเหมาะสม

ความมีระเบียบช่วยให้มีเวลาในการศึกษาหาความรู้ และทำงานโครงการต่าง ๆ มากขึ้น

*******

4. เด็ดเดี่ยว (Resolution) : ตั้งใจปฏิบัติในสิ่งที่ควร , ปฏิบัติไม่ให้ล้มเหลวในสิ่งที่ตั้งใจ

ถ้าคุณพูดว่ากำลังจะทำบางสิ่ง จงทำสิ่งนั้น ความเด็ดเดี่ยวเป็นคุณธรรมสำคัญ ที่ทำให้ แฟรงคลิน เปลี่ยนพฤติกรรมตัวเองได้

*******

5. ประหยัด (Frugality) : ใช้เงินให้น้อย ให้ใช้เฉพาะในการทำสิ่งที่ดีต่อผู้อื่นหรือตัวเอง

ความประหยัดอดออม เป็นคุณสมบัติสำคัญของผู้มั่งคั่ง

*******

6. ขยันหมั่นเพียร (Industry) : ใช้เวลาให้คุ้มค่า ตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องทำออกไป

แฟรงคลิน อธิบายว่า ความขยันและการประหยัด ช่วยให้ร่ำรวยและเป็นอิสระ คุณธรรมทั้งสองอย่างส่งผลให้เขาสามารถเป็นเจ้าของกิจการต่าง ๆ ได้

Benjamin-Franklin-003

*******

7. จริงใจ (Sincerity) : ไม่หลอกลวง คิดอย่างบริสุทธิ์ พูดอย่างตรงไปตรงมา

*******

8. ยุติธรรม (Justice) : ไม่ทำให้ผู้อื่นเสียหาย ไม่ละเว้นหน้าที่ของตนเอง

*******

9. ความพอดี (Moderation) : หลีกเลี่ยงสิ่งสุดโต่ง อดทนต่อความโกรธ

ผู้ที่ไม่รู้จักความพอดี ต้องการสิ่งต่าง ๆ ไม่สิ้นสุด ย่อมไม่มีความสุขในชีวิต

*******

10. ความสะอาด (Cleanliness) : ไม่ปล่อยให้เสื้อผ้า ร่างกาย และที่อยู่อาศัย สกปรก

การใส่ใจในความสะอาดนอกจากจะได้รับผลดีเรื่องบุคลิกภาพ ยังมีผลดีทางด้านสุขภาพอีกด้วย

*******

11. สงบ (Tranquillity) : อย่าปล่อยให้สิ่งเล็กน้อย สิ่งไม่คาดคิด และสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง มารบกวนจิตใจ

*******

12. ยับยั่งชั่งใจ (Chastity) : ร่วมรักเพื่อสุขภาพและสืบสกุลเท่านั้น

เว้นการร่วมรัก ที่เป็นไปโดยโง่เขลา อ่อนแอ ทำให้ผู้อื่นและตนเองเสื่อมเสียเกียรติยศ

*******

13. ความถ่อมตัว (Humility) : เลียนแบบพระเยซูและโสกราตีส

เบนจามิน แฟรงคลิน บอกว่า เดิมทีเดียวเขากำหนดคุณธรรมประจำตัวไว้ 12 ข้อ

แต่เพื่อนผู้มีความกรุณา ได้ชี้ให้เขาเห็นถึงการแสดงออกอย่างภาคภูมิใจในตัวเอง

ซึ่งบางครั้งกลายเป็นความอวดดี ยกตนข่มผู้อื่น

ด้วยเหตุนี้ แฟรงคลิน จึงเพิ่มข้อที่ 13 เป็นข้อสุดท้าย

*******

เบนจามิน แฟรงคลิน ไม่ได้กำหนดคุณธรรมทั้ง 13 ข้อ ขึ้นมาลอย ๆ

แต่เขาทำเช็คลิสต์เอาไว้ในสมุด สำหรับพกติดตัว ไว้ตรวจสอบตนเองอยู่เสมอ

******* *******

ท่านผู้อ่านละครับ

เคยลองกำหนดพฤติกรรมใหม่ หรือ คุณธรรมที่ต้องการ ให้กับตัวเอง

แบบ เบนจามิน แฟรงคลิน

บ้างหรือไม่ ?

ถึงแม้ว่าบางอย่างที่กำหนดไว้ อาจจะทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง

แต่การที่เราตั้งใจเปลี่ยนตัวเองให้ดีขึ้น

ก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย ไม่ใช่หรือ ?

.

.

.

ขอปัญญาจงอยู่กับท่าน

ขอบคุณบทความจาก คุณ พิสิษฐ์ จง

ติดตามอ่านพลงานเพิ่มเติมได้ที่…
http://www.pisitzhong.com

 

หากต้องการประสบความสำเร็จ ก็จงปฏิบัติตัวแบบผู้ประสบความสำเร็จให้เป็นนิสัย

นิสัย

หากต้องการประสบความสำเร็จ ก็จงปฏิบัติตัวแบบผู้ประสบความสำเร็จให้เป็นนิสัย

มหาเศรษฐีผู้ยิ่งใหญ่ [7]

The Greatest Salesman In The World -7-

เฮฟิดผ่านกำแพงของเมืองดามัสกัสเข้าไปทางประตูด้านตะวันออก เขาขี่ลาไปตามถนนชื่อสเตรทด้วยความรู้สึกที่ไม่ค่อยมั่นใจ ในความสำเร็จทางธุรกิจตามที่หวังไว้เท่าใดนัก เสียงพูดและเสียงตะโกนที่ทั้งไม่ได้ศัพท์จากร้านค้านับร้อยทั้งสองข้างถนน ได้ทำให้เขาเกิดความหวาดหวั่นขึ้นเล็กน้อย

เพราะการเข้าเมืองใหญ่เช่นนี้แต่เดียวดาย ย่อมต่างกับการติดตามมากับกองคาราวานที่มีอิทธิพลของแพทรอสยิ่งนัก พ่อค้าเร่บนถนนได้เข้ามาหาเขาทั้งสองข้างทาง เพื่อเสนอขายสินค้าที่อยู่ในมือ แต่ละคนต่างพยายามที่จะพูดด้วยเสียงดังเพื่อจะให้กลบเสียงคนอื่นได้ เขาผ่านร้านเครื่องเงินและเครื่องทองเหลือง ร้านขายถ้วยชาม เสื้อผ้า เครื่องประดับและสินค้าจิปาถะ ทุกก้าวที่ลาของของย่างไปเผชิญกับคนขายของ ที่ยื่นมือพร้อมด้วยสินค้ามาเสนอพร้อมกับถ้อยคำที่น่าเห็นใจ

ยอดเขาเฮอร์มอนต์ปรากฏอยู่เบื้องหน้าทางด้านตะวันตกของกำแพงเมือง แม้ว่าขณะนั้นจะเป็นฤดูร้อน แต่บนยอดเขาก็ยังคงปกคลุมไปด้วยหิมะขาวโพลน คล้ายกับว่ากำลังจ้องมองดุความจอแจของตลาดด้วยความสงบ และเฉยเมย เฮฟิดเดินเลี้ยวออกจากถนนสายใหญ่ของกรุงดามัสกัส เพื่อเสาะหาที่พักซึ่งมีอยู่ทั่วไปภายในเมือง เขาตกลงใจพักอยู่ที่โรงเตี้ยมแห่งหนึ่งมีชื่อว่ามอสช่า และได้จ่ายเงินล่วงหน้าค่าเช่าห้องที่สะอาดสะอ้านเป็นเวลาหนึ่งเดือน ซึ่งทำให้ให้เขาเป็นที่เกรงอกเกรงใจแก่แอนโธนี่เจ้าของโรงเตี้ยมในทันทีที่ ได้รู้จัก เฮฟิดนำลาไปไว้ที่โรงเลี้ยงหลังโรงเตี้ยม และเลยไปอาบน้ำชำระร่างกายในลำน้ำบาราดา ก่อนที่จะกลับไปยังห้องพักของตน

เขาหยิบกล่องไม้วางลงที่หัวเตียง แล้วแกะสายหนังที่พับรอบๆ ออกและฝากล่องก็เปิดออกอย่างง่ายดาย เขามองลงไปที่ม้วนแผ่นหนัง แล้วเอื้อมมือไปสัมผัสอย่างแผ่วเบาคล้ายกับว่าม้วนหนังเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ มีชีวิต แต่แล้วเขารีบหดมือกลับไปทันทีทันใด รีบลุกขึ้นยืนและเดินไปที่หน้าต่างซึ่งเปิดอ้าอยู่ เสียงจอแจในตลาดซึ่งอยู่ห่างออกไปตั้งครึ่งไมล์ยังคงดังลอดมาถึงห้องนั้น ความหวั่นใจได้หวนกลับมาสู่ความนึกคิดของเขาอีกครั้งหนึ่ง เมื่อเขามองไปยังเสียงอึกทึกครึกโครมในตลาด ยิ่งกว่านั้น เขารู้สึกว่าความมั่นใจที่เคยมีมาก่อนได้เริ่มหดหายไป เฮฟิดหลับตาและพิงศีรษะกับฝาผนัง เขาร้องออกมาดังๆ ว่า “ทำไมถึงโง่เช่นนี้เล่า? จากเด็กเลี้ยงอูฐ ข้าจะเพ้อฝันเป็นนักธุรกิจยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกได้อย่างไรกัน ในเมื่อข้ายังไม่กล้าพอแม้แต่จะย่างผ่านกลุ่มพ่อค้าเร่ ที่กำลังล่าเหยื่ออยู่อย่างหนาแน่นบนถนนได้ วันนี้ข้าได้เห็นด้วยสายตาตนเองแล้วว่าพ่อค้าเร่นับร้อยทั้งสองฟากถนน ต่างมีศิลปะในการเสนอขายสินค้าได้เหนือกว่าข้ามากนักทุกคนต่างมีความกล้า ความกระตือรือร้น และความพยายามดูเหมือนว่า พวกเขาต่างตั้งใจที่จะมีชีวิตแข่งขันอยู่ในป่าแห่งธุรกิจให้ได้ และจะไม่เป็นความโง่และงมงายของข้าหรือที่จะคิดแข่งขันให้นำหน้าพวกเหล่านี้ ได้ ท่านแพทรอส…กระผมกลัวว่าจะทำความล้มเหลวให้กับความหวังของท่านอีก”

เขาล้มตัวลงบนเตียงนอนด้วยความเหนื่อยอ่อนจากการเดินทาง และสะอื้นด้วยความหดหู่ใจก่อนที่จะหลับไปในที่สุด

เฮฟิดตื่นขึ้นด้วยเสียงดังจอแจของนกกระจอกนอกหน้าต่างในยามเช้า เขาลุกขึ้นนั่งมองไปที่นกกระจอกตัวหนึ่ง ซึ่งเกาะอยู่ที่ขอบกล่องใส่ม้วนแผ่นหนังอย่างไม่เชื่อสายตาตนเอง ทันใดนั้นเขารีบเดินไปที่หน้าต่าง มองออกไปข้างนอกเห็นนกกระจอกเป็นพันๆ ตัวกระโดดไปมาอยู่บนกิ่งต้นไม้ใบหนา พร้อมกับส่งเสียงร้องต้อนรับวันใหม่ที่กำลังย่างเข้ามา ขณะที่เขายืนมองอยู่ นกบางตัวได้บินมาเกาะที่ขอบหน้าต่าง แต่แล้วก็บินหนีไปอย่างรวดเร็วเมื่อเฮฟิดเคลื่อนเข้าไปใกล้ เขาได้หันกลับไปมองที่กล่องไม้อีกครั้ง เห็นนกกระจอกตัวเดิมยังเกาะอยู่ที่กล่องไม้ซีด้าร์อย่างเก่า มันผงกศีรษะและจ้องกลับมาที่เขาอย่างไม่กลัวเกรง

เฮฟิดค่อยๆ เดินเข้าไปที่มัน ยื่นแขนออกไปข้างหน้า นกน้อยกระโดดขึ้นมาเกาะบนหลังมือ เขาพูดกับมันอย่างแผ่วเบาว่า “พวกของเจ้านับพันข้างนอกต่างมีความหวาดกลัวในตัวข้า แต่เจ้ากล้าพอที่จะเข้ามาในห้องนี้และยังกล้าที่จะเกาะข้าอีกด้วย”

นกน้อยตัวนั้นได้จิกลงบนหลังมือเขาเบาๆ เด็กหนุ่มค่อยๆเดินไปที่โต๊ะริมผนังที่มีขนมปังกรอบและเนยแข็งวางอยู่ เขาหักแผ่นขนมปังออกเป็นชิ้นเล็กๆ วางลงข้างเพื่อนใหม่ของเขา และมันก็เริ่มกินเศษขนมปังอย่างมีความสุข

ความคิดอย่างหนึ่งได้แวบเข้ามาในสมองเฮฟิดเขาเดินกลับไปที่หน้าต่าง มองดูฝูงนกกระจอกข้างนอกอีกครั้งหนึ่ง นกตัวใดก็ตามที่เข้ามาในห้องของเขาได้จะต้องมีความกล้าหาญเป็นพิเศษ เขาหันไปดูนกน้อยซึ่งกำลังกินขนมปังอยู่บนโต๊ะ แล้วระลึกถึงคำพูดของแพทรอสขึ้นมาได้ เขากล่าวคำเหล่านั้นด้วยเสียงดัง “ความล้มเหลวจะไม่มีอิทธิพลเหนือความพยายามของข้าได้ หากการตัดสินใจเพื่อนความสำเร็จของข้ามีความแข็งแกร่งพอ”

เขาเดินไปที่กล่องไม้ยื่นมือลงไปข้างใน รู้สึกว่ามีม้วนหนังอยู่ม้วนหนึ่งที่อบอุ่นกว่าม้วนอื่นๆ เขาหยิบขึ้นมาจากหีบและคลี่ออกเบาๆ ความหวาดหวั่นและความไม่มั่นใจในตัวเองได้หดหายไป เขาหันไปดูนกกระจอกที่อยู่บนโต๊ะ แต่ปรากฏว่ามันหายไปเสียแล้ว เหลือเพียงเศษขนมปังและเนยแข็งเท่านั้น ที่เป็นหลักฐานในความกล้าหาญของมันเฮฟิดมองดูแผ่นคัมภีร์ในมือ มีอักษรตัวโตขึ้นต้นว่าฉบับที่ 1 เขาเริ่มอ่านข้อความบนแผ่นหนังม้วนนั้นต่อไป….

มหาเศรษฐีผู้ยิ่งใหญ่ [6]

The Greatest Salesman In The World -6-

คืนที่สี่หลังจากที่กองคาราวานกลับมาถึงสำนึกงานใหญ่ในเมืองพาล์มมีร่า เฮฟิดถูกปลุกให้ลุกขึ้นจากที่นอนซึ่งทำด้วยฟางในคอกสัตว์พาหนะ และได้รับแจ้งว่าแพทรอสต้องการพบตัวโดยเร็วที่สุด

เขารีบตรงไปยังที่พักของนายจ้างอย่างรีบเร่ง และยืนอยู่หน้าเตียงนอนอันกว้างใหญ่ของแพทรอส ผู้เฒ่าลืมตาขึ้นและเหวี่ยงผ้าห่มผืนหนา ออกจากกาย ก่อนที่จะลุกขึ้นนั่งใบหน้าของเขาดูซีดเซียว เส้นเลือดโปนและนูนขึ้นจนเห็นได้ชัด เฮฟิดแทบจะไม่เชื่อสายตาตนเองว่า ชายชราเบื้องหน้าคือบุคคลคนเดียวกับที่เขาได้เคยพูดคุยกันมาเมื่อสิบปีกว่า วันก่อน

แพทรอสเลื่อนตัวนั่งลงบนขอบเตียง ขณะที่เด็กหนุ่มนั่งอย่างสงบอยู่ใกล้ๆ เพื่อรอฟังคำพูดจากชายชรา เสียงของแพทรอสที่กล่าวออกมาก็ต่างกับเสียงที่เฮฟิดได้ยินมาครั้งก่อน อย่างเห็นได้ชัด

“ลูกรัก เจ้ามีเวลาหลายวันเพื่อตัดสินใจในความทะเยอทะยานของเจ้า และตอนนี้เจ้ายังคงคิดจะเป็นนักธุรกิจผู้ยิ่งใหญ่อยู่อีกหรือ?”

“ครับท่าน”

แพทรอสผงกศีรษะ “ถ้าเช่นนั้นก็ดีแล้ว ข้าตั้งใจจะใช้เวลากับเจ้าให้มากกว่านี้ แต่เจ้าก็คงจะเห็นได้แล้วว่าข้าเป็นอย่างไรในตอนนี้ แม้ข้าจะตระหนักดีว่าเข้าเป็นนักขายสินค้าผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุค แต่ข้าก็ไม่สามารถจะขายความตายของข้าให้กับใครได้ มัจจุราชได้เฝ้ารอคอยวันสุดท้ายของข้าเหมือนกับ สุนัขหิวโหยที่ยืนเฝ้าอยู่หน้าประตูครัว และเช่นเดียวกับสุนัขที่หิวจัด มัจจุราชรู้ดีว่าประตูทางเข้าจะต้องถูกละทิ้งไว้โดยไม่มีคนเฝ้าไม่ขณะใดก็ ขณะหนึ่ง….”

อาการ ไอภายในลำคอได้ขัดจังหวะแพทรอสก่อนที่เขาจะพูดจบตอน เฮฟิดนั่งฟังอย่างสงบขณะที่แพทรอสพยายามต่อสู้กับโรคชราของตัวเอง ในที่สุดอาการไอของเขาก็หยุดลงและชายชรายิ้มอย่างเหนื่อยอ่อน “เวลาที่เราจะอยู่ด้วยกันมีไม่มากนัก ดังนั้นให้เราเริ่มต้นเสียเลยแต่บัดนี้ประการแรก ให้เจ้าเลื่อนกล่องไม้ซีดาร์เล็กๆ ออกมาจากใต้เตียงก่อน”

เฮฟิดคุกเข่าลงและดึงเอากล่องไม้เล็กๆ ที่มีสายหนังพันรอบออกมาจากใต้เตียงและวางไว้ตรงหน้าผู้เฒ่าแพทรอสหายใจยาว ก่อนที่จะพูดว่า “หลายปีมาแล้วเมื่อฐานะของข้าด้อยยิ่งกว่าเด็กเลี้ยงอูฐ ข้าได้ช่วยเหลือคนเดินทางที่มาจากตะวันออกผู้หนึ่ง ให้รอดพ้นจากการประทุษร้ายของพวกโจรเขาคะยั้นคะยอที่จะให้สิ่งใดสิ่งหนึ่ง แก่ข้า ที่ได้ช่วยชีวิตของเขาไว้ ทั้งๆ ที่ข้าเองก็มิได้หวังสิ่งตอบแทนในการกระทำในครั้งนั้น แต่เพราะเหตุที่ข้าไม่มีญาติพี่น้องและเงินทอง เขาจึงนำข้าร่วมเดินทางไปกับเขา และรับข้าไว้เป็นสมาชิกในครอบครัวอย่างกับบุตรของเขาเอง”

“วันหนึ่ง หลังจากที่ข้าได้คุ้นเคยกับการเริ่มต้นชีวิตใหม่ เขาได้นำกล่องไม้เล็กๆ ใบนี้มาให้ข้าดู ภายในกล่องมีแผ่นหนังบางๆ อยู่สิบม้วน แต่ละม้วนมีเลขหมายประจำม้วนแรก เป็นคำแนะนำในวิธีการศึกษา หลักการ ของม้วนอื่นๆ ให้ได้ผล ส่วนที่เหลือต่างเป็นคำจารึกที่ว่าด้วยหลักการสำคัญในการปฏิบัติของศิลปทาง ธุรกิจ อันจะนำไปสู่ความสำเร็จสุดยอดในชีวิต ในปีแรกข้าต้องทนทรมานในการศึกษาคำจารึกเหล่านี้และปฏิบัติตามคำแนะนำต่างๆ จนข้าสามารถจำได้อย่างแม่นยำทุกตัวอักษร คำสอนเหล่านั้นก็ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในความนึกคิด และเป็นนิสัยประจำวันของข้า”

ไหลังจากนั้นข้าได้รับมอบคำจารึก ทั้งสิบม้วนนี้พร้อมด้วยจดหมายปิดผนึก หนึ่งฉบับและเงิน จำนวนห้าสิบเหรียญทอง เขาได้สั่งไม่ให้ข้าเปิดดูข้อความในจดหมายที่ปิดผนึก จนกว่าข้าจะได้ออกไปพ้นบ้านที่ข้าอาศัยอยู่ในขณะนั้น ข้าได้กล่าวลาแก่ทุกคนในครอบครัวนั้น และรอจนข้าเดินทางมาถึงเมืองพาลัมมีร่าจึงได้เปิดซองจดหมายออกดูข้อความภาย ใน เนื้อหาของจดหมายบอกให้ข้ารับเงินจำนวนห้าสิบเหรียญทองที่ได้มา เพื่อใช้ในการเริ่มต้นธุรกิจการค้าของข้า โดยสั่งให้ข้าปฏิบัติตามบทบัญญัติในม้วนแผ่นหนังทั้งสิบฉบับ และในจดหมายนั้นยังได้สั่งให้ข้าแจกจ่ายรายได้ครึ่งหนึ่งของข้าที่หามาได้ ให้กับคนยากจนที่ไม่มีโอกาสอย่างข้า แต่ม้วนแผ่นหนังทั้งสิบจะต้องถูกเก็บไว้เป็นความลับโดยไม่ให้ใครอื่นล่วงรู่ เป็นอันขาด จนกว่าจะถึงเวลาที่ข้าจะต้องมอบให้กับใครคนหนึ่ง ซึ่งข้าจะรู้ได้ด้วยสัญญาณอันเป็นเครื่องหมายพิเศษเมื่อเวลานั้นมาถึง”

เฮฟิดสั่นศีรษะ “กระผมไม่เข้าใจความหมายของท่านครับ”

เอาละข้าจะอธิบายให้เจ้าฟัง” ชายชราหยุดสูดลมหายใจก่อนจะพูดต่อ “ข้าได้เฝ้าคอยเสาะหาบุคคลที่ข้าต้องการจะมอบม้วนแผ่นหนังเหล่านี้ ให้มาเป็นเวลานานปี และขณะที่ข้ากำลังเสาะหาอยู่ ข้าก็ได้ใช้คำสอนในม้วนแผ่นหนังทั้งหมดนี้มาใช้ เพื่อสร้างความมั่งคั่งให้กับข้าพร้อมกันไป ข้าเกือบจะเชื่อเสียแล้วว่าคงไม่มีใครที่มีคุณสมบัติครบ ที่ข้าต้องการจะมาปรากฏให้ข้าเห็นก่อน ที่ข้าจะตายเป็นแน่ จนกระทั่งเจ้ากลับมาจากเบ็ธเลเฮม และความเชื่อประการแรกของข้าที่เห็นว่า เจ้าคือบุคคลที่ข้าควรจะมอบสิ่งนี้ ให้คือปรากฏการณ์ประหลาดของดวงดาวอันแจ่มใส ที่ติดตามเจ้ามาจากเบ็ธเลเฮมในตอนแรก ข้าต้องการที่จะทำความเข้าใจในความหมายของอุบัติการอันพิศดารครั้งนี้ แต่ข้าก็ต้องเลิกล้มความคิดเพราะไม่ต้องการนึกคิด ในสิ่งที่เป็นความประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า แต่แล้วเมื่อเจ้าได้บอกข้าว่าเจ้าได้ให้เสื้อคลุมแก่ทารกน้อย บางสิ่งบางอย่างในจิตสำนึกของข้าได้บอกว่า การค้นหาบุคคลที่ข้าต้องการได้สิ้นสุดลงแล้ว ซึ่งข้าก็รู้ได้ในขณะนั้นว่าใครคือบุคคลที่จะต้องได้รับม้วนแผ่นหนังเหล่า นี้ และก็เป็นเรื่องที่แปลกยิ่งนัก ทันทีที่ข้าค้นพบบุคคลที่ข้าได้พยายามเสาะหามาเป็นเวลานานปี พลังแห่งชีวิตของข้าก็เริ่มอ่อนลงขณะนี้ข้ากำลังเข้าใกล้วาระสุดท้ายไปเต็ม ทีแล้ว แต่การค้นหาผู้รับทอดคำจารึกในม้วนหนังก็ได้สิ้นสุดลงแล้ว และข้าก็สามารถจากโลกนี้ไปด้วยใจอันสงบ”

เสียงของชายชราชักจะเบาบางลง แต่เขาได้พยายามเคลื่อนกายเข้าไปใกล้เฮฟิดยิ่งขึ้น “จงฟังให้ดีลูกรัก เพราะข้าไม่มีพลังพอที่จะกล่าวซ้ำคำเหล่านี้ได้อีก”

นัยน์ตาของเฮฟิดเปียกชุ่มไปด้วยน้ำตาขณะที่เขาเลื่อนกายเข้าไปจนชิดนายจ้าง ชายชราพยายามสูดลมหายใจลึกก่อนที่จะกล่าวต่อไป “ขณะนี้ข้าได้มอบความลับอันมีค่ายิ่งให้กับเจ้าแล้ว แต่ประการแรกมีเงื่อนไขบางอย่างที่เจ้าจะต้องยอมรับ ภายในกล่องใบนี้ยังมีถุงใส่เหรียญทองจำนวนร้อยเหรียญรวมอยู่ด้วย เงินจำนวนนี้แม้ว่าเจ้าจะนำไปซื้อสินค้าได้จำนวนไม่มากนัก แต่ก็พอที่จะเริ่มต้นเข้าสู่โลกแห่งธุรกิจการค้าได้ ข้าอาจจะมอบความมั่งคั่งอันมหาศาลของข้าให้กับเจ้าได้ในขณะนี้ แต่มันจะทำให้เจ้าเป็นคนที่ไม่มีคุณค่าในสมรรถภาพของตัวเองไป และจะเป็นการดีกว่านั้นมากนักหากเจ้าได้กลายเป็นผู้มั่งคั่งที่สุดในโลก และเป็นนักธุรกิจผู้ยิ่งใหญ่ด้วยตัวเจ้าเอง ซึ่งเจ้าก็เห็นได้ว่าข้าไม่ได้ลืมความหวังอันสดใสของเจ้า”

“ให้เจ้ารีบเดินทางออกจากเมืองนี้ในทันที มุ่งไปสู่กรุงดามัสกัส ที่นั้นเจ้าจะพบกับโอกาสอันไม่มีเขตจำกัดที่จะใช้คำสั่งสอนในม้วนแผ่นหนัง มาปฏิบัติให้ได้ผล เมื่อเจ้าหาที่อาศัยที่ปลอดภัยได้แล้ว ให้เจ้าเปิดคัมภีร์ม้วนที่หนึ่งขึ้นดูก่อนอ่านซ้ำแล้วซ้ำอีก จนเข้าใจถึงวิธีการลับอย่างแจ่มแจ้ง ซึ่งจะเกี่ยวพันต่อไปในการศึกษาบทบัญญัติ และหลักการสู่ความสำเร็จสุดยอดทางธุรกิจในแผ่นหนังม้วนอื่นๆ อีกทั้งหมด ในขณะที่เจ้าศึกษาวิธีการในคัมภีร์ไปตามลำดับ ให้เจ้าทำการขายสินค้าที่เจ้าซื้อมาควบคู่กันไป และหากเจ้านำความรู้ที่ได้มาจากคำจารึกเหล่านี้รวมเข้ากับ ประสบการณ์ที่เจ้าได้รับมาจากการขายสินค้าแล้ว ปริมาณการจำหน่ายสินค้าของเจ้าจะต้องเพิ่มปริมาณขึ้นทุกๆ วันอย่างแน่นอน สำหรับเงื่อนไขประการแรกของข้าคือ เจ้าจะต้องสาบานว่าเจ้าจะต้องปฏิบัติตามคำแนะนำในแผ่นหนังม้วนที่หนึ่ง อย่างเคร่งครัด เจ้าจะยินยอมไหม?”

“ครับท่าน”

“ดีมาก….และเมื่อเจ้าได้คำแนะนำในม้วนแผ่นหนังไปใช้แล้วแน่นอนที่สุดว่า เจ้าจะต้องมั่งคั่งกว่าที่เจ้าเคยคิดฝันไว้มากนัก และเงื่อนไขประการที่สองของข้าคือ เจ้าจะต้องแจกจ่ายรายได้ครึ่งหนึ่งของเจ้าที่หาได้ให้แก่คนยากจนอย่างสม่ำ เสมอ โดยไม่มีการบิดเบือนเป็นอันขาด เจ้าจะยอมรับหรือไม่?”

“ครับท่าน”

“และต่อไปเป็นเงื่อนไขที่สำคัญกว่าอะไรหมด คือห้ามไม่ให้เจ้าร่วมศึกษาคำจารึกเหล่านี้กับผู้หนึ่งผู้ใด และไม่ให้เจ้าถ่ายทอดความรู้ที่เจ้าได้มาจากม้วนแผ่นหนังให้ผู้อื่นทราบ อย่างเด็ดขาด และในวันใดวันหนึ่งข้างหน้า จะมีบุคคลที่สมควรจะได้รับการถ่ายคำจารึกเหล่านี้มาปรากฏตัวแก่เจ้า ด้วยสัญญาณอย่างใดอย่างหนึ่งที่ข้าเคยพบเห็นมาก่อน และเมื่อเจ้าแน่ใจว่าเป็นบุคคลที่ถูกต้องตามจุดประสงค์ เจ้าก็สามารถจะมอบม้วนแผ่นหนังทั้งหมดให้แก่เขาหรือแก่หล่อนได้ การมอบสิ่งนี้ครั้งต่อไป ไม่จำเป็นจะต้องมีเงื่อนไขสำหรับผู้ที่ได้รับอีกอย่างเช่นเงื่อนไขของข้า และของเจ้าที่กำลังเป็นไปในขณะนี้ข้อความภายในจดหมายที่ข้าได้รับระบุว่า บุคคลที่สามที่ได้รับม้วนแผ่นหนังเหล่านี้ สามารถจะมอบความรู้ที่ได้มาให้กับคนอื่นทุกคนในโลกได้ และเจ้าคิดว่าเจ้าจะรับเงื่อนไขข้อที่สามนี้ไว้ได้หรือ?”

“ครับท่าน ผมจะปฏิบัติตามนั้น”

แพทรอสรู้สึกปลอดโปร่งใจ คล้ายกับได้ยกความกดดันอันหนักอึ้งออกจากทรวงอก เขายิ้มอย่างเป็นสุขและลูบใบหน้าเฮฟิดด้วยมือซึ่งผอมเกร็ง “จงรับกล่องไม้ไปเดี๋ยวนี้และรีบเดินทางออกจากที่นี่ในทันที ข้าจะไม่พบกับเจ้าอีกจงไปพร้อมกับความรักของข้า และข้าขอภาวนาให้เจ้าจงประสบความสำเร็จร่วมกับลิชซ่า ซึ่งจะได้อยู่ร่วมกันกับเจ้าอย่างมีความสุขต่อไปภายหน้า”

น้ำตาได้ไหลนองลงบนแก้มทั้งสองข้างของเฮฟิด ขณะที่เขาอุ้มหีบไม้เดินออกไปจากห้องนอนของชายชรา เขาหยุดอยู่ข้างนอกครู่หนึ่ง วางกล่องลงบนพื้น และหันกลับไปที่นายจ้างของเขา แล้วกล่าวขึ้นดังๆ ว่า “ความล้มเหลวจะไม่มีอิทธิพลเหนือความพยายามของกระผมได้ หากการตัดสินใจเพื่อความสำเร็จของกระผมมีความแข็งแกร่งพอ” ชายชราพนักหน้าและยิ้มอย่างพึงพอใจ เขายกมือขึ้นโบกอำลาเป็นครั้งสุดท้าย

มหาเศรษฐีผู้ยิ่งใหญ่ [5]

The Greatest Salesman In The World -5-

เฮฟิดนั่งคอตกอยู่บนหลังลาซึ่งเดินอย่างเชื่องช้าไปตามถนน ทำให้เขาไม่อาจมองเห็นดวงดาวอันสุกสว่าง ที่แผ่รังษีครอบคลุมไปทั่วบริเวณและอยู่เบื้องบนศีรษะของเขาได้ มีปัญหาอยู่ว่าทำไมเขาจึงปฏิบัติโง่ๆ เช่นนั้น ? ทำไมเขาจึงไม่นำเสื้อคลุมตัวนั้นไปเร่ขายต่อไป ? และเขาจะบอกกับแพทรอสว่ายังไงดี ? ทุกคนคงจะต้องหัวเราะกันอย่างท้องคัดท้องแข็ง เมื่อได้ทราบว่าเขามอบสินค้าให้กับเด็กทาราภายในถ้ำ เขาพยายามคิดสร้างเรื่องราวที่พอจะบอกแต่แพทรอสได้ คิดว่าบางทีเขาอาจจะบอกว่าเสื้อคลุมถูกขโมยไปขณะที่เขากินอาหารอยู่ในร้าน แต่ก็ไม่รู้ว่าแพทรอสจะเชื่อหรือไม่ ? และแม้ว่าแพทรอสจะเชื่อเขา ก็ยังไม่แน่ว่าเขาจะต้องถูกตำหนิเพราะความสะเพร่าหรือเปล่า แม้จะเป็นที่รู้กันว่ามีโจรผู้ร้ายอยู่ชุกชุมก็ตาม

ในเวลาไม่นานนัก เขาได้มาถึงทางแยกไปสู่สวนสาธารณะแห่งเก็ทซีเมนบนยอดเขาโอลีเวส เขาลงจากหลังลาเดินนำหน้าสัตว์คู่ยาก ตรงไปยังกองคาราวานอย่างเซื่องซึมแสงจากดวงดาวที่สว่างจ้าเหนือศีรษะ ทำให้มองดูเหมือนกับเป็นเวลากลางวัน ร่างของเขาสั่นสะท้านน้อยๆ เมื่อได้เผชิญหน้ากับแพทรอส ซึ่งยืนจ้องมองขึ้นสู่ท้องฟ้าอยู่นอกกระโจมคล้ายจะค้นหาสวรรค์อันสันติสุข เฮฟิดยังคงเงียบเฉยเมื่อแพทรอสสังเกตเห็นเขาขณะที่เดินเข้าไปใกล้กระโจม

รู้สึกว่าเสียงของผู้เฒ่าได้สั่นสะท้านเพราะความตระหนกเมื่อถามเฮฟิดออกมาว่า “เจ้าเดินทางมุ่งตรงมาจากเบ็ธเลเฮมหรือ ?”

“ครับท่าน”

“เจ้าไม่รู้สึกตัวหรือว่ามีดวงดาวอันสดใสเคลื่อนตามเจ้ามาด้วย ?”

“กระผมไม่ได้สังเกตครับท่าน”

“ไม่ได้สังเกตรึ ? ข้าไม่สามารถจะก้าวเท้าออกจากจุดที่ข้ายืนขณะนี้ได้ ตั้งแต่ข้าได้เห็นดาวดวงนี้ขึ้นอยู่เหนือเมืองเบ็ธเลเฮมเมื่อสองชั่วโมงที่ ผ่านมา ข้าไม่เคยเห็นดาวที่มีสีสันสุกใสเช่นนี้มาก่อนในชีวิต ขณะที่ข้าเฝ้ามองดูอยู่นั้นรู้สึกว่าดวงดาวได้โผล่ออกมาจากสวรรค์ เคลื่อนตรงมายังกองคาราวานของข้า และโดยปาฏิหารของพระผู้เป็นเจ้าดวงดาวได้หยุดเคลื่อนไหวพร้อมกับเจ้าเช่น เดียวกัน”

แพทรอสก้าวเข้ามาใกล้เฮฟิด เขาพยามยามค้นหาความรู้สึกในสีหน้าของชายหนุ่มเมื่อถามว่า “เจ้าได้เข้าร่วมในปรากฏการณ์อันแปลกประหลาดใดๆ บ้างไหมขณะที่เจ้าอยู่ในเบ็ธเลเฮม ?”

“เปล่า ครับท่าน”

ชายชราขมวดคิ้วและถอนหายใจอย่างใช้ความคิด “ข้าไม่เคยประสบและเคยรู้เห็นในปรากฏการณ์ประหลาดอย่างเช่นคืนนี้มาก่อน”

เฮฟิดกล่าวเรียบๆ “และสำหรับคืนวันนี้ กระผมก็ไม่อาจจะลืมเสียได้เช่นเดียวกันครับท่าน”

“โอโฮ! ถ้าเช่นนั้นคงจะต้องมีอะไรเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ไม่เช่นนั้นแล้วเจ้าจะกลับมาในยามค่ำคืนเช่นนี้ได้อย่างไร ?”

เฮฟิดยืนอย่างเงียบสงบขณะที่ชายชราเปิดดูห่อสัมภาระบนหลังลาของเขา

“ไม่มีเสื้อคลุมในนี้ !” แพทรอสอุทาน “ในที่สุดเจ้าก็ทำงานเป็นผลสำเร็จ จงเข้ามาในกระโจมและเล่าถึงประสบการณ์ต่าง ๆ ที่เจ้าได้รับ และตั้งแต่พระผู้เป็นเจ้าได้เปลี่ยนความมืดของคืนวันนี้ให้เป็นกลางวัน ข้าไม่สามารถจะหลับตาลงได้ และบางทีคำบอกเล่าของเจ้า จะช่วยให้ความกระจ่างแก้ข้าได้ว่าทำไมดวงดาวจึงได้คล้อยตามเด็กเลี้ยงอูฐมา จนถึงที่นี่”

แพทรอสเอนหลังพิงหมอน หลับตาตั้งใจฟังเรื่องราวอันยืดยาวของเฮฟิดในการเร่ขายเสื้อคลุมที่เบ็ธเลเฮ ม ซึ่งมีแต่คำปฏิเสธ คำเยาะเย้ยถากถาง และคำก้าวร้าวจากลูกค้าบางครั้งเขาพยักหน้า เมื่อเฮฟิดเล่าถึงตอนที่ถูกพ่อค้าขายของชำไล่ให้ออกไปจากร้าน และผู้เฒ่ายิ่งอย่างพอใจเมื่อทราบว่าทหารโรมันได้ขว้างเสื้อคลุมใส่หน้าเฮ ฟิด เมื่อเขาไม่ยอมลดราคาให้ถูกลงกว่าที่ตั้งไว้

ในที่สุดเฮฟิดได้เล่าด้วยเสียงแหบพร่าในปัญหาต่างๆ ที่ประดังเข้ามาในสมองของเขา ขณะที่นั่งกินอาหารอยู่ในเย็นวันนั้นที่เบ็ธเลเฮม แพทรอสขัดขึ้นว่า “เฮฟิดขอให้เจ้าเล่าถึงปัญหาข้อสงสัยต่างๆ ในตอนนั้นของเจ้าให้ข้าฟังอย่างละเอียด”

เฮฟิด ได้เล่าถึงข้อสงสัยทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเขาให้แพทรอสฟังเท่าที่สามารถ ระลึกขึ้นได้ เมื่อเล่าจบชายชราไต่ถามขึ้นว่า “อะไรเป็นเหตุที่ทำให้เจ้าขจัดข้อสงสัย และปัญหาต่างๆ ของเจ้าให้หมดไป ซึ่งทำให้เจ้าเกิดความกระตือรือร้นที่จะขายเสื้อคลุมในวันต่อไปให้ได้ ?”

เฮฟิดนึกคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบว่า “กระผมคิดถึงแต่บุตรสาวของแคลเนห์ แม้กระผมจะทราบดีว่า กระผมไม่อาจจะเผชิญหน้ากับหล่อนได้ หากกระผมต้องล้มเหลวในงานชิ้นนี้และเมื่อพูดถึงตอนนี้ เสียงของเฮฟิดก็แตกพร่ายิ่งขึ้นไปอีก “แต่ถึงอย่างไร กระผมก็ต้องประสบกับความล้มเหลวในตัวหล่อนอยู่ดี”

“เจ้าประสบความล้มเหลวหรือ ? ข้าไม่เข้าใจเพราะข้าไม่เห็นเจ้ากลับมาพร้อมกับสินค้าของเจ้า”

ด้วนน้ำเสียงที่แผ่วเบา จนทำให้แพทรอสต้องเอนตัวเข้ามาใกล้ๆ เพื่อจะได้ยินคำพูดของเขา เฮฟิดได้เล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในถ้ำ อันเกี่ยวกับทารกน้อยและเสื้อคลุมตัวนั้นและขณะที่เด็กหนุ่มเล่าไป แพทรอสได้ชำเลืองมองไปยังนอกกระโจมครั้งแล้วครั้งอีก เพื่อมองดูแสงสว่างอันสดใสข้างนอกที่ยังคงปรากฏอยู่ รอยยิ้มบนใบหน้าของชายชราก็เริ่มปรากฏออกมา และเขาก็ไม่ได้สนใจว่าเด็กหนุ่มได้หยุดเล่าเรื่องราวของเขาตั้งแต่เมื่อไร ต่อจากนั้นเสียงสะอื้นก็ได้ดังคิดตามมาแทน และเมื่อเสียงสะอื้นได้หายไป ภายในกระโจมก็มีแต่ความเงียบ เฮฟิดไม่กล้าที่จะมองนายจ้างของเขา เขารู้ตัวว่าการทำงานของเขาต้องล้มเหลว และพิสูจน์ได้แล้วว่าไม่เหมาะสมกับอาชีพอื่นใดนอกจากเด็กเลี้ยงอูฐเท่านั้น เขาได้หันตัวกลับเพื่อจะวิ่งออกไปจากกระโจม แต่แล้วเขาก็รู้สึกว่ามือของนักธุรกิจผู้ยิ่งใหญ่ได้จับไหล่เขาไว้ และทำให้เขาต้องมองไปที่ดวงตาอันเต็มไปด้วยแววกรุณา ของแพทรอสผู้ยิ่งใหญ่

“ลูกรัก เจ้าคิดว่าการขายของเที่ยวนี้ของเจ้าไม่ได้สร้างผลกำไรให้กับเจ้ามากนักไม่ใช่หรือ ?”

“ครับท่าน”

“แต่มันสร้างกำไรให้กับข้าอย่างมหาศาล แสงสว่างจากดวงดาวที่เคลื่อนตามเจ้ามา ข้าจะอธิบายถึงเรื่องนี้ให้เจ้าเข้าใจ กระจ่าง ได้หลังจากที่เรากลับไปถึง พาลัมมีร่าแล้ว ตอนนี้ข้าจะขอร้องอะไรเจ้าสักอย่างหนึ่ง”

“ครับท่าน”

“คนขายสินค้าทั้งหมดของเราจะกลับมายังกองคาราวานก่อนพระอาทิตย์ตกดินในวัน พรุ่งนี้ และสัตว์พาหนะของพวกเขาจำเป็นต้องได้รับการเอาใจใส่จากเจ้า เจ้าคิดว่าเจ้าจะกลับเข้ารับหน้าที่เด็กเลี้ยงอูฐอีกได้ไหม ?”

เฮฟิดโค้งคารวะนายจ้างผู้มีพระคุณของเขา “ไม่ว่าท่านจะให้กระทำอะไร กระผมจะปฏิบัติตามความต้องการของท่านทุกอย่าง….. และกระผมเสียใจเป็นอย่างยิ่งที่ทำให้ท่านต้องผิดหวัง”

ดังนั้นเจ้าจงไปปฏิบัติงานของเจ้า และเตรียมตัวไว้สำหรับพวกเราที่กำลังจะกลับมา ข้าจะพบกับเจ้าอีกเมื่อเราไปถึงพาล์มมีร่าแล้ว

ขณะที่เฮฟิดก้าวออกจากกระโจม แสงสว่างจ้าจากดาวดวงนั้นได้ทำให้ตาเขาพร่าไปชั่วขณะ เขาใช้มือขยี้นัยตาและๆได้ยินเสียงกแพทรอสเรียกจากในกระโจม

เด็กหนุ่มหันกลับแล้วเดินเข้าไปข้างในอีกครั้ง ยืนรอรับฟังคำพูดจากนายจ้าง แพทรอสชี้มาที่ตัวเขาแล้วพูดว่า “จงนอนให้หลับสบาย เพราะเจ้าไมได้ประสบความล้มเหลวในการขายสินค้าอย่างที่เจ้าคิด”

ดวงดาวอันสว่างไสวยังคงลอยอยู่เหนือ กองคาราวานตลอดคืนวันนั้น

มหาเศรษฐีผู้ยิ่งใหญ่ [4]

The Greatest Salesman In The World -4-

เฮฟิดวางแผ่นขนมปังที่กินได้เพียงครึ่งเดียวลงบนโต๊ะด้วยจิตใจที่ว้าวุ่น วันพรุ่งนี้นับเป็นวันที่สี่ในเบ็ธเลเฮม และเสื้อคลุมเพียงตัวเดียวที่เขานำมาจากกองคาราวานด้วยความมั่นใจว่าต้องขาย ได้ ยังคงอยู่ในถุงบนหลังลาที่ล่ามไว้ในถ้ำหลังโรงอาหารที่เขากำลังนั่งกินอยู่

เขานั่งขมวดคิ้วมองดูอาหารในจาน ซึ่งเหลืออยู่กว่าครึ่งด้วยอาการเหม่อลอยคล้ายกับว่า ไม่ได้ยินเสียงจอแจที่ดังหึ่งอยู่รอบกายภายในห้องอาหารที่แออัด เพราะสมองครุ่นคิดถึงแต่เรื่องความล้มเหลว ที่ไม่อาจจะขายเสื้อคลุมเพียงตัวเดียวได้ ทั้งที่เวลาผ่านมาแล้วถึงสามวัน และความสงสัยได้ผ่านเข้ามาในห้วงสมองที่เขาไม่อาจจะเข้าใจได้ เขานั่งครุ่นคิดลำดับเหตุการณ์ตั้งแต่เริ่มเข้ามาในตำบลนี้ และเฝ้าถามตัวเองว่า ทำไมจึงไม่มีใครยอมฟังคำโฆษณาของเขาเลย? เขาจะสร้างจุดสนใจให้กับฝูงชนได้อย่างไร? ทำไมเจ้าของบ้านจึงรีบปิดประตูเสียก่อนเมื่อเขาพูดได้เพียงสี่ห้าคำ? ทำไมฝูงชนในตลาดจึงไม่สนใจในสินค้าของเขาและรีบเดินเลี่ยงไปอย่างรวดเร็ว ? หรือว่าทุกคนในเมืองนี้เป็นคนจนกันทั้งเมือง ? เขาควรจะพูดกับคนเหล่านั้นอย่างไรดี เมื่อพวกเขาบอกว่าชอบเสื้อคลุมตัวนี้ แต่ไม่สามารถจะซื้อได้ ? ทำไมคนเป็นจำนวนมากบอกว่าอย่าให้เขารีบกลับ ? คนอื่นมีวิธีการขายได้อย่างไรในขณะที่เขาเองขายไม่ได้ ? ทำไมเขาจึงต้องตื่นเต้นเมื่อเข้าไปใกล้ประตูบ้าน และจะแก้ไขได้อย่างไร ? หรือว่าราคาสินค้าของเขาสูงกว่าราคาของพ่อค้าคนอื่น ?…”

เขาสั่นศีรษะอย่างท้อแท้ในความล้มเหลวที่ผ่านมา คิดว่าบางทีงานชนิดนี้คงไม่เหมาะสำหรับเขา หรือว่าเขาควรจะทำหน้าที่เด็กเลี้ยงอูฐต่อไปด้วยค่าจ้างเพียงเล็กน้อย พอประทังชีวิตอยู่ได้ แต่ในฐานะที่เป็นพ่อค้าเร่ เขาคิดว่าคงจะเป็นโชคของเขาหากเขาได้กลับไปพร้อมกับผลกำไรบ้าง แพทรอสเคยเรียกเขาว่าอะไรหรือ ? พ่อทหารหนุ่ม ! คำๆ นี้มันกระตุ้นความรู้สึกของเขาขึ้นมาใหม่ และในช่วงนี้เองที่เฮฟิดหวังอย่างมั่นคงว่า เขาจะต้องกลับไปพร้อมกับลาโดยไม่มีเสื้อคลุมตัวนั้นติดไปด้วยเป็นอันขาด

และแล้วความคิดของเขาก็หวนกลับไปยังลิชช่าผู้หญิงที่เขารัก และแคลเนห์บิดาผู้เข้มงวดของหล่อน ความไม่มั่นใจว่าจะขายเสื้อคลุมได้เริ่มเลือนหายไป คืนนี้เขาจะขึ้นไปนอนบนเนินเขาเพื่อประหยัดเงินเอาไว้ และพรุ่งนี้จะได้เร่ขายเสื้อคลุมอีกต่อไป เขาจะสรรหาคำพูดเพื่อจูงใจผู้คนให้ซื้อเสื้อคลุมของเขาด้วยราคางามให้ได้ เขาจะเริ่มต้นแต่เช้าตรู่ ไปเตร่อยู่ที่บ่อน้ำสาธารณะ จะเสนอขายเสื้อคลุมแก่ทุกคนที่มายังบริเวณนั้น ซึ่งเขาหลังเป็นอย่างยิ่งว่าภายในเวลาอันสั้น คงจะได้กลับไปยังยอดเขาโอลิเวสที่กองคาราวานของเขาพักอยู่ พร้อมด้วยเหรียญเงิน ในกระเป๋าอย่างแน่นอน

เขาเอื้อมมือไปหยิบขนมปังที่เหลือขึ้นมากัดกินใหม่ ในขณะเดียวกันก็คิดถึงนายจ้างของเขา แพทรอสคงจะภูมิใจในตัวเขาเป็นแน่ เพราะเขาไม่ยอมเลิกล้มความตั้งใจและกลับไปอย่างคนสิ้นหวัง จริงอยู่เวลาสี่วันเป็นระยะที่นานเกินไปสำหรับการจะขายเสื้อคลุมธรรมดาได้ สักตัวหนึ่ง แต่ถ้าเขาสามารถขายได้ภายในเวลาสี่วัน เฮฟิดรู้ว่าเขาสามารถจะได้เรียนรู้หลักการจากแพทรอส ที่จะขายให้ได้ภายในเวลาสามวันสองวัน และวันเดียวตามลำดับ และเมื่อเขาเป็นผู้เชี่ยวชาญในการขายสินค้าแล้ว เขาอาจจะขายเสื้อคลุมได้เป็นจำนวนมากหลายในทุกชั่วโมง แล้วแน่นอนที่สุดเขาจะเป็นนักขายสินค้ายิ่งใหญ่และขึ้นชื่อลือชา

เขาออกจากโรงอาหารที่อึกทึกมุ่งไปยังถ้ำที่ผูกลาไว้ อากาศอันหนาวเหน็บทำให้เกิดสะเก็ดน้ำแข็งขาวโพลนบนยอดหญ้า เฮฟิดคิดว่าเขาจะไม่ขึ้นไปนอนบนเนินเขาสำหรับคืนอันหนาวเหน็บเช่นนี้ แต่จะนอนในถ้ำกับลาจะดีกว่า

เขาเชื่อว่าวันพรุ่งนี้จะต้องดีขึ้นแน่ เขาพอจะเข้าใจแล้วว่าทำไมพวกพ่อค้าอื่น ๆ จึงผ่านตำบลจนๆ แห่งนี้ไปอย่างไม่สนใจ พวกนั้นต่างกล่าวกันว่าไม่มีทางที่จะขายอะไรได้ที่นี่ และเขาก็ระลึกถึงคำพูดนี้ได้ทุกครั้งที่ถูกปฏิเสธในการซื้อเสื้อคลุมของเขา แต่ก็ยังสงสัยอยู่ในวายว่าทำไม แพทรอสจึงขายเสื้อคลุมได้หลายร้อยตัวที่นี่เมื่อหลายปีมาแล้ว บางทีเขาคิดว่าอาจเป็นเพราะการเปลี่ยนแปลงของกาลเวลาก็เป็นได้ ถึงแม้แพทรอสจะเป็นนักขายสินค้าผู้ยิ่งใหญ่ก็ตามที
แสงไฟที่วอมแวมภายในถ้ำทำให้เขาต้องเร่งฝีเท้าขึ้นทันที เพราะกลัวว่าอาจจะมีขโมยอยู่ในนั้น เขาพุ่งตัวผ่านหินหน้าถ้ำเข้าไปอย่างรวดเร็ว และพร้อมที่จะจู่โจมคนขโมยเพื่อเอาสิ่งของของเขาคืนมาให้ได้ แต่แล้วเขาก็ต้องชะงักกับสิ่งที่ปรากฏอยู่ข้างหน้า

เทียนไขเล่มเล็กๆ ปักอยู่ที่ร่องหินบนผนังถ้ำ ส่องแสงสลัวกระทบใบหน้าที่เต็มไปด้วยหนวดเคราของชายฉกรรจ์ และหญิงสาวซึ่งยืนเบียดร่างกันอย่างแนบแน่น เพื่อรับความอบอุ่นซึ่งกันและกัน ที่ปลายเท้าของทั้งสองซึ่งเป็นรางหญ้าสำหรับให้อาหารสัตว์ มีร่างของทารกน้อยนอนอยู่อย่างหลับสนิท แม้เฮฟิดจะมีความรู้เกี่ยวกับสิ่งนี้ไม่มากนัก แต่จากลักษณะของทารก เขาพอจะทราบได้ว่าเพิ่งคลอดมาไม่นานนัก และเพื่อป้องกันความหนาวให้กับทารก หนุ่มสาวทั้งสองได้ใช้เสื้อคลุมของตนเองห่อหุ้มอย่างแน่นหนาเหลือไว้แต่ที่ ศีรษะเล็กๆ เท่านั้น

ผู้ชายได้พยักหน้าทักทายเฮฟิดขณะที่หญิงสาวเคลื่อนกายเข้าไปใกล้ทารกน้อย โดยไม่มีใครกล่าวคำใดออกมา ผู้หญิงสั่นสะท้านเพราะความหนาวเหน็บของอากาศ ซึ่งเฮฟิดเห็นว่าเสื้อผ้าบางๆ ของหล่อนจะช่วยป้องกันอากาศหนาวเย็น ภายในถ้ำได้ไม่มากนัก เฮฟิดมองดูทารกน้อยอีกครั้ง เขาจ้องมองด้วยความสนเท่ห์ ใจ ปากน้อยๆ ของทารกเคลื่อนไหวคล้ายกับอาการยิ้มแห่งสันติสุข ความรู้สึกที่แปลกอย่างหนึ่งได้เกิดขึ้นกับเขาในฉับพลัน และโดยที่ไม่มีเหตุผลเขาได้ระลึกถึงลิชช่า แต่เมื่อหญิงสาวผู้นั้นได้สั่นสะท้านขึ้นมาอีก การไหวกายของหล่อนทำให้เฮฟิดต้องตื่นจากภวังภ์

หลังจากการตัดสินใจในบางอย่าง พ่อค้าหนุ่มเฮฟิดได้เดินไปที่ลาของเขา แก้ห่อของที่อยู่บนหลังของมันออกอย่างระมัดระวัง หยิบเสื้อคลุมขนสัตว์เนื้อดีอันเป็นสินค้าอย่างเดียวของเขาออกมาคลี่ออก และใช้ฝ่ามือลูบดูเนื้อผ้าอันละเอียดอ่อน สีแดงสดของมันกระทบกับแสงเทียนที่สลัว เขามองเห็นเครื่องหมายการค้าของแพทรอส และของโทลาที่ริมของของมัน ซึ่งเป็นรูปสี่เหลี่ยมล้อมรอบวงกลมและรูปดาวดวงเล็ก ไม่รู้ว่ากี่ครั้งต่อกี่ครั้งที่เขาถือเสื้อคลุมตัวนี้อยู่ในมือตลอดเวลาสาม วันที่ผ่านมา ซึ่งดูเหมือนกับว่าเขาได้คุ้นเคยกับทุกๆ ใยของมันเป็นอย่างดี เขารู้ว่ามันเป็นผ้าขนสัตว์ที่คุณภาพยอดเยี่ยมอย่างไม่ต้องสงสัย หากผู้ใช้ได้ใช้มันอย่างทะนุถนอมแล้ว ก็จะใช้มันได้ตราบชั่วชีวิตอย่างแน่นอน

เฮฟิดหลับตาแล้วถอนใจอย่างแรง เขาเดินอย่างแผ่วเบาไปที่ครอบครัวน้อยๆ ของทั้งสาม คุกเข่าลงบนฟางข้างๆ ทารก ค่อยๆ คลี่เสื้อที่ห่อหุ้มทารกอันเป็นของบิดาออกมาก่อน แล้วจึงคลี่เสื้อของมารดาออกจากตัวทารกน้อย เขายื่นเสื้อทั้งสองตัวให้กับเจ้าของ ซึ่งต่างก็รับไว้ด้วยความประหลาดใจ แล้วเฮฟิดได้คลี่เสื้อคลุมสีแดงอันเป็นสินค้าของเขาออก และห่อหุ้มร่างทารกน้อยซึ่งยังคงหลับอยู่อย่างแผ่วเบา

เมื่อเฮฟิดเดินจูงลาของเขาออกไปจากถ้ำ รู้สึกว่าความชื้นจากรอยจูบของหญิงสาวบนแก้มของเขายังอบอุ่นอยู่ ดวงดาวที่สว่างและแจ่มใสที่สุดที่เขาเคยเห็นมา ได้ลอยอยู่ตรงเหนือศีรษะของเขา เขาแหงนหน้าขึ้นมองเป็นเวลานานแสนนานจนรู้สึกว่าน้ำตาไหลเพราะแสงจ้าของมัน และแล้วเขาก็จูงลาเดินตามทางตัดตรงไปทางถนนใหญ่ กลับไปยังกรุงเจรูซาเล็ม เพื่อร่วมกับกองคาราวานบนยอดเขาโอลีเวส

มหาเศรษฐีผู้ยิ่งใหญ่ [3]

The Greatest Salesman In The World -3-

ขณะนั้นเป็นเวลาหน้าหนาว และความหนาวเหน็บบนยอดเขาโอลิเวสมีมากกว่าที่ใดๆ ภายในพื้นที่ราบของหุบเขา กลิ่นควันไฟและกลิ่นน้ำมันสนที่เกิดจากการเผาไม้สดๆของกองคาราวาน ซึ่งหยุดพักแรมอยูที่นั้นกระจายไปทั่วบริเวร

บนพื้นเนินของหุบเขาซึ่งอยู่ไม่ห่างจากตำบลเบ็ทเพธมากนัก กองคาราวานสินค้าของแพทรอสแห่งปาลัมมีร่า ได้หยุดกางกระโจมพักผ่อนด้วยความอ่อนเพลียจากการเดินทางไกล ตรงกระโจมพักที่เรียงกันเป็นแถว คนงานได้ใช้หวายพันรอบๆต้นโอลีฟสูงใหญ่สี่ต้น เพื่อสร้างคอกสี่เหลี่ยมให้อูฐและลานอนแออัดกันอยู่ในนั้น ความอบอุ่นจากร่างการซึ่งกันและกัน มียามสองคนทำหน้าที่คอยตรวจตราเกวียนบรรทุกสินค้า ภายในกระโจมทุกคนต่างพักผ่อนกันอย่างสงบ นอกจากกระโจมหลังใหญ่ มีเงาของชายร่างสูงเคลื่อนไหวอยู่ไปมาบนผนังที่ทำด้วยหนังแพะเย็บต่อกัน

ภายในกระโจมหลังนั้น แพทรอสเดินไปเดินมาด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว เขาหยุดเป็นครั้งคราวเพื่อใช้ความคิดและสั่นศีรษะด้วยความระอาใจต่อเด็ก หนุ่ม ที่นั่งคุกเข่าอยู่ใกล้ๆประตูทางเข้ากระโจม จนในที่สุดเขาได้ย่อร่างลงนั่งบนพรมสีทองและเรียกเด็กหนุ่มให้เลื่อนเข้าไป ใกล้ๆ

“เฮฟิค เจ้าได้รับการเอาใจใส่และเลี้ยงดูจากข้าเป็นอย่างดีตลอดมา แต่ตอนนี้ข้ารู้สึกสับสนและวุ่นวายใจในคำขอร้องอันผิดปกติของเจ้า หรือว่าเจ้าไม่พอใจในงานที่ข้ามอบหมายให้?”

สายตาของเด็ดหนุ่มจับอยู่บนพื้นพรม “ไม่ใช่ครับท่าน”

“บางทีการเพิ่มจำนวนคนและสัตว์ในกองคาราวานของข้า ทำให้เจ้าต้องทำหน้าที่ดูแลสัตว์ที่มีจำนวนมากเกินไปเช่นนั้นหรือ?”

“ไม่ใช่ครับท่าน”

“ถ้าเช่นนั้นเจ้าจงบอกความต้องการของเจ้าแก่ข้าใหม่อีกครั้ง รวมทั้งเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังความต้องการของเจ้าด้วย”

“เป็นความต้องการของกระผมที่จะเป็นผู้ขายสินค้าให้กับท่าน แทนที่จะเป็นเด็กเลี้ยงอูฐอย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้ กระผมมีความประสงค์ที่จะกลายเป็นพ่อค้าเร่เช่นเดียวกับ ฮาดัด ไซมอน กาหลิบ และคนขายสินค้าอื่นๆ ซึ่งนำสินค้าของท่านออกไปจำหน่าย และกลับมาพร้อมด้วยทองคำที่เป็นทั้งของท่านและของเขาเอง กระผมมีความปรารถนาที่จะยกระดับชีวิตของกระผมให้สูงขึ้น การเป็นเด็ดเลี้ยงอูฐไม่ทำให้ฐานะของกระผมกระเตื้องขึ้นได้เลย แต่การเป็นพนักงานขายสินค้าให้กับท่าน กระผมมีโอกาสที่จะสร้างความร่ำรวย และความสำเร็จให้กับแนวทางชีวิตของตนเอกได้แน่”

“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าจะเป็นอน่างที่เจ้าคิด?”

“กระผมได้ยินท่านพูดอยู่บ่อยๆว่า ไม่มีกิจการงานใด หรืออาชีพใดๆที่ให้โอกาสแก่บุคคลที่จะยกฐานะจากความยากจน ขึ้นสู่ความมั่งคั่งอย่างรวดเร็วได้เท่ากัยการเป็นนักธุรกิจหรือเป็นพ่อค้า”

แพทรอสพยักหน้าแล้วถามต่อ “เจ้าเชื่อว่าเจ้ามีความสามารถที่จะทำได้อย่างฮาดัดและคนขายเร่คนอื่นๆหรือ?”

เฮฟิคมองสบตาชายสูงอายุด้วยความมั่นใจ แล้วตอยว่า “หลายครั้งหลายหน ที่กระผมได้ยินกาหลิบบ่นกับท่าน เกี่ยวกับความไม่มีโชคซึ่งเป็นผลให้เขาขายสินค้าได้น้อย และหลายครั้งหลายหน เช่นเดียวกับที่กระผมได้ยินท่านเตือนใจเขาว่า ใครๆอาจจะขายสินค้าของท่านให้หมดทั้งคลังสินค้าได้ภายในเวลาอันสั้น ถ้าผู้นั้นได้ศึกษาหลักการและกฏเกณฑ์การขายสินค้าเสียก่อน และถ้าท่านเชื่อว่ากาหลิบผู้ซึ่งทุกคนเรียกเขาว่าอ้ายโง่ สามารถที่จะศึกษาหลักการอันนั้นได้แล้ว ทำไมกระผมจะหาความรู้กับหลักการพิเศษอันนั้นไม่ได้เล่า?”

“ถ้าเจ้ามีโอกาสเรียนรู้หลักการเหล่านั้นแล้ว เจ้าจะสร้างโครงการณ์ชีวิตของเจ้าอย่างไรต่อไป?”

เฮฟิคลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “มีเสียงกล่าวขานกันทั่วดินแดนว่าท่านเป็นนักธุรกิจที่ยิ่งใหญ่แห่งยุค โลกยังไม่เคยมีอาณาจักรการค้าใดๆ ที่เทียบเท่ากับอาณาจักรธุรกิจของท่านที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ ความทะเยอทะยานของผมคือความยิ่งใหญ่ที่เหนือกว่าตัวท่านเอง กระผมต้องการเป็นพ่อค้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เป็นบุคคลที่มั่งคั่งที่สุดและเป็นนักธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกนี้!”

แพทรอสเอนหลังไปพิงหมอนอิงขนแกะ เขาพิจารณาดูใบหน้าอันดำคล้ำของเด็กหนุ่ม กลิ่นสาปของอูฐยังคงติดอยู่บนเสื้อผ้าที่สวมอยู่ แต่เด็กหนุ่มเกือบจะไม่มีอาการที่แสดงความด้อยของตัวเอง และความไม่มั่นใจ ออกมาให้เห็นเลย “เจ้าจะทำอย่างไรกับความร่ำรวยอันมหาศาลของเจ้า และความกังวลใจซึ่งจะตามมาอย่างแน่นอน ในตอนหลังเมื่อเจ้ามีทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว?”

“กระผม จะทำอย่างเดียว กับที่ท่านกำลังปฏิบัติอยู่ ครอบครัวของกระผมจะต้องอยู่อย่างหรูหราด้วยสิ่งของที่ดีและมีราคาแพงที่สุด ในโลก ส่วนสมบัติที่เหลือกระผมจะมอบและแจกจ่ายให้กับผู้ยากจนที่ไม่มีโอกาสจะแสวง หา ได้อย่างกระผม”

แพทรอสสั่นศรีษะ “เฮฟิด ความมั่งคั่งจะไม่เป็นทุกสิ่งทุกอย่างของชีวิตเจ้าหรอก คำพูดของเจ้าหนักแน่นมั่งคงก็จริง แต่มันเป็นเพียงความว่างเปล่าของการใฝ่ฝันเท่านั้น ความมั่งคั่งที่แท้จริงอยู่ที่ใจของเจ้าเอง ไม่ใช่ทรัพย์สมบัติที่เจ้ามีอยู่”

เฮฟิด แย้งขึ้น “ท่านมิได้เป็นคนมั่งคั่งหรอกหรือครับ?”

ชายชรายิ้มในความกล้าของเด็กหนุ่ม “เฮฟิด ตลอดเวลาที่แล้วมาเท่าที่ค่าของวัตถุเข้าไป เกี่ยวข้องกับความมั่งคั่ง มีความแตกต่างเพียงอย่างเดียว ระหว่างตัวข้ากับคนขอทานที่ต่ำที่สุด คือคนขอทานคิดถึงอาหารมื้อต่อไป แต่ข้าคิดถึงเฉพาะอาหารมื้อสุดท้ายของข้าเท่านั้น อย่าเลยเฮฟิด เจ้าจงอย่าคิดถึงความมั่งคั่งเลย และจงอย่าปฏิบัติการใดๆ เพื่อมุ่งหวังในความมั่งคั่งแต่เพียงอย่างเดียว จงต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งความสุขที่แท้จริงดีกว่า จงให้ความรักและทำตัวให้เป็นที่รักของผู้อื่น และที่สำคัญที่สุด คือ การทำใจให้เป็น สุขและ แสวงหาความสงบของ จิตใจ ในชีวิตประจำวันของเจ้า”

เฮฟิดยังคงพยายามต่อไป “แต่สิ่งเหล่านี้จะมีไม่ได้โดยปราศจากทรัพย์สินเงินทองเป็นเครื่องค้ำจุน จิตจะสงบได้อย่างไรในเมื่อเราไม่มีอะไรจะกิน? ใครเล่าจะสนุกสนานเฮฮาได้ในเมื่อท้องเต็มไปด้วยความว่างเปล่า ? เราจะแสดงความรักต่อครอบครัวของเราได้อย่างไร ในเมื่อเราไม่สามารถจะให้ความอุปการะต่อครอบครัวได้ ? ตัวท่านเองเคยพูดเสมอว่า ความมั่งคั่งคือสิ่งวิเศษสุดที่จะนำเอาความสุขและความหรรษามาให้ตนเองได้ แล้วทำไมเล่าเมื่อกระผมมีความทะเยอทะยานในความมั่งคั่งของตัวเองบ้าง ท่านกลับพูดว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่ดี ? ความยากจนอาจเป็นความต้องการเฉพาะตัวของคนบ้างคนและเป็นสิทธิพิเศษของเขา เหตุที่พระสงฆ์ องค์เจ้า และผู้ถือสันโดษ ทั้งหลาย ต่างปฏิเสธถึงความมั่งมีนั้น ไม่ได้หมายความว่าความมั่งมีเป็นสิ่งที่เลวร้ายไม่ แต่เป็นเพราะว่าพระสงฆ์องค์เจ้า และบุคคลเหล่านั้นท่านไม่มีหน้าที่จะต้องให้ความอุปการะแก่ผู้ใด นอกจากตัวของท่านเอง แต่สำหรับกระผม มองเห็นความยากจนเป็นเครื่องหมายที่เห็นถึงความไร้สมรรถภาพ และการขาดความพยายามและกระผมก็มิได้บกพร่องในสิ่งทั้งสองนี้ !”

แพทรอสขมวดคิ้ว “ข้าสงสัยว่าอะไรเป็นต้นเหตุ ในการจุดชนวนระเบิดแห่งความทะเยอทะยานของเจ้าขึ้นมา ในทันทีทันใดเช่นนี้ ? เจ้าพูดว่าเจ้าจะสร้างความมั่นคั่งเพื่อครอบครัวของเจ้า ทั้งที่เจ้าก็หาได้มีครอบครัวที่จะต้องอุปการะไม่ ข้าได้รับเจ้ามาเป็นบุตรบุญธรรมของข้า เพราะเจ้าเป็นเด็กกำพร้าที่พ่อแม่เสียชีวิตตั้งแต่เจ้ายังเป็นทารกอยู่”

เฮฟิดไม่สามารถจะซ่อนน้ำตาที่ไหลนองลงบนแก้มซึ่งกร้านดำเพราะแสงแดดได้ เขาพูดเสียงเครือ “เมื่อตอนที่กองคาราวานของเราตั้งกระโจงอยู่ที่เฮ็มบรอน และก่อนที่จะออกเดินทางต่อไป กระผมได้พบกับบุตรสาวของแคลเนห์ หล่อน….หล่อน…”

“อา…ฮา ! ความจริงได้ปรากฏออกมาแล้ว…เหตุเพราะ “ความรัก” เท่านั้นเอง ไม่ใช่เพราะอุดมการณ์อันสูงส่งแต่อย่างใดที่ได้เปลี่ยนเด็กเลี้ยงอูฐของข้า ให้กลายเป็นทหารหาญผู้มีความเข้มแข็งพร้อมที่จะทำสงครามกับโลกได้ทุกเวลา แคลเนห์เป็นคนร่ำรวยมหาศาลคนหนึ่ง การที่บุตรสาวของเขาจะแต่งงานกับเด็กเลี้ยงอูฐย่อมเป็นไปไม่ได้ ! แต่การที่บุตรสาวของเขาจะแต่งงานกับพ่อค้าหนุ่มที่มั่งคั่งและหน้าตาดีอย่าง เจ้า ! อา…ย่อมเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ดีมาก ! พ่อ ทหารหนุ่มของข้า ข้าจะช่วยเจ้าเริ่มต้นใช้ชีวิต นักธุรกิจตั้งแต่บัดนี้”

เฮฟิดคุกเข่าลงคารวะแพทรอส “ท่าน….ท่านครับ! กระผมจะกล่าวคำขอบคุณท่านอย่างไรดี?”

แพทรอสลุกขึ้นยืนและถอยก้าวไปทางข้างหลัง “ข้าขอแนะนำว่า เจ้าควรจะเก็บความขอบคุณของเจ้าเอาไว้ก่อนเพราะความช่วยเหลือที่ข้าจะให้กับ เจ้า เป็นเพียงเมล็ดทรายเพียงแค่หยิบมือเท่านั้น เปรียบเทียบไม่ได้กับขุนเขาซึ่งเจ้าจะต้องปฏิบัติด้วยตนเอง”

ความดีใจของเฮฟิด รู้สึกว่าได้เหือดหายไป เมื่อเขาถามขึ้นว่า “ท่านจะไม่สอนให้กระผมเรียนรู้ถึงหลักการและกฎเกณฑ์ที่จะทำให้กระผมกลายเป็น นักธุรกิจผู้ยิ่งใหญ่หรอกหรือ ?”

“ข้าจะไม่ทำเช่นนั้นหรอก ข้าจะไม่ทำอะไรให้มากกว่าที่ข้าเคยปฏิบัติต่อเจ้ามามากนัก ข้าเคยถูกวิพากวิจารณ์และติเตียนอยู่เสมอว่า ข้าเลี้ยงบุตรบุญธรรมของข้า ให้เป็นเด็กเลี้ยงอูฐ แต่ข้าเชื่อว่าเมื่อข้าให้เชื้อเพลิงที่ถูกต้องแล้วสักวันหนึ่งสิ่งที่ออกมา ย่อมจะได้ผล เพราะความยากลำบากในชีวิตของเจ้า จะเป็นประสบการณ์ที่ดีในแนวทางชีวิตต่อไปภายหน้า คำขอร้องของเจ้าในคืนนี้ทำให้ข้าสบายใจ เพราะไฟแห่งความทะเยอทะยานได้คุขึ้นในแววตาของเข้า และใบหน้า แต่อย่างไรก็ดีแม้ข้าจะช่วยส่งเสริมในความทะเยอทะยานของเจ้า ตัวเจ้าเองก็จะต้องพิสูจน์ให้ข้าเห็นได้ด้วยว่า มีอะไรอยู่เบื้องหลังคำพูดของเจ้าบ้าง นอกจากอากาศอันว่างเปล่า”

เฮฟิดนั่งฟังอย่างสงบ และชายชราก็ได้กล่าวต่อไป “ประการแรก เจ้าจะต้องพิสูจน์ให้ข้าเห็นว่า เจ้าจะต้องไม่ละความพยายามในการดำเนินอาชีพขายสินค้าของเจ้า เพราะอาชีพนี้ไม่ได้เป็นอาชีพที่ง่ายดายสำหรับทุกคน จริงอยู่ที่เจ้าเคยได้ยินข้าพูดหลายครั้งหลายหนแล้วว่า การขายสินค้าหากทำได้สำเร็จก็จะได้รับสิ่งตอบแทนอันมีค่ามหาศาล แต่ขอให้เจ้าเข้าใจว่าการที่จะได้รับสิ่งตอบแทนอันมหาศาลได้นั้น จำเป็นจะต้องมีนักการค้าที่จะประสบความสำเร็จเพียงไม่กี่คน นักขายสินค้าเป็นจำนวนมากที่คิดท้อถอย และยอมเลิกล้มความตั้งใจ โดยไม่ตระหนักว่าตนเองได้มีเครื่องมือในการแสวงหาความมั่งคั่งอยู่บริบูรณ์ แล้ว บางคนมองเห็นอุปสรรค์ที่ขวางกั้นแนวทางของตนอย่างกับเป็นศัตรูที่ชั่วร้าย แต่โดยความเป็นจริง อุปสรรคต่างๆ เป็นเพื่อนที่ดีและเป็นผู้ช่วยเหลือแก่ผู้ที่ตั้งใจจริง อุปสรรคเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับความสำเร็จ เพราะว่าในอาชีพการค้าหรืออาชีพสำคัญอื่นใดก็ตาม ชัยชนะจะได้มาก็ต่อเมื่อได้ผ่านการต่อสู้ และพ่ายแพ้ มาก่อนอย่างนับครั้งไม่ถ้วน การต่อสู้และการพ่ายแพ้แต่ละครั้ง ต่างได้เพิ่มความเข้มแข็งและความชำนาญให้เพิ่มพูนยิ่งขึ้น ยิ่งกว่านั้นได้สร้างความกล้าหาญ ความอดทน ความมั่นใจและสร้างสมรรถภาพไว้ให้เจ้าต่อสู้กับอุปสรรคได้โดยไม่มีความหวาด กลัว เพิ่มที่จะได้ก้าวไปสู่การมีชีวิตที่ดีกว่า เหนือกว่าและเด่นกว่าใครๆ การเผชิญกับอุปสรรคแต่ละครั้งเป็นโอกาสอันดีของเจ้าที่จะก้าวไปข้างหน้า การที่จะหันหลังกลับหรือหลีกเลี่ยงจากมัน เท่ากับเป็นการทิ้งอนาคตแห่งความสำเร็จของเจ้าเอง”

เฮฟิดพยักหน้าและทำท่าคล้ายจะพูดอะไรออกมา แต่แพทรอสโบกมือให้เขาหยุดแล้วกล่าวต่อไป “ยิ่งกว่านั้นเจ้าจะต้องระลึกไว้ว่า เจ้าได้เข้ามาสู่อาชีพที่เปล่าเปลี่ยวและอ้างว้างที่สุดในโลกแล้ว เพราะเจ้าจะต้องทุ่มเทชีวิตของเจ้าให้กับมันจริงๆ เจ้าจะต้องห่างเหินเพื่อนฝูงและคนรัก และไม่มีความว้าเหว่ใดๆ ที่จะสร้างความรันทดใจให้กับเจ้าได้ เท่ากับการที่ได้เยือนย่างไปในบ้านคนอื่นเพื่อธุรกิจของเจ้าในยามค่ำคืน ในคณะที่สมาชิกในครอบครัวนั้นกำลังร่วมรับประทานอาหารกันอย่างมีความสุข ในระยะแห่งความอ้างว้างตอนนี้เอง ที่จะทำให้เจ้าสิ้นความอดทน และสภาวะเช่นนี้ที่เจ้าจะต้องเผชิญกับมัน จะเป็นผลสะท้อนอย่างใหญ่หลวงต่ออาชีพของเจ้า เมื่อเจ้าต้องอยู่บนท้องถนนกับพาหนะของเจ้า เจ้าจะมีความรู้สึกแปลกและจะมีอารมณ์หวาดกลัวอยู่เนื่องนิจ มีอยู่บ่อยครั้ง ที่ความหวาดกลัวได้ทำให้คุณค่าของอาชีพนี้ถูกลืมไปเสียชั่วคราว ทำให้เจ้ากลับกลายเป็นเด็กที่ต้องการแสวงหาที่หลบภัยด้วยความรักตัวเอง และมูลเหตุนี้เองที่ทำให้บุคคลจำนวนมากต้องเลิกล้มความตั้งใจในอาชีพนี้ เสียก่อนที่จะประสบความสำเร็จ ทั้ง ๆ ที่บุคคลเหล่านั้นต่างมีแรงกระตุ้นในการใช้ศิลป์ของการค้าได้อย่างดี ยิ่งไปกว่านั้นจะไม่มีใครมาคอยปลอบใจเจ้า หรือร่วมสังสรรค์กับเจ้าหากว่าเจ้าขายสินค้าไม่ได้ ไม่มีใครที่จะมาเอาใจใส่กับนักการค้าที่ล้มเหลว นอกจากพวกที่หวังจะแยกตัวเจ้าออกจากถุงเงินของเองเท่านั้น”

“กระผมจะระมัดระวังและระลึกถึงคำเตือนของท่านไว้เสมอ” เฮฟิดกล่าวอย่างมั่นใจ

“ถ้าเช่นนั้นเราก็เริ่มต้นกันได้เลย ในตอนนี้เจ้าจะยังไม่ได้รับคำแนะนำใดๆ จากข้า เจ้ายืนอยู่เบื้องหน้าข้าในฐานะที่เป็นต้นกล้า ตราบใดที่ต้นกล้ายังไม่โตพอเราจะเรียกว่าต้นข้าวไม่ได้ฉันใดก็ฉันนั้น หากเจ้ายังไม่มีความรอบรู้และแสดงความชำนาญในการเป็นนักการค้าให้เห็นได้ ผู้อื่นก็ไม่อาจเรียกเจ้าว่าเป็นนักธุรกิจได้เช่นเดียวกัน”

“แล้วกระผมจะเริ่มต้นอย่างไรดี?”

“เช้าวันพรุ่งนี้ เจ้าจงไปรายงานตัวแก่ซิลวิโอที่กองเกวียนจ่ายสินค้า ซิลวิโอจะจ่ายสินค้าให้กับเจ้าชิ้นหนึ่ง เป็นเสื้อคลุมขนสัตว์อย่างดีที่ทอจากขนแกะล้วนๆ สีที่ย้อมก็เป็นสีที่ดีเยี่ยมไม่ลอกจางแม้จะถูกแดดฝนอย่างหนัก ที่ขอบเสื้อคลุมเจ้าจะเห็นเครื่องหมายตราดาวเล็กๆ ซึ่งเป็นเครื่องหมายของโทลา เจ้าของโรงงานสร้างผ้าขนสัตว์ที่ดีที่สุดในโลก ถัดมาจากรูปตราดาวเป็นตราเครื่องหมายการค้าของข้า รูปสี่เหลี่ยมล้อมรอบวงกลมเป็นเครื่องหมายการค้าที่เชื่อถือทั่วทั้งแผ่นดิน และเราได้จำหน่ายเสื้อคลุมเหล่านี้มาเป็นจำนวนนับไม่ถ้วนแล้ว” แพทรอสหยุดชั่วขณะหนึ่งแล้วกล่าวต่อ “เจ้าจงนำสินค้าที่เป็นเสื้อคลุมเพียงตัวเดียวนั้น พร้อมกับลาตัวหนึ่งเดินทางไปยังเบ็ธเลเฮม อันเป็นตำบลที่กองคาราวานของเราเคยผ่านก่อนที่จะมาถึงที่นี้ ยังไม่มีพนักงานขายสินค้าของเราคนใดเคยเข้าไปขายสินค้าที่นั่นมาก่อน พวกนั้นต่างรายงายงานมาว่าพวกเขาไม่อยากเปลืองเวลา เพราะชาวบ้านส่วนมากเป็นคนยากจน แต่เมื่อหลายปีมาแล้ว ข้าขายเสื้อคลุมได้หลายตัวแก่คนเลี้ยงแกะในเมืองนั้น เจ้าจงอยู่ในตำบลเบ็ธเลเฮมจนกว่าเจ้าจะขายสินค้าที่ข้ามอบหมายไปได้”

เฮฟิดพยักหน้า เขาพยายามที่จะระงับความตื่นเต้นไม่ให้ปรากฏออกมาให้เห็น “กระผมจะต้องขายเสื้อคลุมตัวนั้นในราคาเท่าไรกันครับ?”

“ข้าจะคิดราคาตัวละหนึ่งเหรียญเงินสำหรับเจ้า และข้าเปิดเครดิตของเจ้าไว้ในบัญชีของข้า เมื่อเจ้ากลับมาเจ้าก็จ่ายหนี้ให้กับข้าเพียงหนึ่งเหรียญเงิน และเก็บจำนวนเงินที่เหลือทั้งหมดไว้เป็นของเจ้าเองเพราะเป็นค่าคอมมิสชั่น ดังนั้น เจ้ามีโอกาสที่จะตั้งราคาขายของเจ้าเอง เจ้าอาจจะนำไปขายที่ตลาดซึ่งอยู่ทางทิศใต้ของตัวเมือง หรือว่าเจ้าจะเร่ขายไปตามบ้านก็แล้วแต่เจ้าเห็นควร ซึ่งข้าคำนวณเอาว่าในเมืองนั้นจะมีบ้านอยู่กว่าพันครอบครัวขึ้นไป และข้าเชื่อว่าจะต้องขายได้ไม่ใช่หรือ?”

เฮฟิดพยักหน้า จิตใจของเขาได้เลื่อนลอยไปสู่วันรุ่งขึ้นอันเป็นวันเริ่มต้นของอาชีพใหม่ที่เขาใฝ่ฝัน

แพทรอสจับไหล่เฮฟิดเบาๆ “ข้าจะไม่หาคนอื่นมาแทนตำแหน่งของเจ้าจนกว่าเจ้าจะกลับมา ถ้าเจ้ารู้ตัวว่าเจ้าไม่เหมาะสมกับอาชีพนี้ ข้าก็จะไม่ตำหนิเจ้า และขออย่าให้เจ้าต้องเสียอกเสียใจ จงอย่าละลายต่อความล้มเหลว และจงใช้ความพยายามของเจ้าปฏิบัติการต่อไป เพราะผู้ที่ไม่เคยประสบกับความล้มเหลว คือผู้ที่ไม่เคยได้ใช้ความพยายามมาเลย เมื่อเจ้ากลับมา ข้าจะถามถึงเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับประสบการณ์ของเจ้า แล้วข้าจะได้ตัดสินใจว่า ข้าจะดำเนินการต่อไปอย่างไรเพื่อช่วยให้ความฝันอังเจิดจ้าของเจ้า กลายเป็นความจริงขึ้นมา”

เฮฟิดโค้งคารวะแลหมุนตัวกลับเพื่อออกจากกระโจมแต่แพทรอสก็ยังกล่าวไม่จบ “เฮฟิด มีบทเตือนใจอยู่บนหนึ่งซึ่งเจ้าจะต้องจำ และยึดถือให้ได้เมื่อเจ้าเริ่มต้นอาชีพใหม่ของเจ้า เจ้าจงระลึกถึงมันอยู่เสมอ แล้วมันจะช่วยให้เจ้ารอดพ้น จากอุปสรรค์ที่ต้องเผชิญในเวลาข้างหน้าอย่างแน่นอน…….”

“ครับท่าน” กล่าวแล้วเฮฟิดก็รอฟังคำแนะนำจากผู้เฒ่าอย่างตั้งอกตั้งใจ

“ความล้มเหลวจะไม่มีอิทธิพลเหนือความพยายามของเจ้าได้ หากการตัดสินใจของเจ้าเพื่อความสำเร็จมีความแข็งแกร่งพอ”

แพทรอสก้าวเข้ามาใกล้เฮฟิด “เจ้าเข้าใจความหมายในคำพูดของข้าทั้งหมดได้ดีไหม?”

“ครับท่าน”

“ถ้าเช่นนั้นจงกล่าวซ้ำให้ข้าฟังหน่อยซิ!”

“ความล้มเหลวจะไม่มีอิทธิพลเหนือความพยายามของกระผมได้ หากการตัดสินใจเพื่อความสำเร็จของกระผมมีความแข็งแกร่งพอ”

มหาเศรษฐีผู้ยิ่งใหญ่ [2]

The Greatest Salesman In The World -2-
กองคาราวานที่มีการคุ้มกันอย่างแข็งแรงได้เคลื่อนออกจากกรุงดามาสกัส เพื่อนำเอาทองคำ และเอกสารมอบทรัพย์สิน ไปแจกจ่ายให้กับผู้จัดการร้านจำหน่ายสินค้าของเฮฟิดตามสาขาต่างๆ ทั่วทั้งอาณาจักรกว้างใหญ่กินอาณาเขตจากเมืองโอเม็ตถึงเมืองเปตรา ซึ่งบุคคลเหล่านั้นต่างได้รับข่าวการสละกิจการค้า และได้รับของขวัญอันสูงค่าขากเจ้านายด้วยความพิศวงงงงวย โดยไม่เข้าใจในเรื่องราวความเป็นมา และหลังจากที่กองคาราวานได้ไปหยุดที่สาขาแหล่งสุดท้านในเมืองแอนติแพทรี สแล้ว หน้าที่ของกองคาราวานก็สิ้นสุดลงอย่างสมบูรณ์ ซึ่งนั่นก็หมายความว่าอาณาจักรแห่งการค้าที่ใหญ่ และมีอิทธิพลที่สุดในยุคนั้นก็สิ้นสุดลงเช่นเดียวกัน

ด้วยหัวใจที่หนักอึ้งไปด้วยความเศร้าจากการที่ต้องเลิกล้มธุรกิจอันยิ่งใหญ่ อย่างไม่เข้าใจในเหตุผล อีราสมัสได้ส่งคนไปแจ้งให้เจ้านายของเขาทราบว่า ขณะนี้สินค้าต่างๆภายในคลังสินค้าได้ทำการจำหน่ายไปจนหมดสิ้นแล้ว ส่วนผู้จัดการร้านจาหน่ายสินค้าต่างๆ ก็ได้รับมอบทุกสิ่งทุกอย่างไปตามคำสั่งอย่างเรียบร้อยแล้ว และในเวลาไล่เลี่ยกันมีผู้มาแจ้งกับอีราสมัสว่าเจ้านายต้องการพบเขาโดยเร็ว ที่สุด

เมื่ออีราสมัสได้มาพบเฮฟิดที่คฤหาสน์ เจ้านายผู้มั่งคั่งมองดูสีหน้าของเขาอย่างเพ่งพิศก่อนที่จะถามว่า ทุกอย่างเรียบร้อยแล้วหรือ?

“เรียบร้อยแล้วขอรับ”

“อย่าเศร้าโศกกับเรื่องนี้เลยเพื่อนรัก…ตามข้ามานี่ซิ” ต่อจากนั้นก็มีแต่เสียงลากรองเท้าแตะเท่านั้นที่ดังก้องอยู่ในห้องโถงอัน โอ่อ่า ขณะที่เฮฟิดเดินนำอีราสมัสไปยังบันไดหลังของคฤหาสน์ เฮฟิดเดินช้าลงเมื่อเข้ามาใกล้แจกันเจียรนัย ที่ตั้งอยู่บนแท่งไม้ไซปรัสที่สลักและกรึงอย่างสวยงาม เขายืนมองดูแจกันแก้วที่ถูกแสงแดด เปลี่ยนจากสีขาวนวลให้กลายเป็นสีม่วงสดใสอยู่ครู่หนึ่ง แล้วยิ้มอย่างพอพึงใจ

ทั้งสองเดินขึ้นบันไดหลัง ไปสู่ห้องโถงอีกห้องหนึ่งที่อยู่บนชั้นสองของคฤหาสน์ อีราสมัสสังเกตเห็นว่าคนเฝ้าประตูพร้อมด้วยอาวุธซึ่งเคยยืนเฝ้าอยู่ที่นั่น ประจำ ไม่ได้ปรากฏตัวให้เห็นในขณะนั้น เมื่อทั้งสองเดินขึ้นไปถึงชั้นที่สองต่างได้หยุดพักสูดลมหายใจอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงเดินขึ้นชั้นที่สามต่อไป เฮฟิดหยิบกุญแจเล็กๆ ออกมาจากที่เก็บในเข็มขัด เขาไขกุญแจประตูไม้โอ๊คที่แน่นหนาแข็งแรง และยืนพิงให้น้ำหนักตัวกดบานประตูจนเปิดออก อีราสมัสลังเลอยู่ครู่หนึ่งจนกระทั่งเฮฟิดพยักหน้าให้เข้าไปข้างใน เขาจึงก้าวด้วยความประหม่าเข้าไปในห้อง ซึ่งไม่เคยมีใครได้รับอนุญาตให้เข้าไปได้เป็นเวลากว่าสามสิบปี

สงสว่างส่องลอดผ่านช่องบนยอดหอคอยของคฤหาสน์เข้ามาข้างในอย่างขมุกขมัว อีราสมัสจับแขนเฮฟิดไว้จนเขารู้สึกว่านัยน์ตาเริ่มชินต่อแสงสลัวภายในห้อง นั้น จึงได้ปล่อยมือ เฮฟิดยิ้มอย่างแห้งแล้งเมื่อเห็นอีราสมัสหันไปดูรอบๆ ห้องซึ่งไม่มีของมีค่าอื่นใดนอกจากกล่องไม้ซีดาร์เล็กๆ ใบหนึ่งที่ถูกลำแสงจากช่องเบื้องบนส่องมาจับเด่นอยู่ตรงกลางห้อง

“เจ้าคงจะผิดหวังซีนะ อีราสมัส?”

“กระผมพูดอะไรไม่ถูกครับท่าน”’

“คิดว่าเจ้าคงจะผิดหวังที่ไม่ได้เห็นสิ่งใดอยู่ในห้องนี้ตามที่เคยคิดไว้ไม่ ใช่หรือ? แน่ละที่ความลับภายในห้องนี้ได้เป็นเรื่องที่มีผู้นำเอาไปกล่าวขวัญกันมาก มาย เจ้าเองไม่ได้มีความประหลาดใจใจความลึกลับที่อยู่ในห้องนี้บ้างเลยหรือ? ห้องนี้ข้าได้ปิดและให้ยามเฝ้าอย่างแข็งแรงมาเป็นเวลานานกว่าสามสิบปี?”

อีราสมัสพยักหน้า “กระผมก็เคยนึกสงสัยอยู่เหมือนกัน เพราะมีการกล่าวขานและคำเล่าลือกันตลอดมาเป็นเวลานานปีว่า เจ้านายของพวกเราได้ซ่อนสิ่งใดไว้ในห้องบนหอคอยแห่งนี้”

“ถูกแล้วเพื่อนยาก ส่วนมากที่ข้าได้ฟัง พวกเราต่างเล่าลือกันว่าห้องนี้เป็นที่เก็บเพชรนิลจินดา และทองแท่งอันมหาศาลของข้า บ้างก็พูดว่าเป็นที่สะสมนกพันธุ์แปลกๆที่หายาก และมีอยู่ครั้งหนึ่งที่พ่อค่าพรมชาวเปอร์เชียได้ทึกทักเอาว่า ข้าอาจจะสร้างฮาเร็มเล็กๆไว้ในนี้ ซึ่งทำให้ลิชช่าภรรยาของข้าต้องหัวเราะออกมาอย่างขบขัน ในความคิดของพ่อค้าพรมคนนั้น แต่ถ้าเจ้าสังเกตให้ดีๆ เจ้าจะเห็นว่าไม่มีสิ่งของวมีค่าอันใดในห้องนี้เลย นอกจากกล่องไม้ซีดาร์เล้กๆใบเดียวเท่านั้นเอง เอาละก้าวมาหข้างหน้าซี เข้ามาใกล้ๆกล่องไม้ใบนี้หน่อย”

บุรุษชราทั้งสองได้คุกเข่าลงข้างๆ กล่องใบนั้น เฮฟิดค่อยๆ แก้เชือกหนังที่พันไว้รอบๆ ออกอย่างระมัดระวัง เขาสูดลมหายใจอย่างแรงเพื่อรับเอากลิ่นหอมของไม้ซีดาร์เข้าสู่ปอด แล้วค่อยๆดันฝากล่องขึ้นเบาๆ และมันก็สปริงเปิดอ้าออกอย่างเงียบกริบ อีราสมัสชะโงกไปข้างหน้า มองข้ามใหล่เฮฟิดเพื่อดูสิ่งที่อยู่ภายในกล่องใบนั้น แล้วหันกลับมามองที่ใบหน้าเจ้านายพร้อมกับสั่นศีรษะด้วยความสนเท่ห์ใจ เพราะไม่เห็นมีสมบัติที่มีค่าใดๆ ในกล่องนั้น นอกจากม้วนหนังสือแผ่นบางๆ ที่ทำจากหนังสัตว์ ซึ่งมีจำนวนอยู่เพียงเก้าหรือสิบม้วนเท่านั้นเอง

เฮฟิดยื่นมือลงไปหยิบม้วนหนังสือขึ้นมาม้วนหนึ่งอย่างทนุถนอม เขากุมม้วนหนังสือฉบับนั้นลงแนบกับทรวงอก แล้วหลับตาอยู่ครู่ใหญ่ และในทันใดความเงียบสงบของจิตใจเริ่มปรากฏให้เห็นบนใบหน้าของเขา มันได้ลบรอยเหี่ยวย่นอันเกิดจากความตึงเครียด และชราภาพให้หายไปจาใบหน้าอย่างอัศจรรย์ เขายืนขึ้นช้าๆ ชี้ลงไปในกล่องไม้ใบนั้น พูดขึ้นด้วนเสียงแจ่มใสว่า “แม้ว่าห้องนี้จะสว่างไสวไปด้วยแสงสะท้อนของเพชรนิลจินดาที่กองเต็มไปทั่ว พื้นห้อง แต่ค่าของมันก็หาได้เกินกว่าที่เจ้าเห็นอยู่ภายในกล่องเล็กๆ นี้ไม่ ความสำเร็จของข้า ความสุขของข้า ความรักของข้า ความสงบของจิตใจ และความมั่งมีอันมหาศาลของข้านั้น ต่างเป็นผลโดยตรงจากการแนะนำของคำจารึกที่มีอยู่เพียง ไม่กี่ม้วนภายในกล่องไม้ใบนี้ทั้งนั้น หนี้บุญคุณของข้าต่อคำจารึกเหล่านี้ และต่อมหาปราชญ์ผู้ซึ่งไว้วางใจให้ข้าเป็นผู้เก็บรักษาไว้ ย่อมมากมายมหาศาลจนไม่อาจจะใช้ให้หมดด้วยคุณค่าของวัตถุใดๆ ในโลก”

ด้วยความตกใจใจน้ำเสียงของเฮฟิด อีราสมัสได้ก้าวถอยหลังไปสองสามก้าว ถามขึ้นด้วยเสียงสั่นๆ ว่า “นี่คือความลับที่ท่านเคยกล่าวถึงใช่ไหม? และกล่องใบนี้ได้เกี่ยวพันถึงบางสิ่งบางอย่างที่ท่านบอกว่า ท่านสัญญาจะรักษาไว้ใช่ไหมครับ?”

…มาพิมพ์ต่อจากครั้งที่แล้ว…

“ใช่!”

อีราสมัสยกมือขึ้นปาดเหงื่อที่ผุดขึ้นเต็มหน้าผากและมองดูเฮฟิดคล้ายกับจะ ไม่เชื่อหูตนเอง “บนแผ่นหนังเหล่านี้เขียนอะไรไว้ จึงทำให้มีค่ายิ่งกว่าเพชรพลอยและสิ่งอื่นใดในโลก?”

“ในม้วนแผ่นหนังทั้งหมดนี้ ยกเว้นม้วนหนึ่ง ต่างบรรจุหลักการ หรือกฎเกณฑ์ หรือหลักปฐมมูลแห่งความจริงที่เขียนขึ้นในแบบอันเป็นเอกลักษณ์ เพื่อช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจในความหมายของกฎเกณฑ์แห่งความจริงเหล่านั้น ใคร ก็ตามที่ต้องการจะเป็นนักธุรกิจและนักบริหารผู้ยิ่งใหญ่ จำเป็นจะต้องเรียนรู้ และปฏิบัติตามคำแนะนำในคำจารึกเหล่านี้ และเมื่อเขาสามารถเข้าใจหลักการต่างๆในคำจารึกทั้งหมด เขาก็มีอานาจที่จะเสาะหาความมั่งคั่งและอิทธิพลใดๆได้ตามใจปรารถนา” 

อีราสมัสจ้องมองม้วนคัมภีร์เก่าแก่ด้วยใจระทึก เขาถามด้วยน้ำเสียงแตกพร่าว่า “สามารถที่จะร่ำรวยได้พอๆกับท่านเชียวหรือ?”

“ท่านกล่าวว่าคำจารึกในม้วนแผ่นหนังทั้งหมด นอกจากอีกม้วนหนึ่ง ต่างได้บรรจุหลักการสร้างความร่ำรวยไว้อย่างพร้อมมูลแล้ว ม้วนแผ่นหนังฉบับสุดท้ายนั้น ได้บรรจุเรื่องราวอะไรไว้หรือ?”

“คำจารึกม้วนสุดท้ายตามที่เจ้าเรียกนั้น ที่จริงกลับเป็นคำจารึกม้วนแรกที่จะต้องอ่านก่อน ในแต่ละม้วนต่างได้มีหมายเลขเอาไว้ตามลำดับเพื่อบังเกิดผลอย่างสมบูรณ์แก่ ผู้อ่าน และคำจารึกม้วนแรกเป็นคำจารึกที่บรรจุไว้ ด้วยความลับที่จะมอบให้เฉพาะผู้ที่เฉลียวฉลาดสืบทอดต่อไปเท่านั้น ซึ่งคำจารึกฉบับนี้จะว่าด้วยหลักแห่งความจริง และคำสอนที่จะให้ผลสุดยอดต่อการศึกษาเรียนรู้ในคำจารึกฉบับอื่นๆ ต่อไป”

“รู้สึกเหมือนกับว่าเป็นสิ่งที่ใครๆ ก็สามารถจะเรียนรู้และเข้าใจได้ใช่ไหม ?”

“ถูกแล้ว ใครๆย่อมสามารถเรียนรู้และเข้าใจได้ เป็นการเรียนรู้ที่มีค่าอย่างมหาศาลต่อความสำเร็จในแนวทางชีวิตของทุกๆคน และค่าอันมหาศาลจะคอยสนองทันทีในเมื่อนั้นได้ยึดหลักการต่างๆ ในม้วนแผ่นหนังมาปฏิบัติจนกลายเป็นส่วนหนึ่งในบุคลิกของตน และการเป็นนิสัยในชีวิตประจำวันของผู้นั้น”

อีราสมัสยื่นมือลงไปหยิบม้วนแผ่นหนังออกมาจากกล่องม้วนหนึ่ง เขากำไว้ในอุ้มมืออย่างถนุถนอม และเขย่าเบาๆต่อหน้าเฮฟิด “กระผมขออภัยที่จะถามว่า ทำไมท่านจึงไม่ยอมทำการศึกษาในบทบัญญัติของคำจารึกเหล่านี้ร่วมกับผู้อื่น โดยเฉพาะผู้ซึ่งเป็นลูกจ้างในธุรกิจของท่าน? ท่านได้แสดงความมีน้ำใจอันกว้างขวางในเรื่องอื่นๆ อยู่เสมอ แต่ทำไมท่านจึงไม่ยอมให้พวกคนงานซึ่งมีหน้าที่ขายสินค้าให้กับท่าน ได้มีโอกาสที่จะได้อ่านและเรียนรู้สิ่งที่จารึกอยู่ในม้วนแผ่นหนังเหล่านี้ เพื่อว่าพวกเขาจะได้มีโอกาสร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐีขึ้นมาบ้างเล่า? และอย่างน้อยที่สุด ทุกคนจะได้กลายเป็นนักธุรกิจผู้สามารถด้วยคำแนะนำอันล้ำค่า ทำไมท่านจึงได้เก็บสิ่งนี้ไว้เป็นสมบัติของท่านแต่เพียงผู้เดียวเป็นเวลานาน ปี ?”

“ข้าไม่มีทางเลือก หลายสิบปีมาแล้ว เมื่อคำจารึกเหล่านี้ได้ถูกมอบไว้ในความดูแลของข้า ข้าจำเป็นจะต้องรักษาสัญญาภายใต้การสาบานว่า ข้าจะต้องร่วมเรียนรู้ในบทบัณณัติต่างๆในม้วนแผ่นหนังเล่านี้ได้กับบุคคล เพียงคนเดียว จนบัดนี้ข้าก็ยังไม่อ่านจะเข้าใจในเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังการขอร้องอัน ประหลาดนี้ได้ แต่อย่างไรก็ดี ข้าได้รับคำสั่งให้ใช้หลักการต่างๆ ในม้วนแผ่นหนังเล่านี้สำหรับชีวิตประจำวันของข้าเอง จนกระทั่งถึงวันที่มีบุคคลซึ่งต้องการความช่วยเหลือ และต้องการคำแนะนำที่มี่อยู่ภายในม้วนแผ่นหนังเหล่านี้ มากยิ่งกว่าที่ข้าต้องการเมื่อข้ายังอยู่ในวัยหนุ่ม ข้าจึงสามารถมารถจะมอบคำบันทึกเหล่านี้ให้กับผู้นั้นไป และผู้ที่มอบสิ่งนี้ให้กับข้ายังบอกด้วยว่าข้าจะสามารถรู้ได้ด้วยตนเองว่า ใครที่ข้าควรจะมอบให้ไป แม้ว่าบุคคลผู้นั้นจะไม่ทราบว่าเขากำลังต้องการในสิ่งนี้ก็ตาม”

“ข้าได้รอคอยเพื่อปฏิบัตตามคำสั่งด้วยความอ่อนใจและขณะที่รอคอยอยู่ ข้าได้นำหลักการในม้วนแผ่นหนังเหล่านี้ออกมาใช้เองด้วย และจากความปราดเปรื่องของบทบัญญัติต่างๆในม้วนแผ่นหนังทั้งหมด ข้าก็ได้กลายเป็นคนมั่งคั่งที่สุด ซึ่งคนทั้งหลายต่างเรียกข้าว่า นักธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกในยุคนี้ เช่นเดียวกับบุรุษที่มอบสิ่งนี้ให้กับข้าเช่นเดียวกัน เขาได้รับการยกย่องให้เป็นนักธุรกิจผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในสมัยของเขา เอาละ! อีราสมัส บัดนี้บางทีเจ้าอาจจะเข้าใจอะไรขึ้นบ้างแล้ว อย่างน้อย เจ้า อาจจะเข้าใจว่าทำไมการปฏิบัติงานของข้า เท่าที่ผ่านมาจึงเป็นความสำเร็จเฉพาะตัวของข้า ที่เจ้าไม่อาจจะทำได้ การปฏิบัติงาน และการตัดสินใจทางธุรกิจของข้าเกิดขึ้น จากการนำทางของหลักการที่มีอยู่ในม้วนแผ่นหนังเหล่านี้ทั้งนั้น ไม่ใช่เพราะความฉลาดของข้าหรอกที่ข้าแสวงหาทรัพย์สมบัติมาได้อย่างมหาศาล เช่นนี้ ความฉลาดของข้าเป็นเพียงแต่เครื่องมือที่ทำให้ข้าก้าวไปสู่ความสำเร็จเพราะ การเข้าใจ และการปฏิบัติตามบทบัญญัติที่มีอยู่ในม้วนแผ่นหนังเท่านั้นเอง” 

“ท่านยังคงเชื่อมั่นอยู่หรือว่า ผู้ที่จะได้รับมอบสิ่งนี้จากท่าน จะปรากฏตัวขึ้นในเวลาใดเวลาหนึ่งข้างหน้า ?”

“ใช่!”

เฮฟิดเก็บม้วนคัมภีร์ใส่ไว้ในกล่องอย่างระมัดระวังแล้วปิดไว้อย่างเดิม เขาพูดขึ้นด้วนเสียงแผ่วเบาขณะที่ยังคุกเข้าอยู่ข้างกล่องไม้ “เจ้าจะอยู่กับข้าจนกว่าวันนั้นจะมาถึงได้ไหมอีราสมัส ?”

อีราสมัสยื่นมือออกไปสัมผัสกับมือเจ้านายอย่างมั่นคง พยักหน้าตอบรับตามคำขอร้องของเฮฟิด แล้วเดินเลี่ยงออกจากห้องไปคล้ายๆกับถูกบังคบโดยไม่ต้องใช้คำพูดจากเจ้านาย

เฮฟิดได้ใช้เชือกหนังคาดรัดกล่องไม้ไว้อย่างเดิม ลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปที่ระเบียงไม้บนยอดหอคอย เขาก้าวผ่านช่องประตูออกไปข้างนอก ยืนอยู่ที่ระเบียงเล็กๆ ที่สร้างขึ้นเป็นพิเศษบนยอดคฤหาสน์ของเขา

ลมตะวันออกพัดมากระทบใบหน้าของชายชรา หอบเอากลิ่นไอของทะเลสาบและกลิ่นระอุของทะเลทรายที่อยู่เบื้องหน้า เขายิ้มอย่างมีความสุขขณะที่ยืนอยู่บนยอดหลังคาของกรุงดามัสกัส ความทรงจำและห้วงคำนึงของเขาได้ถอยทวนเวลากลับไปสู่วัยหนุ่มของเขาใหม่อีก ครั้ง

มหาเศรษฐีผู้ยิ่งใหญ่[1] เริ่มต้น

The Greatest Salesman In The World -1-

เฮฟิดยืนอยู่หน้าแผ่นโลหะสัมฤทธิบานใหญ่ เขามองดูภาพสะท้อนของตนเองพร้อมกับครุ่นคิดถึงความชราภาพ ที่ปรากฏบนแผ่นโลหะเป็นเงาวับ

“เหลือเพียงดวงตาเท่านั้นที่ยังรักษาความเป็นหนุ่มของมันอยู่ได้” เขาพึมพำออกมาเบาๆ ขณะที่หันตัวกลับจากบานโลหะ เดินข้ามพื้นหินอ่อนของห้องโถงอย่างเชื่องช้า

ภายในห้องโถง ได้รับการตบแต่งและประดับด้วยอัญมณีสูงค่า พื้นหินอ่อนสีขาวผ่อง ได้ถูกตัดสลับกับแผ่นหินนิลเป็นมันวับ เพื่อรับกับเพดานห้องซึ่งระยิบระยับไปด้วยลายสลักของแผ่นเงิน และทองคำ โต๊ะกลางห้องแกะขึ้นจากแก่นไม้เนื้อดีและงาช้าง ด้วยฝีมืออันเปรียบเทียบมิได้ของช่างผีมือเอกในกรุงดามัสกัส

ไม่ว่าใครที่ได้มาเยือนคฤหาสน์แห่งนี้ จะต้องเห็นพ้องต้องกันว่า เฮฟิดเป็นบุรุษที่มั่งคั่งและร่ำรวยอย่างมหาศาลคนหนึ่งของโลกจริงๆ

มหาเศรษฐีผู้เฒ่าเดินออกจากห้องโถงผ่านสวนไม้ดอกตรงไปยังคลังเก็บสินค้า ที่อยู่ห่างจากตัวคฤหาสน์ราวห้าร้อยหลา อีราสมัสผู้ชราซึ่งเป็นหัวหน้าบัญชีทรัพย์สินของเขา ยืนอยู่ตรงหน้าประตูคลังสินค้าด้วยอาการนอบน้อม

“สวัสดีครับ ท่าน”

เฮฟิดพยักหน้ารับโดยไม่กล่างคำใดออกมา อีราสมัสเดินตามเจ้าหนายไปอย่างสงบ แต่สีหน้าแสดงให้เห็นถึงความประหลาดใจที่จู่ๆ เจ้านายก็สั่งให้เข้ามาพบในคลังเก็บสินค้าแห่งนั้น

เมื่อเดินเข้าไปใกล้ที่ถ่ายเทสินค้า เฮฟิดหยุดมอ
ดูคนงานขนถ่ายสินค้าลงจากรถม้าและนำไปเรียงซ้อนไว้ในโรงเก็บซึ่งมีทั้งขน สัตว์ ผ้าลินิน หนังสัตว์ที่ฟอกแล้ว พรมจากเปอร์เชีย น้ำมันพืชจากเอเชียไมเนอร์ เครื่องแก้เจียรนัย เครื่องประดับหินพลอยจากอารเบีย เสื้อผ้าและเครื่องยาจากพาล์มีรา หินอ่อนและหินชนวนจากอียิปต์ เสื้อขนสัตว์จากบาบิโลน ภาพเขียนจากกรุงโรม รูปแกะสลักจากกรีก เครื่องหอมและน้ำมันจันทน์อย่างดีที่ส่งกลิ่นหอมตระหลบไปทั่วทั้งบริเวณ

ในที่สุดเฮฟิดหันไปทางอีราสมัส ถามขึ้นว่า

“พอจะคำนวณได้ไหมว่า ทรัพย์สมบัติของข้าที่มีอยู่ขณะนี้มีค่าสักเท่าใด?”

อีราสมัสหน้าซีด “ท่านหมายถึงทุกสิ่งทุกอย่างใช่ไหมครับ”

“ใช่ ทุกสิ่งทุกอย่าง”

“ในระยะนี้กระผมยังไม่ได้สำรวจหาค่าที่แน่นอน แต่พอจะตีค่าได้ว่า อย่างน้อยทั้งหมดของท่าน มีราคาไม่ต่ำกว่าเจ็ดล้านเหรียญทองครับท่าน”

“แล้วสินค้าทั้งหมดที่มีอยู่ในคลังสินค้า ขณะนี้ถ้าจะเปลี่ยนเป็นทองคำละจะได้สักเท่าไร?”

“การตรวจนับสินค้าสำหรับฤดูนี้ ยังไม่เสร็จสิ้นครับ แต่กระผมสามารถคำนวณได้ว่าสินค้าทั้งหมดภายในคลังสินค้าขณะนี้ มีราคาอีกไม่น้อยกว่าสามล้านเหรียญทอง”

เฮฟิดพยักหน้า “หยุดซื้อสินค้าต่างๆ ตั้งแต่บัดนี้ เตรียมแผนการจำหน่ายสินค้าทั้งหมดที่ข้ามีอยู่ให้หมดไปโดยเร็ว และเปลี่ยนเป็นเงินที่ได้มาทั้งสิ้นเป็นทอง”

อีราสมัสอ้าปากค้างด้วยความตกตลึง แต่ก็ไม่มีเสียงใดหลุดออกมาจากปาก เขาผละไปทางข้างหลังเล็กน้อยคล้ายกับถูกทุบด้วยของหนักๆ จนในที่สุดหลังจากที่ได้ระงับจิตใจให้เป็ปรกติลงได้บ้างแล้ว เขาจึงกล่างออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

“กระผมไม่เข้าใจครับท่าน เพราะปีนี้เป็นปีที่เราทำเงินกำไรได้มากที่สุด ที่จะหน่ายสรรพสินค้าทุกสาขาของเราต่างรายงานมาว่า ระยะนี้เป็ระยะที่จำหน่านสินค้าได้ดีที่สุดกว่าทุกๆปีที่ผ่านมา แม้แต่ชาวโรมันก็หันเข้ามาเป็นลูกค้าประจำและสนใจในสินค้าของเรามากขึ้น ตัวแทนของเราในเมืองเจรูซาเล็มขายม้าอาหรับ จำนวนสองร้อยตัวหมดในเวลาไม่ถึงสัปดาห์ กระผมจึงไม่เข้าใจในคำสั่งของท่านจริงๆ และหากคำทักท้วงของกระผมครั้งนี่ไม่เป็นที่สบอารมณ์ของท่าน กระผมก็ต้องขออภัยท่านด้วย”

เฮฟิดยิ้มอย่างอ่อนโยน เขาจับมือรีราสมัสบีบเบาๆ

“สหายผู้ซื่อสัตย์ของข้า เจ้ายังพอจะระลึกถึงคำสั่งของข้าที่
สร้างความพิศวงให้กับเจ้าเมื่อตอนที่เจ้าเพิ่งเข้ามาทำงานกับข้าใหม่ๆได้อยู่หรือเปล่า?”

อีราสมัสขมวดคิ้วขบคิดอยู่คู่หนึ่ง ใบหน้าของเขาแจ่มใสขึ้น “ครับ กระผมจำได้ว่าท่านสั่งให้กระผมแบ่งผลกำไรครึ่งหนึ่งของท่านทุกๆปี เพื่อนำไปแจกจ่ายให้กับคนจนและคนที่กำลังต้องการความช่วยเหลือ”

“ในตอนนั้น เจ้าไม่คิดว่าข้าเป็นคนโง่เกินไปที่จะเป็นพ่อค้าหรอกหรือ?”

“กระผมไม่ได้คิดเช่นนั้นหรอกครับ แต่ตรงกันข้าม กระผมกลับรู้สึกมีความสุข ที่ได้ปฏิบัติตามคำสั่งท่านเช่นนั้น”

เฮฟิดพยักหน้า เขามองแววตาของอีราสมัสผู้ซื่อสัตย์ที่เป็นผู้รับใช้มานานเกือบครึ่งศตวรรษ “ทีนี้เจ้าจะพอยอมรัยได้ไหมล่ะว่า คำสั่งของข้าที่จะให้กับเจ้าไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลที่เจ้าจะต้องเข้าใจได้ เสมอไป?”

“ครับท่าน”

“ถ้าเช่นนั้นข้าก็ขอให้เจ้าจงรักษาความเชื่อมั่น และการปฏิบัติตามคำสั่งของข้าต่อไป จนกว่าข้าจะอธิบายแผนการให้รู้ในตอนหลัง ขณะนี้สังขารของข้าก็ชราภาพเต็มทีแล้ว สิ่งที่ข้าต้องการคือความเป็นอยู่อย่างง่ายๆและธรรมดา ตั่งแต่ข้าต้องสูญเสียลิชซ่าภรรยาสุดที่รักของข้าไป สิ่งที่เหลืออยู่หาได้มีความสุขที่แท้จริงแก่ข้าไม่ ข้ามีความปรารถนาที่จะแบ่งทรัพย์สมบัติอันมหาศาลของข้า ให้กับชีวิตจนๆของชาวเมืองนี้ ข้าจะเหลือทรัพย์สมบัติไว้บางส่วน เพียงเพื่อใช้ประทังชีวิตไว้ไม่ได้ต้องลำบากเท่านั้น และในขณะที่ได้เลิกกิจการธุรกิจของเรา ข้าขอให้เจ้าเตรียมเอกสารสำคัญต่างๆ เพื่อข้าจะได้มอบสาขากิจการค้าทุกแห่งของข้า ให้เป็นสมบัติของผู้ที่ทำหน้าที่เป็นผู้จักการในขณะนี้ และให้เจ้าแจกเงินของข้าให้กับผู้จัดการสาขาเหล่านี้คนละห้าพันเหรียญทอง เพื่อเป็นรางวัสในความซื่อสัตน์ของพวกนั้นต่อข้ามานานปี และในขณะเดียวกันเขาอาจจะนำไปเป็นทุนในการซื้อสินค้าเพิ่มเติมได้อีก”

อีราสมัสอ้าปากคล้ายกับจะพูดอะไรออกมา แต่เฮฟิดยกมือขึ้นเป็นสัญญานให้เขาเงียบเสียง “ดูเหมือนว่าคำสั่งของข้าทั้งหมดนี้ทำให้เจ้าไม่พอใจใช่ไหม?”

อีราสมัสสั่นศรีษะและพยายามฝืนยิ้ม “มิได้ครับ เพียงแต่กระผมไม่อาจเข้าใจในเหตุผลความต้องการของท่านได้”

“เป็นนิสัยที่ดีของเจ้าที่พยายามรักษาผลประโยชน์ของข้าไว้ แทนที่จะเห็นผลประโยชน์ของตัวเจ้าเอง แต่เจ้าไม่ต้องคิดถึงอนาคตของตัวเจ้าเองบ้างหรือ ในเมื่อข้าคิดที่จะล้มเลิกกิจการค้าอันกว้างขวางของข้าเสียที?”

“กระผมได้ร่วมรับใช้ในงานธุรกิจของท่านมาเป็นเวลานานปี ท่านจะให้กระผมคิดถึงผลประโยชน์ของกระผมแต่เพียวคนเดียวในตอนนี้ได้อย่างไร”

เฮฟิดโอบกอดลูกจ้างผู้ซื่อสัตย์แล้วตอบว่า “ไม่จำเป็นหรอกอีราสมัส ข้าขอให้เจ้าจัดการถ่ายบัญชีเงินของข้าจำนวน ห้าหมื่นเหรียญทองไว้ในบัญชีชื่อของเจ้าโดยเร็วที่สุด และข้าขอร้องให้เจ้าอยู่เป็นเพื่อนข้าที่นี่ จนกว่าข้าจะปฏิบัติตามสัญญาที่ข้ายึดถือมาเป็นเวลานานให้เสร็จสิ้นไปเสีย ก่อน แล้วข้าจะยกคฤหาสน์หลังนี้ พร้อมทั้งคลังสินค้าให้กับเจ้าทั้งหมด เพื่อข้าจะได้พร้อมที่จะไปอยู่ร่วมกับลิชซ่าภรรยาสุดที่รักของข้ายังโลกอีก ใบหนึ่ง”

หัวหน้าบัญชีทรัพย์สินผู้ชรามองดูหน้าเจ้านายของเขา โดยไม่อาจจะเข้าใจในคำพูดต่างๆที่เขาได้ยิน แล้วพึมพัมออกมาว่า “ห้าหมื่นเหรียญทอง คฤหาสน์อันสูงล้ำด้วยราคา และคลังสินค้า กระผมไม่ควรจะได้รับถึงเพียงนั้น”

เอฟิดพยักหน้า “ข้าได้คำนึงถึงมิตรภาพของเจ้าที่มีต่อข้าว่าเป็นสมบัติที่มีค่าเหนือสิ่ง อื่นใด ทรัพย์สมบัติที่ข้ามอบให้กับเจ้าหาได้มีค่าเท่ากับความซื่อสัตย์ และความจงรักภักดีของเจ้าที่มีต่อข้าไม่ เจ้าได้สร้าวศิลป์แห่งการดำรงชีพไม่เฉพาะเพื่อตัวเจ้าเองเท่านั้น แต่เจ้าทำเพื่อคนอื่นด้วยในขณะเดียวกัน และด้วยคุณสมบัติอันนี้เองที่ทำให้เจ้าอยู่เหนือคนอื่น ขณะนี้ข้าเร่งเร้าให้เจ้ารีบจัดการทุกสิ่งทุกอย่างที่ข้าสั่งให้เสร็จสิ้นลง โดยเร็วที่สุด เพราะสำหรับข้า เวลาเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดเหนือสิ่งอื่นใด เพราะภาชนะที่รองรับเวลาแห่งอายุขัยของข้า กำลังจะปริ่มล้นลงได้ในชั่วโมงใดชั่วโมงหนึ่งข้างหน้า”

อีราสมัสหันหน้าหลบไปเสียทางอื่น เพื่อต้องการซ่อนน้ำตาที่ไหลเอ่อออกมา เสียงของเขาแตกพร่าเมื่อถามขึ้นว่า “สัญญาอะไรที่ท่านยึดถือไว้จนถึงขณะนี้? เพราะแม้แต่ท่านจะให้ความสัมพันธ์กับกระผมอย่างกับญาติพี่น้อง แต่กระผมก็ยังไม่เคยได้ยินท่านพูดถึงเรื่องนี้มาก่อนเลย”

เฮฟิดยิ้มและยกมือขึ้นกอดอก “ข้าจะคุยกับเจ้าอีกหลังจากที่เจ้าได้จัดการตามคำสั่งของข้าในเช้าวันนี้ ให้เสร็จสิ้นไปเสียก่อน ซึ่งข้าจะเปิดเผยความลับแห่งความสำเร็จในชีวิตธุรกิจของข้าให้เจ้ารู้ มันเป็นความลับที่ไม่มีใครล่วงรู้มาก่อนนอกจากภรรยาสุดที่รักของข้าเพียงคน เดียว และเราได้ปกปิดไว้เป็นเวลาถึงสามสิบกว่าปี”

มหาเศรษฐีผู้ยิ่งใหญ่

รู้สึกว่าชื่อไทย จะชื่อ พวกนี้อ่ะ

“วิธีหาเงินและสร้างสุข”(พ.ศ.2521) แปลโดยวารินทร์ สินสูงสุด และวันทิพย์ สินสูงสุด ที่สถาบันวิทยบริการจุฬาฯ(หอกลาง,หอสมุดกลาง)

“สุดยอดนักขาย” (พ.ศ.2526) แปลโดย สุริยฉัตร ชัยมงคล ที่สถาบันวิทยบริการจุฬาฯ(หอกลาง,หอสมุดกลาง)

“กำลังใจ”(พ.ศ.2529) แปลโดย สุริยฉัตร ชัยมงคล มีที่หอสมุดสุรัตน์ โอสถานุเคราะห์, สถาบันวิทยบริการจุฬาฯ(หอกลาง,หอสมุดกลาง)

“สูตรสร้างกำลังใจเพื่อเป็นยอดนักขาย”(พ.ศ.??) ที่ ม.เทคโนโลยีราชมงคลอีสาน

“มรดกทางปัญญามหาเศรษฐีร้อยล้าน” (พ.ศ.2536) ที่ ม.ทักษิณ

แปลจากเล่มนี้

The Greatest Salesman In The World
– By Og Mandino

 

1 กฎทองของศาสตร์แห่งความมั่งคั่ง

ความคิด

เป็นบ่อเกิดที่ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ถูกสร้างขึ้น

โดยมี “ความปราถนา” เป็นสื่อที่จะแผ่ซ่านทะลุทะลวง

เข้าไปในทุกช่องว่าง

และความคิดที่เต็มเปี่ยมไปด้วยแรงปราถนา

จะค่อยๆ ปรากฏเป็นภาพ เพื่อเสกสรรปั้นแต่งทุกสิ่งที่เรา

ต้องการให้เกิดขึ้นจริง

แต่การจะสามารถทำสิ่งที่กล่าวถึงนี้ให้สำเร็จได้

คุณต้องเปลี่ยนความคิดจากการแข่งขันให้กลายเป็นการ

สร้างสรรค์เสียก่อน

แนวคิด

เคล็ดลับง่ายๆ ของการสร้างสรรค์คือ คุณต้องฝึกกำหนด

ความรู้สึกตัวเองว่า…

คุณนั้นรู้สึกมีความสุขกับความปราถนาที่คุณมีอย่างจริงใจ

และรู้สึกสำนึกในบุญคุณของความปราถนาที่เกิดขึ้นราวกับ

ว่ามันเป็นของขวัญที่เบื้องบนประทานมาให้

ความกตัญญูรู้คุณที่กล่าวถึงนี้…

จะทำให้ความคิดของคุณหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับความ

ปรารถนาจากก้นบึ้งของหัวใจ

ส่งผลให้เกิดเป็นความคิดสร้างสรรค์

แล้วในทีสุด…มันจะกลายเป็นสิ่งที่คุณต้องการและเกิด

ประโยชน์สูงสุดต่อตัวคุณเอง

คุณต้องสร้างภาพในความคิดเกี่ยวกับสิ่งที่คุณอยากมี

อยากทำ หรืออยากเป็นให้ชัดเจนแจ่มแจ้งขึ้นมาก่อน จากนั้นก็ค่อย

เก็บภาพนั้นให้เข้าไปอยู่ในทุกช่วงของความคิด แล้วใช้เวลา

ว่างที่มีอยู่ในแต่ละวัน คิดถึงมโนภาพที่คุณสร้างไว้ด้วยความ

รู้สึกกตัญญูรู้คุณ… ราวกับว่า… ทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณปรารถนาได้

เป็นจริงตามที่คุณร้องขอไว้แล้ว

สิ่งสำคัญที่คุณควรรับรู้คือ มโนภาพที่คุณสร้างขึ้นต้องเป็น

ภาพที่มั่นคงไม่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา

คุณต้องมีความศรัทธาและสำนึกกตัญญูรู้คุณอย่างจริงใจ

เพราะนี่คือกรบวนการความคิดที่จะหลอมรวมความปรารถนา

และพลังแห่งการสร้างสรรค์เข้าด้วยกันเพื่อให้สิ่งที่คุณต้องการ

เกิดขึ้นจริงในชีวิต

คุณต้องทำให้ทุก ๆ วันของคุณ เป็นวันที่สามารถทำตาม

แนวคิดอย่างใส่ใจให้เสร็จส้ินไม่ค้างคาหรือผัดวันประกันพรุ่ง

เพราะนั้นหมายถึงความไม่จริงใจในการสร้างแรงปรารถนา

ผลที่ได้รับ

>>> ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในภาพความคิดของคุณจะถูกดึงดูดมาหาคุณ

แน่นอน หากคุณปฏิบัติตามคำแนะนำที่ให้ไว้โดยไม่ยอมให้ศรัทธาสั่นคลอน

>>>สิ่งที่คุณต้องการ จะเดินทางมาหาคุณในหลากหลายวิธี โดยไม่จำกัด

การตอบแทน

>>> ระหว่างที่คุณปฏิบัติตามแนวคิด แน่นอนว่าอาจมีบางคน หยิบยื่น

ความช่วยเหลือให้คุณ อาจเป็นเงินทอง สิ่งของ ผลประโยชน์ ฯลฯ หน้าที่คุณคือ

ต้องตอบแทนทุกคน ที่ช่วยเหลือคุณด้วย “คุณค่า” มากว่า “มูลค่า” ของสิ่งที่คุณได้รับ

สร้างเครือข่ายความสำเร็จ

>>> หลังจากที่คุณสมปรารถนาแล้ว คุณต้องยึดมั่นกับความก้าวหน้า ด้วยการ

ขยายเครือข่ายแห่งความสำเร็จนี้ไปยังทุก ๆ คนที่เข้ามาติดต่อกับคุณ

หากคุณได้ฝึกปฏิบัติตามคำแนะนำที่ได้กล่าวมาแล้วทั้งหมด

ความศรัทธาและกตัญญูรู้คุณกับสิ่งรอบตัว จะทำให้คุณพบกับความมั่งคั่ง

ร่ำรวยเหมือนมโนภาพที่คุณได้สร้างไว้…แน่นอน

และนี้คือ กฎทอง ของศาสตร์แห่งความมั่งคั่งร่ำรวย…ที่คุณจำเป็นต้อง

จดจำและกระทำอย่างต่อเนื่อง…นับแต่วินาทีนี้…

“All that we are is result

of what we have thought.

The mind is everything.

What we think we become”

Buddha

“สิ่งที่เราเป็นคือผลพวงจากความคิดเราเอง

ทุกอย่างอยู่ที่ใจ เราก็เป็นไปตามที่ใจเราคิด”

พระพุทธเจ้า

“เพราะสิทธิ์ที่จะมั่งคั่งร่ำรวย

เป็นเสรีภาพที่ทุกคนพึงสัมผัสและเข้าถึง

เช่นเดียวกับสิทธิ์ในการหายใจ”

“โชค”… สร้างเองได้

ไม่ว่าจะโชคร้ายจะโชคดี

หรือยิ่งใหญ่อย่างโชคชะตา

สร้างได้ง่ายๆ จากแค่ความคิด

….

ความคิดตัวเดียวเท่านั้น

จึงมีหลายคนที่ตลอดชีวิต

ไม่เคยพบพานโชคร้ายเลย

ประภาส ชลศรานนท์

จงรับผิดชอบคน 2 ประเภทนี้

จงรับผิดชอบคน 2 ประเภทนี้
1.คนที่ให้กำเนิดคุณ
2.คนที่คุณให้กำเนิด

จงคิดถึงคน 2 ประเภทนี้
1.คนรักที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขมาด้วยกัน
2.มิตรสหายที่เกื้อกูลไม่ทอดทิ้งกัน

จงปฏิเสธคน 2 ประเภทนี้
1.คนที่ทำงานโดยปราศจากคุณธรรม
2.คนจัดการที่ปราศจากมโนธรรม

จงถนอมคน 2 ประเภทนี้
1.คนที่กล้าให้คุณยืมเงิน
2.คนที่ห่วงใยคุณอย่างแท้จริง

จงอยู่ไกลจากคน 2 ประเภทนี้
1.คนที่ยามพบกับเรื่องดีๆ ก็รีบยื่นมือเข้ามาขอมีส่วนร่วม
2.คนที่ยามพบกับความยากลำบาก แต่กลับหลบลี้หนี้หายไม่ยอมโผล่หน้า

จงเคารพและยกย่องคน 2 ประเภทนี้
1.หญิงสาวที่ยอมกัดก้อนเกลือกินกับชายหนุ่มเมื่อเขาลำบาก
2.ชายหนุ่มที่ซื่อสัตย์ต่อหญิงสาวเมื่อวันที่เขารุ่งเรือง

โลกนี้เป็นของคู่ที่เรียกกันว่าทวิภาวะ ในชีวิตของคนเราก็เช่นกัน มีคนที่คอยเกื้อกูลและอุ้มชูเรา และ มีคนที่เราเคยเกื้อกูลและอุ้มชูเขา จงจดจำคนที่เคยเกื้อกูลคุณ และ ลบลืมว่าคุณเคยเกื้อกูลใคร ชีวิตเช่นนี้ จะเป็นสุขมากยิ่งขึ้น

Cr.: line ความลับ หรือ ความรัก

The value of a man resides in what he gives

“The value of a man resides in
what he gives and not in what
he is capable or receiving.”

Albert Einstein

“คุณค่าของมนุษย์อยู่กับสิ่งที่เขาให้
ไม่ใช่สิ่งที่เขาเก่งกาจหรือ
สามารถครอบครอง”

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์

Famous Quotes
Apr 02 2015

คุณค่าของมนุษย์อยู่กับสิ่งที่เขาให้ ไม่ใช่สิ่งที่เขาเก่งกาจหรือ สามารถครอบครอง

17 ข้อคิดจากหนังสือถอดรหัสลับสมองเงินล้าน

17 ข้อคิดจากหนังสือถอดรหัสลับสมองเงินล้าน
Secrets of the Millionaire Mind
1. คนรวยเชื่อว่า “ฉันควบคุมชะตาชีวิตของตัวเอง” คนจนเชื่อว่า “ฉันถูกลิขิตให้เป็นอย่างนี้”
2. คนรวยเล่นเกมการเงินเพื่อที่จะเอาชนะ คนจนเล่นเกมการเงินเพื่อไม่ให้แพ้
3. คนรวยทุ่มเทเพื่อความรวย คนจนแค่อยากรวย
4. คนรวยคิดการใหญ่ คนจนคิดการเล็ก
5. คนรวยมุ่งความสนใจไปที่โอกาส คนจนมุ่งความสนใจไปที่อุปสรรค
6. คนรวยชื่นชมผู้ร่ำรวยและประสบความสำเร็จคนอื่นๆ คนจนชิงชังผู้ร่ำรวยและประสบความสำเร็จ
7. คนรวยคบหาสมาคมกับคนที่มองโลกในแง่ดีและประสบความสำเร็จ คนจนขลุกอยู่กับคนที่มองโลกในแง่ร้ายหรือไม่ประสบความสำเร็จ
8. คนรวยเต็มใจโปรโมทตัวเองและคุณค่าของตนเอง คนจนมองการขายและโปรโมชั่นในแง่ลบ
9. คนรวยมองปัญหาเป็นเรื่องเล็ก คนจนมองปัญหาเป็นเรื่องใหญ่
10. คนรวยเป็นผู้รับที่ยอดเยี่ยม คนจนเป็นผู้รับที่ยอดแย่
11. คนรวยเลือกที่จะได้รับเงินตามผลงาน คนจนเลือกที่จะได้รับเงินตามระยะเวลาที่ทำงาน
12. คนรวยเลือก “ทั้งสองทาง” คนจนเลือก “ทางใดทางหนึ่ง”
13. คนรวยสนใจมูลค่าทรัพย์สิน คนจนสนใจแต่รายได้จากการทำงาน
14. คนรวยเก่งเรื่องการบริหารเงิน คนจนเก่งเรื่องการบริหารเงินแบบผิดๆ
15. คนรวยให้เงินทำงานหนักเพื่อตัวเอง คนจนทำงานหนักเพื่อให้ได้เงิน
16. คนรวยมุ่งไปข้างหน้าแม้จะหวาดกลัว คนจนปล่อยให้ความกลัวหยุดยั้งตนเอง
17. คนรวยเรียนรู้และเติบโตอยู่ตลอดเวลา คนจนคิดว่าตัวเองรู้ดีอยู่แล้ว
Secrets of the Millionaire Mind
=======================================
T. Harv Eker

The only way on earth to multiply happiness is to divide it

The only way on earth to multiply happiness is to divide it.

ทางเดียวบนโลกใบนี้ ที่จะทำให้ความสุขนั้นมีมากขึ้นนั้นก็คือ ให้แบ่งความสุขนั้น (แบ่งให้คนอื่น ยิ่งให้ ยิ่งสุขเยอะ)

– Paul Scherer

สรุปหนังสือ 100 คนคิด 10 คนทำ 1 คนสำเร็จ

100 คนคิด

เปิดเสรีทางความคิดคนเรา เกิดมาทุกคนมีความคิดอยากจะได้อยากจะเป็น คิดไปต่างๆนาๆ คิดไปเถอะแต่ต้องคิดให้อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง อย่าคิดฟุ้งซานและอย่ากลัวว่าถ้าคิดออกมาแล้วคนอื่นจะหัวเราะ ในเมื่อมันเป็นความคิดทุกคนย่อมมีอิสระในการที่จะคิดอย่าปิดกั้นตัวเอง และคิดอย่างมีสติและความคิดที่ดีจะส่งผลดีแก่ตัวเราเอง และไม่ทำให้ผู้อื่นได้รับความเดือดร้อน การที่คนเราได้คิดได้จิตนาการเป็นการเปิดโลกกว้างให้กับตัวเอง และการที่เราได้คิดได้จิตนาการอย่าทำให้มันเพียงแค่ความคิด หรือความฝันเฉยๆแต่เราต้องลงมือกระทำด้วยการลงมือ ทำย่อมดีกว่าการที่จะคิดหรือฝันเฉยๆ ถ้าไม่ลงมือกระทำก็เป็นแค่ความฝันไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย การที่คนเราจะฝันต้องฝันให้ไกลๆและต้องไปให้ถึงจุดมุงหมาย การที่จะไปให้ถึงจุดหมายได้มันยาก แต่ก็ต้องมีความพยายามที่จะทำตามความฝัน มองโลกในแง่ดีเข้าไว้ ไม่ท้อเมื่อเจอกับปัญหาเราต้องเปลี่ยนความฝัน ให้เป็นความคิด เปลี่ยนความคิดให้เป็นความจริงแล้ว สิ่งที่เราได้ฝันไว้ต่อ ให้ไกลแค่ไหนก็อยู่แค่เอื้อม

ต้องมีการวางแผนแบบคร่าวๆก่อนจะทำการวางแผนหรือทำอะไรก็ต้องดูความพร้อมของตัวเองก่อนว่า มีความพร้อมแค่ไหนไม่ว่าจะเป็นความพร้อม ทางด้านร่างกายจิตใจ ทางการเงิน อุปสรรค์ที่จะต้องพบเจอในมีอะไรบ้าง เมื่อดูความพร้องของตัวเองแล้วก็ตั้งเป้าหมายให้กับตัวเองเลยว่า ยากทำอะไรในอนาคตอยากประสบความสำเร็จในด้านไหนบ้าง การตั้งเป้าหมายในชีวิตไม่ใช่เรื่องยากแต่สิ่งที่ยากก็คือ การลงมือกระทำให้ประสบความสำเร็จต่อมาเรามาดูโอกาส และความเป็นไปได้เมื่อมีโอกาสเราต้องรีบคว้าไว้อย่าไปกลัว เพราะความกลัวคือ มารร้ายที่จะทำให้สูญเสียโอกาสดีๆ ต้องมีความกล้าเข้าไว้ต้องกล้าที่จะรักษาโอกาสนั้นไว้และ จงรักอุปสรรค์เหมือนรักโอกาส เพราะในโลกนี้ไม่มีใครได้อะไรมาโดยปราศจากอุปสรรค์ก่อนที่คนเราจะประสบความสำเร็จก็ต้องพบเจอกับอุสรรค์ทุกคน และเราต้องฟันฝ่าอุปสรรค์ไปให้ได้อย่าท้อแท้หรือถอดใจค่อยๆ ก้าวไปอย่างช้าๆ แต่มีสติ

คิดบวกเข้าไว้อย่างในตัวอย่างของหนังสือเล่าว่า กบแข่งกันขึ้นเสาไฟพวกกองเชียก็ต่างพูดว่าขึ้นไม่ได้หรอกดูถูกต่างๆนาๆกบหลายตัวหล่นลงมาทีละตัวๆ แต่มีกบตัวหนึ่งพยายามจะขึ้นให้ได้จนมันสามารถทำสำเร็จกบทุกตัวต่างสงสัยว่าทำไมกบตัวเล็กๆ จึงมีพลังที่จะปีนขึ้นเสาไฟและทำให้ประสบความสำเร็จได้อย่างไร เรื่องกลับกลายเป็นว่า แท้จริงแล้วเจ้ากบน้อยตัวนั้นหูหนวก ดังนั้นเมื่อเวลาจะทำงานอะไรก็ตามให้ประสบความสำเร็จ เราต้องทำตัวให้คล้ายกับกบตัวนั้นคือต้องทำตัวให้เป็นคนหูหนวกเสียบ้าง คิดในทางบวกเข้าไว้คิดว่าเราทำดีแล้วและเราทำได้อย่าให้ความคิดที่เป็นลบมาแซรกแซงความคิด อย่าดูถูกตัวเอง และต้องรู้จักให้กำลังใจตัวเองเสมอ

ตัวเอง 30 ลิขิตฟ้า 70 ต้องฝ่าฟัน ชีวิตเราเมื่อผ่านกระบวนการคิดและการตั้งจุดมุ่งหมายแล้วการที่จะทำให้ชีวิตประสบความสำเร็จได้ ต้องฟันฝ่าอุปสรรค์ต่างๆโดยไม่ย่อท้อ อย่ารอโชคช่วยเพราะสิ่งที่มองไม่เห็นเราไม่รู้ว่าจะมาเมื่อไรถ้ามัวแต่รออาจจะต้องรอไปตลอดชีวิต คำว่า 30 ลิขิตฟ้า 70 ต้องฝ่าฟันก็มีความหมายในตัวของมันเองอยู่แล้ว คนเราจะประสบความสำเร็จได้ต้องพึ่งตัวเองเองมากกว่าที่จะไปรอพึ่งโชคชะตา แต่ในบางจริงอยู่การที่จะทำอะไรก็ต้องอาศัยทั้ง 2 ตัวความพยายามและโชคชะตา แต่ถึงยังไงเราก็ต้องพึ่งตัวเองมากกว่า หลังจากนั้นเราก็ต้องคิดถึงผลสำเร็จในวันข้างหน้าสิ่งที่สำคัญในข้อนี้ก็คือ อย่าลืมเป้าหมายของตัวเองเป็นอันขาด จงตั้งหมั่นในเป้าหมายและคิดถึงความสำเจของวันข้างหน้าหากเรารู้สึกว่าเหนื่อยมากและท้อแท้ไม่มีแรกสู้ต่อไปแล้ว จงหยุดและคิดถึงเป้าหมายของตัวเองและคิดถึงความสำเร็จที่เราอยากได้ เช่น การเรียนปริญญาตรีทุกคนมีเป้าหมายเดียวกันคือ ใบปริญญาการที่จะได้มาก็ต้องมีความพยายามมีความอดทนบอกกับตัวเองดสมอ ว่าเป้าหมายของเราคือ ใบปริญญาเวลาสอบขี้เกียจอ่านหนังสือ ท้อแท้เหนื่อยก็หยุดคิดและนำเป้าหมายที่ตั้งไว้มาคิด รวมถึงคิดถึงคนรอบข้างด้วยพยายามคิดว่า เราจะเสียดายเวลาไหมที่ได้มายีนในจุดนี้แล้ว ไม่ประสบความสำเร็จ คนรอบข้างจะเป็นอย่างไร ถ้าจะล้มเลิกที่จะทำวันนี้แล้วความพยายามที่มีมาตลอดเพื่ออะไร เบื้องหลังของความโชคดีของใครบางคนคือ ความทุมเทขยันมุ่งมันและรับผิดชอบต่อเป้าหมายที่ตั้งไว้แต่จะไม่แค่ไม่กี่ครั้งที่จะพูดได้ว่าการประสบความสำเร็จเกิดจากความโชคดี เมื่อมีเป้าหมายที่พร้อมจะก้าวไปต้องมีระยะเวลากำหนดระยะเวลาในการที่จะทำให้ตัวเองประสบความสำเร็จ เช่น การศึกษาเมื่อเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรี ต้องจบตามหลักสูตรและภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้คือ 4 ปี หลังจากที่จบออกมาแล้วก็ต้องมีงานทำที่ดีมีครอบครัวที่ดี เป็นต้น

วางลำดับขั้นของเป้าหมายอย่างชัดเจนและกำหนดระยะเวลาของแต่ละขั้นไว้ด้วยให้ชัดเจนที่สุด หลังจากนั้นก็สำรวจวิเคราะห์ตนเอง และสิ่งที่ต้องทำการวิเคราะห์ตัวเองเป็นสิ่งที่สำคัญมากต้องรู้ว่าตัวเองมีความมั่นใจแค่ไหน มีความพยายามแค่ไหนที่จะพาตัวเองไปถึงเป้าหมาย มีความมุ่งหมั่นมีความหมั่นคงทางอารมณ์แค่ไหน เป็นคนที่มีความรู้ กล้าที่จะเผชิญกับปัญหาหรือไม่ สิ่งที่ตั้งเป้าหมายไว้คือสิ่งที่อยากได้จริงๆใช่ไหม เราต้องดูจากความถนัดเละประสบการณ์ที่ผ่านมาเมื่อเรามีประสบการณ์และเรามีความชอบ เรามักจะให้งานประสบความสำเร็จเสมอ การที่เราจะทำได้ ไม่ได้ก็ต้องดูความสารถของตัวเองว่าจะทำได้แค่ไหนสอบถามตัวเองเสมอว่าอะไรคือสิ่งที่เราไม่ชอบทำ และอะไรคือสิ่งที่เราชอบ ต้องพยายามหาสิ่งใหม่ๆให้กับชีวิตอย่าหยุดนิ่งอยู่กับที่และก่อนที่จะบอกตัวเองว่านี่เหละคือเป้าหมายของฉันต้องหมั่นใจว่าสิ่งนั้นคือสิ่งที่ต้องการจริงๆ เพราะเมื่อได้ลงมือกระทำต่อให้เจออุปสรรค์มากแค่ไหนก็จะพยายามเอาชนะให้ได้

ใจพร้อมสู้กายพร้อมด้วยหรือไม่ เมื่อรู้แล้วว่าอะไรคือสิ่งที่ต้องการและสิ่งที่เราต้องการนั้นเรามีความถนัดอยู่ด้วยมากน้อยเพียงใดเราต้องถามตัวเองก่อนว่า พร้อมหรือยังพร้อมที่จะฟันฝ่าอุปสรรค์ที่จะเกิดขึ้นได้ไหม เรากลัวความล้มเหลวไหมเป็น เราคนสู้งานหนักหรือไม่ กล้าที่จะเสี่ยงกล้าที่จะได้และกล้าที่จะเสียต้องถามตัวเองตลอด และเมื่อใดที่หมั่นใจในคำตอบก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อมทำตัวเองให้แข็งแกร่ง เพื่อที่จะเผชิญกับความเป็นจริงที่จะเกิดขึ้นในขณะเดียวกัน การเตรียมตัวให้พร้อมเพียงอย่างเดียวไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดต้องมีการพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา เพราะการพัฒนาตัวเองในโลกแห่งความจริงและปัจจุบันนี้ มีความก้าวหน้าไปตลอดคนเราต้องรู้จักเรียนรู้ในสิ่งใหม่ หาเหตุผลว่าทำไมคนอื่นถึงคิดต่างจากเรา ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น และเพราะอะไรถึงเป็นเช่นนั้น ต้องพยายามที่จะหาคำตอบและอธิบายเหตุผลให้ได้และในการพัฒนาตัวเองนั้น ต้องหาจุดแข็งจุดอ่อนของตัวเองก่อน เมื่อรู้แล้วต้องยอมรับในจุดนั้นและนำมันมาแก้ไขปรับปรุงในจุดอ่อนของตัวเองเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ถ้าหากยอมรับตัวเองไม่ได้คนในสังคมก็จะไม่ยอมรับตามไปด้วย เช่น คนที่คิดว่าตัวเองนี้ถูกเสมอถ้าเปรียบกับผู้นำก็คงเป็นแบบเผด็จการคือ ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นจากคนอื่นเอาความคิดของตัวเองเป็นใหญ่ทำแบบนี้ส่วนใหญ่งานจะไม่ประสบความสำเร็จเพราะคนอื่นจะไม่มีโอกาสได้เสนอความคิด เพาระถึงยังไงเสนอไปแล้ว คนที่เป็นผู้นำก็ไม่รับฟังความคิดของคนอื่นอยู่ดีจึงทำให้เกิดความไม่หลากหลายทางความคิด ใครที่มีจุดอ่อนในลักษณะที่กล่าวมาข้างต้น ก็ต้องพยายามปรับปรุงตัวเองเพื่อความสำเร็จในอนาคต พอทราบจุดแข็งจุดอ่อน และนำมาปรับปรุงแล้ว เราก็มาวิเคราะห์สิ่งที่จะทำ คือแยกแยะความคิดให้ละเอียดถี่ถ้วน เพื่อที่จะได้มองเห็นองค์ประกอบต่างๆอย่างชัดเจนและต้องเปรียบเทียบให้เป็น ว่าจะทำแบบไหนอะไรที่ทำให้เราได้ประโยชน์มากกว่าและอะไรที่ทำให้คุ้มค่าคุ้มเวลามากกว่าและจากหนังสือ กล่าวว่า WELL BEGUN IS HALF DONE เริ่มต้นด้วยดีเท่ากับสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง เช่น ตัวอย่างนี้เป็นการยกขึ้นมาเองใน การเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยหารใครสามารถทำ เกรดในเทอมแรกได้ดีก็ถือว่าเป็นความสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่งเพราะในเทอมแระเกรดจะได้มากไม่มีตัวหารอะไรแต่ถ้าต้องการจะให้ประสบความสำเร็จในขั้นต่อๆ ไปก็ต้องเรียนรู้และมีความพยายามอย่างมากในการที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้

เราต้องกำหนดวันเริ่มทำและกำหนดวันแห่งความสำเร็จอย่าเอาแต่ใช้คำว่าอยากๆๆๆแต่ต้องลงมือกระทำด้วย กำหนดเลยว่าจะลงมือทำวันไหน จะทำอะไรก่อนและกำหนดวันเลยว่า จะต้องเสร็จภายในวันไหนการที่จะรู้ว่าจะเสร็จวันไหนก็ต้องมีการคำนวลเวลาก่อนว่าจะนานหรือเร็วไปไหม ต้องทำการแก้ไขปรับเปลี่ยนจนแผนที่ตั้งไว้ลงตัวและ นำไปแปะบนผนังตรงที่สะดุดตาที่สุดเพื่อเป็นการกระตุ้นและคอยเตือนไม่ให้ขี้เกียจ และอะไรที่เราได้ทำไปแล้ว ก็ทำเครื่องหมายบอกไว้และสิ่งไหนที่ยังไม่ได้ทำตามเวลาที่กำหนดไว้ให้ทำตัวสีแดงใหญ่ เช่น การเรียนหนังสือเราต้องเขียนว่า ต้องทำอะไรบ้าง ในแต่ละวันการบ้านมีวิชาอะไรต้องทำสิ่งไหนก่อนดีก็เรียงลำดับไว้หลังจากนั้น ก็ลงมือทำอันไหนที่เราทำเสร็จแล้ว เราก็ทำเครื่องหมายบอกไว้ ส่วนอันไหนที่ยังไม่ทำแล้วเลยเวลาที่กำหนด ก็ทำเป็นตัวสีแดงใหญ่ เพื่อเตือนสติแล้วลงมือกระทำในสิ่งที่ต้องทำ และจากหนังสือที่อ่านก็กล่าวว่า หัวใจที่ยิ่งใหญ่จะมีเป้าหมายส่วนหัวใจทั่วไปจะมีแต่ความปรารถนา คือ คนที่จะประสบความสำเร็จได้จริงๆ ต้องมีเป้าหมายและต้องไปให้ถึงเป้าหมายให้ได้ ส่วนคนที่ได้แต่ปรารถนาว่าอยากแต่ไม่ทำก็คงได้ปรารถนาก็เป็นแค่คนธรรมดาๆ

10 คนทำ

ทุกคนสามารถที่จะคิดได้แต่จะมีสักกี่คนที่กล้านำความคิดนั้น มาลงมือทำในในการลงมือทำ เราต้องทำในสิ่งที่สำคัญก่อนเรื่องไหนที่ไม่สำคัญเอาไว้ที่หลัง และปัญหาในในการลงมือกระทำนี้ก็คือ พอถึงเวลาทำจริงๆก็เราก็มัวแต่ทำงานที่เราสนใจมากกว่าทั้งที่ก็ไม่ได้สำคัญมากนัก แต่ก็อยากที่จะทำเราต้อง ห้ามตัวเองให้ได้โดยการเรียงลำดับความสำคัญงานไหนด่วน งานไหนที่ต้องส่งก่อนก็เก็บไว้ทำก่อนแน่นอนอยู่แล้วว่า งานมันมีเยอะอย่ามัวแต่คิดว่า งานเยอะไม่รู้ว่า จะหยิบอะไรมาทำก่อน จึงไม่ได้ทำอะไรเลยปล่อยให้เป็นดินพอกหางหมูในทางตรงกันข้าม หากหยิบขึ้นมาทำไม่ว่างานจะเยาะแค่ไหน ก็สมารถทำให้เสร็จเรียบร้อยได้ ในที่สุดเมื่อเราคิดไม่ออกคิดคนเดียวอาจจะทำให้งานออกมาไม่ดีเท่าที่ควร เราก็หาคนช่วยคิดหาคน และคนที่ช่วยคิดนั้น ไม่จำเป็นต้องเก่งและมีความเชี่ยวชานในด้านนั้นเสมอไปแต่ปรึกษาคนที่มีประสบการณ์ก็ได้ ไม่มีใครประสบความสำเร็จได้คนเดียวโดยผู้อื่นไม่อาศัยผู้อื่น การที่คนเราจะประสบความสำเร็จได้ก็ต้องอาศัยทีมงานตรงกับสุภาษิตที่ว่า คนเดียวหัวหายสองคนเพื่อนตาย หลังจากที่ได้คนปรึกษาแล้ว ต้องบริหารเวลาแบบมืออาชีพการบริหารเวลาแบบมืออาชีพ ก็คือวันมี 24 ชั่วโมง แต่เราอย่าให้หนึ่งวันมีเวลาแค่นั้น เราคงทำอะไรได้ไม่มาก บางคนบอกเวลาเหลือพอที่จะไปเดินเล่น ชอบปิ้ง แต่บางคนกลับไม่มีเวลาเลย การที่คนสองคนมีเวลาว่างไม่เท่ากันก็เกิดจากการบริหารเวลา การบริหารเวลาดีแสดงว่า คนนั้นมีความรับผิดชอบและมีเวลาว่างพอที่จะทำกิจกรรมต่างๆเพื่อหาความสุขเข้าตัวเอง แต่พวกที่ไม่มีเวลาแสดงว่า พวกนี้ใช้เวลาว่างไม่เป็นประโยชน์ทำให้ไม่มีเวลาทำงานจึงทำให้งานที่ค้างเยอะแยะมากมายทำให้ไม่มีเวลาว่างในการทำงานเวลาของคนทุกคนในหนึ่งวันมี 24 ชั่วโมงเท่ากันขึ้นอยู่กับว่าใครจะใช้เวลาอย่างคุ้มค่าที่สุดเลิกขี้เกียจ เลิกพลัดวันประกันพรุ่ง ไร้สาระให้น้อยลงอีกเท่านี้ก็ถือว่า เป็นคนที่บริหารเวลาได้ดี การปฏิบัติตัวก็ต้องทำอย่างมีขั้นตอนและมีระเบียบวินัยกับตนเอง อะไรควรทำก่อนอะไรควรทำที่หลังบวกกับการมีวินัยในตัวเอง เส้นทางสู่ความสำเร็จอยู่แค่เอื้อม วินัยในตัวคนมีไม่เหมือนกันบางคนมีมากและบางคนมีน้อยมาก แต่ถ้าจะให้ดีก็อย่าให้ตึงหรือหย่อนเกิดไปเดินทางสายกลาง อย่าที่พระพุทธเจ้าได้บอกไว้หลังจากนั้นเราต้องวางแผนอย่างชัดเจน แผนพวนนี้นอกจากจะบอกให้รู้ว่า มีอะไรต้องทำตอนไหนบ้างแล้วยังบอกให้รู้ด้วยว่า ต้องเตรียมตัวอย่างไรถ้ามีปัญหานี้เกิดขึ้นจะกระทบอะไรในอนาคตบ้างเมื่อรู้ก่อนก็เตรียมรับมือได้สบายๆหลังจากทำการวางแผนแล้วแผนฉุกเฉินก็ต้องมีด้วย

แผนฉุกเฉินต้องมี หากมีเหตุการณ์ฉุกเฉินที่เราไม่ได้คาดคิดว่าจะเกิดขึ้นเราจะแก้ไขปัญหาได้ทันเวลา ถึงแม้เหตุการณ์ร้ายๆไม่เกิดขึ้นก็ยังดี ถือว่าเป็นคนมีความรอบคอบ ตัวอย่างในหนังสือบอกว่า ถ้าเราทำกิจการขนส่ง ช่วงแรกก็ได้กำไรดี แต่ถ้าหากวันหนึ่งน้ำมันเกิดแพงมา จะต้องทำอย่างไร ถ้ามีแผนสำรองไว้ไม่เสียหาย ถ้าหากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินจะได้นำมาแก้ไขได้ แต่ถ้าไม่มีแผนสำรอง หากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินเราก็ได้แต่ยืนดูความล้มเหลว โดยไม่ได้ทำอะไรเลย ถือว่าคนแบบนี้เป็นคนประมาท

ปัญหาและอุปสรรค์ คือการเรียนรู้ในโลกนี้ทุกคนต้องพบเจอกับปัญหาทั้งนั้น ไม่มีใครหรอกที่จะทำอะไรก็ราบรื่นไปเสียหมด เราต้องรู้จักพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส เมื่อเราเจอกับปัญหามารุมเล้าให้ขาดสติเราต้องหยุดพักทำใจให้สบาย แล้วค่อยกลับมาคิดแก้ไขใหม่ โดยใช้สติ การที่คนเราได้พบเจอกับปัญหาใหม่โดยใช้สติ การที่คนเราได้พบกับปัญหาและอุปสรรค์บ่อยครั้ง จะทำให้แข็งแกร่งขึ้นและตอนนั้น จะทำให้มันเป็นโอกาสที่ดีสำหรับตัวเรา เช่น จากตัวอย่างในหนังสือบอกว่า มีชายแก่เลี้ยงเจ้าล่าโง่อยู่ตัวหนึ่ง ชายแก่จูงเจ้าลาไปอยู่ดีๆ เจ้าลาตกท่อ ทำให้ขึ้นมาไม่ได้ ชายแก่ก็ไปขอให้ชาวบ้านมาช่วย แต่ก็หมดหนทาง ชายแก่ถอดใจจึงบอกให้ชาวบ้านขุดดินกลบเจ้าลาตัวนั้นซะ ในขณะที่ชาวบ้านกำลังนำดินกลบลงไป หลังของเจ้าลาก็สัมผัสกับดิน เจ้าลาสะบัดตัวทำให้ดินลงมาจากตัว แล้วก็เอาเท้าเหยียบ ทำให้เจ้าลาจากอยู่ลึกก็สามารถขึ้นจากบ่อได้ในที่สุด นิทานเรื่องนี้เป็นตัวอย่างที่ดีเลย ว่าการเจอกับปัญหาและอุปสรรค์อย่ามัวแต่ถอดใจ และจงพริกวิกฤตให้เป็นโอกาสเหมือนเจ้าลาตัวนั้น

ให้กำลังใจตัวเอง กำลังใจเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เมื่อยามใดที่ท้อแท้ เหนื่อยหน่าย ขอเพียงแต่เรามีกำลังใจก็จะสามารถผ่านพ้นวิกฤตนั้นไปได้ เราต้องมองว่าเรายังมีวันพรุ่งนี้อยู่ เมื่อท้อพักได้แต่อย่าถอย เพราะเมื่อถอยเมื่อไรก็จบทันทีเราต้องมองโลกในแง่ดีคิดในสิ่งที่ดีๆ และทำในสิ่งที่ดีๆผลดีก็จะตอบสนองกับตัวเราเอง อย่าทำเป็นคนลืมตัวเป็นวัวลืมตีน ต้องไม่ลืมอดีตของตนเองว่า ได้พบเจออะไรมาบางสามารถฟันฝ่าอุปสรรค์อย่างยากเย็นแค่ไหนกว่า จะได้มายืนอยู่จุดนี้เราต้องเป็นคนรู้จักศึกษาชีวิตของคนอื่นการเอาใจเขามาใส่ใจเรา เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขเชื่อไหมว่าเวลาเราท้อแท้หรือเหนื่อยใจมากที่สุด เราจะมีครอบครัวอยู่ข้างๆเราเสมอไม่ว่าเราจะดีหรือทำผิดมายังไง ครอบครัวจะอยู่ข้างเราเสมอ เมื่อเวลาได้อยู่กับครองครัวคุณรู้สึกไหมว่ามันอุ่นใจและมีกำลังใจที่จะสู้ต่อไป และก้าวต่อไปกล้าที่จะเผชิญ กับปัญหาที่จะเกิดขึ้นอย่างมีกำลังใจที่ดีที่สุด

1 คนสำเร็จ

คนที่สามารถทำได้สำเร็จจากคนนับร้อยคุณคือผู้ชนะ และคุณคือที่ 1 สำหรับตัวคุณเองอดทนเพื่อความสำเร็จ หากคุณคิดจะทำตามขั้นตอนที่กล่าวมาทั้งหมด ข้างต้น เพื่อความสำเร็จมันก็ขึ้นอยู่แค่เอื้อม แต่การที่จะประสมความสำเร็จจริงๆ เวลาอาจไม่ได้อยู่ตามแผนที่วางไว้จริงๆ อาจจะมากหว่านั้นเป็นเท่าตัวเลย เช่น คุณตั้งเป้าหมายไว้ 4 ปีจะประสบความสำเร็จ แต่เอาเข้าจริง 5-6 ปี นี้เหตุที่ต้องใช้คำว่าอดทนเพื่อความสำเร็จในวันข้างหน้า คุณอาจคิดว่าการรอคอยเป็นสิ่งที่ทรมารมาก รู้สึกเหนื่อยกับการที่ต้องมาอดทน แต่การอดทนเป็นเหตุให้คุณประสบความสำเร็จได้ และความสำเร็จที่ได้มาเป็นสิ่งที่มีค้าหอมหวานที่สุด

ทำตัวให้เป็นเหมือนน้ำครึ่งแก้ว เพราะว่าน้ำครึ่งแก้วเปรียบว่ามีความรู้ในระดับพื้นฐานแล้ว และพร้อมที่จะรับเอาสิ่งใหม่ๆ เขามาเสมอ ผิดจาดน้ำเต็มแก้ว เอาอะไรไปก็มีแต่ล้นออกไม่ยอมรับสิ่งใหม่ๆ ส่วนในแก้วไม่มีน้ำอยู่เลย รับเอามาเติมที่โดยไม่มีความรู้หรือพื้นฐานอะไรให้กับตัวเองเลยนี้ไงถึงบอกว่า ให้ทำตัวเป็นน้ำครึ่งแก้วไม่ทิ้งสิ่งเก่าๆ และยอมรับในสิ่งใหม่ๆ มาใช้ในการดำเนินชีวิต การทำแบบนี้สามารถทำให้ชีวิตประสบความสำเร็จได้ง่าย ถ้าจะมองอีกด้านหนึ่งก็คือ เป็นคนที่มีการปรับตัวอยู่ตลอดเวลายอมรับสิ่งใหม่ๆ

การเรียนรู้ตลอดเวลา การเรียนรู้เป็นสิ่งที่สำคัญมากคนเราจะประสบความสำเร็จได้นั้น ต้องมีการเรียนรู้ การเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ที่เราไม่เคยรู้มาก่อน การเรียนรู้ไม่จำเป็นต้องเรียนรู้ในตำราเรียนเท่านั้น เราต้องรู้จักเรียนรู้ด้านประสบการณ์ ประสบการณ์เป็นการเรียนรู้อีกทางหนึ่งที่สำคัญมาก เพราะการมีประสบการณ์การสังเกต สิ่งรอบตัวเป็นประโยชน์ต่อตัวเราเองทั้งสิ้น ทำให้เราได้รู้ได้จดจำในสิ่งที่เราไม่เคยรู้มาก่อน เพื่อนำมาใช้ในการดำเนินชีวิต โดยการนำมาใช้หรือประยุกต์ใช้ เราก็ต้องจำแต่สิ่งที่ดีๆ และสิ่งไหนที่ไม่ดีก็เก็บไว้ในใจ ไม่ต้องแสดงออกมา จะให้ดีลบมันออกจากจิตใจ คิดแต่สิ่งดีๆ

รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น การบริการงานที่ดีหรือการทำงานที่ดี เราต้องยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น เพื่อที่จะได้แนวความคิดที่หลากหลาย การตัดสิ้นใจทำอะไรก็จะทำได้ดีที่สุด มีคำคำหนึ่งมักจะมาพร้อมกันเสมอ คือ ปัญหากับความสำเร็จ การที่คนเราจะประสบความสำเร็จได้ ต้องพบเจอกับปัญหาด้วยกนทั้งนั้น ปัญหามีไว้ให้แก้ ปัญหาสร้างความเข็งแกร่งให้กับตัวเรา ปัญหาทำให้เราสามารถที่จะฟันฝ่าให้ประสบความสำเร็จได้

10 วิธีรับมือกับปัญหา

มองว่าการแก้ปัญหาเป็นสิ่งที่ท้าทาย
การทำอะไรข้อมูลต้องสมบูรณ์
มีมุมมองในเชิงบวก
เป็นนักฟังที่ดี
บันทึกเรื่องราวที่เกิดขึ้น
ลดและควบคุมความเครียด
เรียนรู้ที่จะรับมือกับความเสี่ยง
เรียนรู้วิธีการปฏิเสธ
อย่าพยายามเปลี่ยนให้คนอื่นเป็นอย่าที่ต้องการ
อย่าทำหลายๆเรื่องพร้อมกันในเวลาเดียวกัน

ต้องรู้จักการทำงานเป็นทีม ถ้าจะฉายเดี่ยวก็ได้เมื่อไรที่ต้องการฉายเดี่ยว คุณต้องกลั่นกรองความคิดให้ดีเป็นรูปธรรม ให้ทุกคนมองเห็นภาพและ ก่อนที่เราจะไปทำงานเป็นทีมเราต้องแสดงศักยภาพของเราให้เพื่อนในกลุ่มเห็นก่อน เพราะการทำงานในบางครั้ง เราต้องพึ่งพาความสามารถของตัวเอง เป็นหลัก คนทุกคนมีความรู้ความสามารถในด้านต่างๆไม่เท่ากัน การทำงานแต่ละงานก็แตกต่างกันต้องอาศัยทักษะของทุกคนในทีม เพื่อที่จะมาทำงานให้เกิดประสิทธิภาพ การทำงานเป็นทีมทุกคนในทีมต้องมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน ทุกคนในทีมมีความสำคัญทั้งหมด เคารพสิทธิของบุคคลอื่น มีกฎระเบียบที่ชัดเจนและต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด จากหนังสือให้กลอนมา ร่วมใจ ร่วมคิด ร่วมทำ คำ 3 คำที่จะนำพาทีมไปสู่จุดมุงหมาย

การทำงานที่ดีเราต้องมีความเป็นผู้นำ เพราะการตัดสินใจคิดทุกอย่าง อยู่ในความรับผิดชอบของเรา การตัดสินใจที่ดีต้องเป็นการตัดสินใจที่เด็ดขาด ไม่ลังเล การเป็นผู้นำที่ดี คือต้องมีความรู้ในเรื่องที่จะทำมากที่สุด ต้องมีความอดทน ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น เป็นคนที่ไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่เปิดเสรีภาพ ทางความคิด รับสิ่งใหม่ๆเขามาเสมอ การที่คนใดคนหนึ่งจะเป็นผู้นำได้ เป็นเรื่องง่าย แต่จะเป็นผู้นำที่ดีได้นั้นเป็นเรื่องยากที่เดียว การเป็นผู้นำแล้วพาทีมประสบความสำเร็จถือว่าเป็นผู้นำที่ดีที่สุด

ความสำเร็จของชีวิต

การที่คนเรามีงานที่มั่นคง มีครอบครัวที่ดี คือประสบความสำเร็จสูงสุดที่ตั้งเป้าหมายไว้แล้วเราก็ต้องรู้จักแบ่งเวลาให้เป็น คือเวลาทำงานก็ต้องทำให้ดีที่สุด ส่วนเวลาที่เหลือก็ต้องแบ่งให้ครอบครัว เพราะครอบครัวเป็นกำลังใจที่สำคัญในการทำให้ชีวิตประสบความสำเร็จ

รู้จักพอ พอใจในสิ่งที่มีและเป็นอยู่ในตอนนี้ อย่าหลงใหลในลาบยศ คำว่าพอใช้ได้หลายทาง เช่น ต้องรู้จักใช้เงินพอประมาณ คือไม่ใช้เงินสุรุยสุราย ใช้อย่างมีสติ และคำว่าพอในเงินทอง แค่เรามีอยู่มีกินมีความสุขก็พอแล้วไม่ต้องดินรนจนทำให้รู้สึกเหนื่อยหน่าย จนทำให้ไม่มีความสุขในชีวิต แค่เรารู้จักคำว่าพอ คำเดียวก็ทำให้ชีวิตเรามีความสุขได้

ความกตัญญูเป็นสิ่งที่สำคัญมาก การรู้คุณคนเป็นสิ่งที่ดีเป็นอย่างยิ่ง การที่เราประสบความสำเร็จจนได้มายืนอยู่ตรงจุดนี้เพราะใคร เราต้องตอบแทนพระคุณคนที่มีพระคุณต่อเรา เราต้องย้อนกลับไปคิดว่าถ้าไม่มีพวกเขาในวันนั้น ในวันนี้เราจะได้มายืนอยู่จุดนี้ไหม ความกตัญญูเป็นผลดีกับตัวเราหากเรารู้จักตอบแทนบุญคุณ เราจะล้มสักกี่ครั้งก็ยังจะมีคนยื่นมือมาช่วยเราเสมอ

เราต้องทำตัวเสมอต้นเสมอปลายอย่าทำเป็นวัวลืมตีน แต่ก่อนเคยปฏิบัติตัวอย่างไรปัจจุบันก็ทำอย่างนั้นด้วย ไม่ใช่ประสบความสำเร็จแล้วจะลืมว่า เมื่อก่อนเคยเป็นอย่างไร นี้เป็นการปฏิบัติตัวไม่ถูกต้อง ต้องไม่ลืมผู้มีพระคุณ ไม่ลืมเพื่อนฝูงที่เขาฟันอุปสรรค์มากับเรา นึกถึงเขาอยู่เสมอ แล้วจะทำให้ประสบความสำเร็จ เราต้องรู้จักคบคนให้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นคนดีหรือไม่ดี แต่การคบคนดีย่อมจะพาไปในทางที่ดีเสมอ คนไม่ดีถึงเราไม่อยากคบแต่หากจำเป็นที่จะต้องคบก็ต้องเตือนสติตัวเองว่าอย่านำพาตัวเองเข้าไปในทางที่ไม่ดี คบไว้รู้ว่าไม่ดีก็อย่าทำตาม แต่ควรนำมาใช้กับตัวเอง คือการที่เรารู้ว่าคนไหนปฏิบัติตนอย่างไร มีสติจนต้องบอกตนเองว่า สติติดตัวอย่าได้ขาด มีสติทำให้เราพ้นภัยจากอันตรายทั้งสิ้น เช่น สมมุติเราจะถูกลากไปข่มขืน ถ้าเราขาดสติเราก็จะต่อสู้ดิ้นร้น ร้องโว้ยวาย อาจทำให้ โจนฆ่าเราได้ หากเรามีสติ พุดกับมันดีๆ ทำเป็นยอมแล้วหาจังหวะที่มันเผลอ ชีวิตเราก็จะปลอดภัย

การที่คนเราจะประสบความสำเร็จได้เป็นสิ่งที่ยากแต่ถ้าหากเราทำอย่างตั้งใจและไม่ย่อท้อมีความพยายามมีความคิด มีการวางแผน การตั้งเป้าหมายให้กับชีวิต มีความอดทนรอในสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เราต้องมีความกตัญญู ไม่ลืมตน หาสิ่งใหม่ๆให้กับชีวิต ใฝ่หาความรู้และสิ่งที่สำคัญต้องมีสติในการทำทุกขั้นตอน ทั้งหมดจะทำให้ชีวิตประสบความสำเร็จได้
เราต้องทำตัวให้เหมือนเป็ด เพราะเป็ดทำอะไรได้หลากหลายอย่าง ไม่ว่าจะเดิน ลอยน้ำ หรือบิน เป็ดก็สามารถทำได้ เปรียบเหมือนกับคนเรา ต้องมีความสามารถหลากหลายด้าน ต้องมีการปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ต่างๆ ให้ได้อย่างดี และมีประสิทธิภาพ
100 คนคิด 10 คนทำ 1 คนสำเร็จ

สรุปโดย กาญจนา ดวงแก้ว ผลงานเขียนหนังสือ 100 คนคิด 10 คนทำ 1 คน ของ พรหมมาตร์ ชายสิม

Credit:  http://www.novabizz.com/

เมื่อคุณรู้สึกกตัญญูต่อสิ่งดีๆ ทั้งหลายในชีวิต

เมื่อคุณรู้สึกกตัญญูต่อสิ่งดีๆ ทั้งหลายในชีวิต หรือ โลกใบนี้
จิตใจของคุณจะเป็นสุขและเกิดพลัง
และขณะที่จิตมีพลัง ความคิดสร้างสรรค์ก็จะตามมา
เมื่อนั้นจิตของคุณจะเต็มไปด้วยความปีติ

All that we are is result of what we have thought.

All that we are is result of what we have thought.
The mind is everything. What we think we become.

Buddha

สิ่งที่เราเป็นคือผลพวงจากความคิดเราเอง
ทุกอย่างอยู่ที่ใจ เราก็เป็นไปตามที่ใจเราคิด

พระพุทธเจ้า

15 ข้อบอกนิสัยว่า รวยแล้วหรือยัง

15 ข้อบอกนิสัยว่า รวยแล้วหรือยัง

โทมัส ซี คอลี่ (นักปรัชญาระดับโลก)
ให้คำจำกัดความระหว่างคนจน กับคนรวย ดังนี้..

1. ● คนรวยจะต้องมีรายได้มากกว่า 400,000 บาท/เดือน หรือมีเงินฝากมากกว่า 100 ล้านบาทขึ้นไป
○ คนจนจะต้องมีรายได้ 75,000 บาท/เดือน หรือมีเงินฝากมากกว่า 150,000 บาทขึ้นไป

2. ● คนรวยต้องมี Diary Plan ทุกวัน
○ คนจนไม่ต้องมี

3. ● คนรวยตื่นก่อนทำงาน 3 ชม.
○ คนจนตื่นสาย

4. ● คนรวยชอบฟัง Audio book (CD) ทุกวัน
○ คนจนชอบดูรายการทีวีทุกวัน

5. ● คนรวยชอบพบปะกับคนใหม่ทุกวัน
○ คนจนไม่ชอบ

6. ● คนรวยชอบอ่านหนังสือ
○ คนจนไม่ชอบ

7. ● คนรวยชอบออกกำลังกาย
○ คนจนไม่ชอบ

8. ● คนรวยไม่ชอบกิน Junk food
○ คนจนชอบกิน

9. ● คนรวยดูทีวีน้อยกว่า 1 ชั่วโมงต่อวัน
○ คนจนดูที่วีวันละหลายๆ ชั่วโมง

10. ● คนรวยสอนนิสัยดีๆ ให้ลูกทุกวัน
○ คนจนไม่ทำ

11. ● คนรวยให้ลูกทำกิจกรรมอาสาสมัคร 10 ชั่วโมงต่อเดือน
○ คนจนไม่

12. ● คนรวยชอบให้ลูกอ่านหนังสือ
○ คนจนไม่

13. ● คนรวยเขียนเป้าหมายใว้บนกระดาษ
○ คนจนไม่

14. ● คนรวยตั้งใจทำเป้าหมายให้สำเร็จ
○ คนจนอยู่แบบง่ายๆ

15. ● คนรวยเชื่อว่าการพัฒนาตัวเองสำคัญ
○ คนจนไม่เชื่อ

ผลสำรวจมหาเศรษฐีทั่วโลก 400 คน มี 272 คนที่เริ่มต้นจากศูนย์ แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ “นิสัยของคนสำเร็จ”

15 ข้อบอกนิสัยว่า รวยแล้วหรือยัง
cr : ขอขอบคุณข้อความส่งต่อทางไลน์

โทนี่ ร๊อบบินส์ ว่าด้วย ทำไมเราทำในสิ่งที่เราท

โทนี่ ร๊อบบินส์ ถกเรื่อง “พลังที่มองไม่เห็น” ซึ่งจูงใจการกระทำของทุกๆคน และทักทายอัลกอร์ในแถวหน้า

0:11 (ปรบมือ) ขอบคุณครับ งานนี้ขอบอกว่าทั้งตื่นเต้นและหนักใจ ติ่นเต้นเพราะเป็นโอกาสที่จะได้ตอบแทนพวกท่าน หนักใจเพราะสัมมนาที่สั้นที่สุดของผมอยู่ที่ 50 ชั่วโมง (หัวเราะ) ไม่ได้ล้อเล่นนะ ผมจัดช่วงสุดสัปดาห์ และมากกว่านั้นด้วยซำ เพราะเวลาฝึกคนนั้น ผมทำอย่างทุ่มเทสุดๆ คิดดู คุณเรียนภาษาอย่างไร คุณไม่ได้เรียนแค่หลักการ คุณลงมือและฝึกใช้มันบ่อยๆจนกลายเป็นธรรมชาติ

0:36 และเหตุผลที่ผมมาที่นี่ นอกจากจะทำตัวเหมือนคนบ้า ก็คือผมอยากมาบอกพวกคุณ ผมไม่ได้มาให้แรงบันดาลใจ คุณไม่ต้องการจากผมหรอก แต่ส่วนใหญ่ชอบคิดว่านั่นคือที่ผมทำ มันตรงกันข้ามเลยด้วยซ้ำ ผู้คนบอกผมว่า “ผมไม่ต้องการแรงบันดาลใจ” ผมก็จะตอบว่า “แปลกดีนะ นั่นไม่ใช่สิ่งที่ผมทำเลย” ผมเป็นพวก “เจ้าหนูจำไม” ผมอยากรู้ทำไมคุณทำในสิ่งที่คุณทำ

0:56 อะไรจูงใจให้ทำอย่างนั้น อะไรขับเคลื่อนชีวิตคุณทุกวันนี้ ไม่ใช่เรื่องเมื่อ 10 ปีก่อน คุณย่ำอยู่กับรอยเดิมๆหรือเปล่า เพราะผมเชื่อว่า มีพลังขับเคลื่อนภายใน ที่ทำงานอยู่ มันคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในโลก ผมมาที่นี่เพราะเชื่อว่าอารมณ์คือพลังแห่งชีวิต ทุกคนที่นี่มีสมองดีเลิศ พวกคุณเป็นหัวกะทิอยู่แล้ว จริงไหม? ผมจะไม่พูดถึงคนอีกกลุ่มหนึ่ง แต่เราทุกคนรู้จักการคิด และด้วยสมองของเรา เราคิดชั่งใจได้ทุกเรื่อง เราสร้างสรรค์อะไรก็ได้ ผมเห็นด้วยนะ ที่ว่าคนเราทำเพื่อตนเอง

1:28 แต่เราก็รู้ว่ามันไม่จริงเสมอไป คุณไม่ได้ทำเพื่อตัวเองตลอดเวลา เพราะเมื่อมีอารมณ์เข้ามาเกี่ยว สมองของเราก็เปลี่ยนไป มันงดงามมากที่เราคิดไตร่ตรอง เกี่ยวกับชีวิตบนโลกใบนี้ได้ และโดยเฉพาะ พวกที่ฉลาดมากๆ เราพลิกแพลงความคิดได้อีกมากมาย แต่ที่ผมอยากรู้คือ อะไรที่ผลักดันคุณ

1:46 จริงๆ ผมอยากเชิญชวนพวกคุณ หลังผมพูดจบแล้ว ให้สำรวจสิ่งที่คุณเป็นวันนี้ เพื่อสองเหตุผล หนึ่ง: เพื่อให้คุณทำได้มากกว่านี้ และสอง: เพื่อหวังว่า เราไม่เพียงเข้าใจคนอื่นมากขึ้น แต่จะซาบซึ้งในตัวพวกเขา และสร้างสัมพันธภาพ ที่สามารถหยุดบางปัญหา ที่พบอยู่ทุกวันนี้ในสังคม ปัญหาที่จะขยายวง ด้วยเทคโนโลยีที่เชื่อมเราอยู่ เพราะนั่นทำให้พวกเรามาพบกัน และการพบกันนั้น ไม่ได้แปลว่าเราเข้าใจซึ่งกันและกัน และสำนึกในคุณค่าของกันและกัน

2:15 ผมอยากรู้มาตลอด 30 ปี ว่า “อะไรที่ทำให้คุณภาพชีวิตเราต่างกัน? อะไรทำให้ผลงานเราต่างกัน?” เพราะนั่นคือสิ่งที่ผมถูกจ้างให้ทำ ตอนนี้ผมต้องโชว์ผลงานแล้ว นั่นคือสิ่งที่ผมทำมา 30 ปี … ผมได้รับโทรศัพท์ ตอนที่นักกีฬากำลังหมดแรงอยู่ในจอทีวี เขาถูกนำอยู่ห้าช่วงพาย และเขาไม่สามารถตีตื้นได้ ผมต้องทำอะไรสักอย่างให้เห็นผลลัพธ์ ก่อนที่ทุกอย่างจะจบลง และผมได้รับโทรศัพท์ ตอนมีเด็กกำลังจะฆ่าตัวตาย และผมต้องทำอะไร ณ บัดนั้น และใน 29 ปีนี้ ผมภูมิใจที่จะบอกว่า ผมไม่เคยพลาดเลย แต่นั่นไม่ได้แปลว่าจะไม่มีวันพลาด แค่ผมยังไม่เคย เพราะผมเข้าใจความต้องการของมนุษย์ และนั่นคือสิ่งที่ผมจะพูดถึง

2:51 เมื่อผมถูกเรียกให้แก้ปัญหาผลงาน นั่นเรื่องหนึ่ง คุณจะเปลี่ยนแปลงสถานการณ์อย่างไร แต่ขณะเดียวกัน ผมก็มองหาว่าอะไร ที่บ่มเพาะความสามารถของแต่ละคน เพื่อให้เขาก้าวพ้นขีดจำกัด ดังนั้นคำถามที่แท้จริงคือ ชีวิตนี้มีบทเรียนสำคัญอยู่สองเรื่อง เรื่องแรก: การประสบความสำเร็จเป็นศาตร์อย่างหนึ่ง ซึ่งเกือบทุกเรื่องสามารถทำให้ดีขึ้นได้ นั่นคือ “การทำสิ่งที่มองไม่เห็นให้เห็นได้” จริงไหม? ทำอย่างไรให้ฝันเป็นจริง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องธุรกิจ งานสังคม เงินทอง หรืออะไรสำคัญ ร่างกายคุณ ครอบครัวคุณ

3:23 แต่อีกบทเรียนชีวิตซึ่งยากจะชำนาญได้คือ การเติมเต็มชีวิต วิทยาศาสตร์นั้นมันง่าย จริงไหม? เรารู้กติกา เรารู้กฎ เราทำตามมัน เราก็จะได้ผลลัพธ์ … เมื่อเรารู้วิธีเล่น เพียงคุณรู้ คุณก็ทำตามได้ จริงไหม? แต่ถ้าพูดถึงการเติมเต็มชีวิต มันคือศิลป์ เพราะมันเกี่ยวกับการมองเห็นคุณค่า และการให้ สิ่งที่คุณต้องรู้สึกเอาด้วยตัวเอง ผมได้ทำการวิจัยเพื่อตอบคำถามนี้ ว่าชีวิตคนหนึ่ง จะแตกต่างอย่างไร ถ้าคุณมองว่าเขาเป็นคนที่คุณ ให้ทุกอย่างได้กับเขา ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาต้องการ ถ้าไม่ให้คอมพิวเตอร์ราคา 100 เหรียญ แต่ให้คอมพิวเตอร์ที่ดีที่สุด คุณให้ความรัก ให้ความสุข คุณอยู่เมื่อต้องปลอบเขา และบ่อยครั้งที่คนเหล่านั้น ซึ่งคุณต้องรู้จักบ้างแน่ๆ มีชีวิตที่พร้อมสรรพ ทั้งความรัก การศึกษา เงินทอง และพื้นเพที่ดี ต้องใช้ชีวิตหมดไปกับการเข้าออกโรงพยาบาลบ้า แล้วคุณก็พบเจอคนที่ผ่านทุกข์แสนสาหัส ทั้งทางจิต ทางเพศ ทางจิตวิญญาณ ทางอารมณ์ที่บอบช้ำ แม้ไม่เสมอไป แต่ก็บ่อยครั้ง ที่เขาเหล่านั้น กลายเป็นผู้ที่ให้มากที่สุดกับสังคม

4:19 ดังนั้น คำถามที่เราควรถามตนเองจริงๆ ก็คือ อะไรที่ทำให้เราเป็นเรา และเราล้วนอยู่ในสังคมที่มอมเมาเรา พวกเราส่วนใหญ่อาจไม่ใช่ แต่สังคมนั้นมอมเมา ผมหมายถึงทัศนคติที่จมปลักกับอดีต ทุกคนที่อยู่ในห้องนี้ คงจะไม่ได้อยู่ที่นี่ ถ้าคุณเชื่อทฤษฏีนี้ แต่สังคมส่วนใหญ่คิดว่า อดีตลิขิตชะตา อดีตคืออนาคต และมันคงใช่ถ้าคุณยึดติดกับมัน แต่คนในห้องนี้ต่างรู้ดีว่า เราต้องคอยเตือนตนเอง ว่า เพราะคุณเป็นคนมีความคิด คุณรู้ว่าอะไรควร อะไรไม่ควร

4:48 ดังนั้น สิ่งที่เราต้องคอยเตือนตนเองคือ การตัดสินใจคืออำนาจสูงสุด จริงๆนะ ลองถามคนรู้จักดูว่า เขาเคยทำอะไรล้มเหลวหรือไม่ ในที่นี้ มีกี่คนที่เคยล้มเหลว กับสิ่งที่สำคัญในชีวิต ตอบว่า “ใช่” สิ๊

4:59 ผู้ชม: ใช่

5:00 ขอบคุณสำหรับเสียงตอบรับอย่างล้นหลาม (หัวเราะ)

5:03 แต่ถ้าถามเขาว่าทำไมจึงพลาด คนที่ทำงานให้คุณ หรือหุ้นส่วนคุณ หรือแม้แต่คุณเอง เมื่อพลาดในการบรรลุเป้าหมาย อะไรคือเหตุผลที่เราอ้างกัน? เขาบอกคุณว่าอะไร? ผมไม่มี… ไม่รู้มากพอหรือ ไม่มีความรู้ ไม่มีทุน ไม่มีเวลา ไม่มีเทคโนโลยี ไม่มีผู้จัดการที่เหมาะสม ไม่มี…

5:25 อัล กอร์: ไม่มีศาลสูงสุด (หัวเราะ)

5:39 และ… (ปรบมือ) และ (ปรบมือ) อะไรที่สิ่งเหล่านั้น รวมทั้งศาลสูงสุด มีเหมือนกันคือ? (หัวเราะ) พวกมันคือทรัพยากรที่เราอ้างว่าขาดแคลน ชื่งก็อาจจะถูก เขาอาจจะไม่มีเงิน เขาอาจจะไม่มีศาลสูงสุด แต่นั่นไม่ใช่ตัวตัดสินครับ (ปรบมือ) ถ้าผมพูดผิดก็เตือนด้วยครับ ปัจจัยที่แท้จริงไม่ใช่ทรัพยากร แต่เป็นการมองทรัพยากรที่มี นี่ไม่ใช่แค่ประโยคสวยหรู ผมหมายถึงอารมณ์ ความรู้สึกมนุษย์ สิ่งที่ผมประสพได้ จากตัวคุณในวันก่อนๆ ที่ลึกซึ้ง เท่าที่ผมเคยประสบมา และเมื่อคุณสื่อสารกันด้วยความรู้สึกนั้น ผมเชื่อว่าคุณคงจะชนะไอ้หมอนั่นได้แน่ (ปรบมือ)

6:33 แต่มันง่ายที่จะบอกว่า เขาควรทำอะไร (หัวเราะ) ไอ้โง่รอบบิ้นส์ แต่ผมรู้ตอนดูการโต้วาทีในครั้งนั้น มีความรู้สึกที่มาสกัดกั้นความสามารถของคน ที่จะเข้าถึงความคิดและศักยภาพคนคนนั้น ในลักษณะที่บางคนได้ประสบวันนั้น เพราะผมรู้ว่ามีคนอยากลงคะแนนให้คุณ แต่ไม่ได้ทำ แล้วผมก็หัวเสีย แต่อารมณ์ความรู้สึกวันนั้นมีแน่ มีสักกี่คนที่เข้าใจที่ผมพูด ช่วยพูดว่า “ใช่” ซิ

7:02 ผู้ชม:ใช่

7:03 ดังนั้น มันคืออารมณ์นี่แหละ และถ้าเราได้อารมณ์ที่ถูกต้อง เราสามารถทำอะไรก็ได้ เราผ่านมันไปได้ ถ้าคุณสร้างสรรค์พอ ขี้เล่นพอ สนุกพอ คุณก็สามารถเข้าถึงใครก็ได้ ใช่หรือไม่

7:12 ผู้ชม:ใช่

7:13 ถ้าคุณไม่มีเงิน แต่คุณสร้างสรรค์และมุ่งมั่นพอ คุณจะพบทางออก นั่นคือทรัพยากรที่แท้จริง แต่นี่ไม่ใช่เรื่องราวที่ผู้คนบอกเรา จริงไหม? เรื่องราวที่ผู้คนเล่า มันมีต่างๆนาๆ พวกเขาบอกว่าขาดทรัพยากร แต่ท้ายที่สุด ลองดูนี่สิ พวกเขาบอกว่า อะไรคือเหตุผลที่ยังไม่ประสบความสำเร็จ ต่อมา ไอ้หมอนี่ทำแผนผมเสียหมดเลย เฮ้อ (หัวเราะ) แต่ผมชื่นชมความคิดของเขา จริงๆนะ (หัวเราะ)

7:39 อะไรกำหนดทรัพยากรของคุณ เราบอกว่าการตัดสินใจกำหนดอนาคต นี่คือสิ่งที่ผมสนใจ ถ้าการตัดสินใจกำหนดอนาคต มีการตัดสินใจสามเรื่อง สิ่งที่คุณจะสนใจ ตอนนี้ คุณต้องตัดสินใจว่าจะสนใจเรื่องอะไร สิ่งที่สอง ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ เมื่อได้ตัดสินใจแล้ว ว่าจะสนใจอะไร คุณต้องให้ความหมายกับมัน ความหมายอะไรก็ได้ที่ก่อกำเนิดอารมณ์ นี่คือตอนจบหรือตอนต้น นี่พระเจ้าลงโทษเรา หรือกำลังให้รางวัล นี่คือดวงหรือ? จากนั้น อารมณ์เราจะกำหนดว่าเราจะทำอะไรต่อไป

8:06 ดังนั้น ลองคิดถึงชีวิตคุณเอง การตัดสินใจที่ชี้ชะตาของคุณ มันฟังดูจริงจัง แต่ใน 5 หรือ 10 ปีที่ผ่านมา 15 ปีก็ได้ คุณตัดสินใจอะไรไปบ้าง ซึ่งหากคุณได้ตัดสินใจเป็นอื่น ชีวิตจะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ใครบ้างที่คิดออก จริงๆนะ ไม่ว่าดีขึ้นหรือแย่ลง จงตอบว่า “ใช่”

8:21 ผู้ชม: ใช่

8:22 ท้ายที่สุด อาจเป็นเรื่องว่าจะทำงานที่ไหน และพบกับคนที่คุณรักที่นั่น หรืออาจเป็นเรื่องอาชีพ ผมรู้จักอัจฉริยะจาก Google ที่นี่นะ ผมเข้าใจการตัดสินใจของพวกเขา ที่ต้องการขายเทคโนโลยี จะเกิดอะไรขึ้นหากเขาทำเช่นนั้น แทนที่จะสร้างวัฒนธรรมเอง โลกนี้จะเป็นอย่างไร ชีวิตเขาจะต่างไปอย่างไร มีผลกระทบแค่ไหน ประวัติศาสตร์โลกประกอบด้วยการตัดสินใจเช่นนี้ เมื่อมีหญิงคนหนึ่งปฏิเสธที่จะนั่งที่ท้ายรถเมล์ เธอไม่เพียงเปลี่ยนชีวิตเธอ แต่การตัดสินใจนั้นเปลี่ยนวัฒนธรรมเรา หรือเมื่อมีคนยืนหน้ารถถัง หรือคนอย่าง แลนซ์ อาร์มสตรอง ที่มีคนมาบอกว่า “คุณเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก” มันยากสำหรับผู้ชายนะ โดยเฉพาะถ้าต้องขี่จักรยาน (หัวเราะ) ถ้าเป็นมะเร็งสมอง เป็นมะเร็งปอด แต่เส้นทางที่เขาเลือกคืออะไร? มันแตกต่างจากคนส่วนใหญ่ มันหมายความว่าอะไร? มันไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นการเริ่มต้น ว่าเขาจะทำอะไร เขาไปชนะการแข่งขันที่ไม่เคยชนะมาก่อนถึงเจ็ดครั้ง เพราะเขามีความพร้อมทางความรู้สึก มีพละกำลังทางจิตใจ นั่นคือความแตกต่างของคนคนนี้ ผมพบเจอคนประมาณสามล้านคน

9:19 เพราะนั่นคือห้องแล็บของผม รวมแล้วสามล้านคน จาก 80 ประเทศ ที่ได้มีโอกาสมาพบกัน ตลอด 29 ปีที่ผ่านมา หลังๆมา ร่องรอยเริ่มเด่นชัด คุณจะเห็นว่า อเมริกาใต้และอัฟริกา อาจจะเชื่อมโยงกันในบางมุม จริงไหม? คนอื่นอาจพูดว่า “มันฟังดูไร้สาระ” ถ้าเช่นนั้น อะไรที่บ่มเพาะแลนซ์ล่ะ? อะไรที่บ่มเพาะคุณ มีพลังที่มองไม่เห็นสองอย่าง หนึ่งคือสถานะ เราต่างเคยประสพมา ถ้าคุณเคยทำอะไรบางอย่าง แล้วหลังจากนั้น คุณบอกตัวเองว่า ไม่น่าพูดออกไปเลย ทำลงไปได้อย่างไร มันงี่เง่ามาก ใครเคยเป็นแบบนั้นบ้าง? จงตอบว่า “ใช่”

9:50 ผู้ชม:ใช่

9:51 คุณเคยทำอะไรบางอย่าง ซึ่งเมื่อทำแล้ว บอกว่า “นั่นแหละผมเอง” (หัวเราะ) นั่นไม่ใช่เรื่องความสามารถ แต่เป็นเรื่องสภาวะ รูปแบบของโลกที่สร้างตัวคุณในระยะยาว รูปแบบนั้นเป็นเสมือนตัวกรอง ซึ่งปั้นเราขึ้นมา นั่นคือสิ่งที่ทำให้เราตัดสินใจ เมื่อเราจะชักจูงใครสักคน เราต้องรู้ว่า อะไรที่จูงใจเขาอยู่แล้ว ผมคิดว่ามันมีอยู่สามส่วน หนึ่ง: เป้าหมาย อะไรที่คุณต้องการ? ซึ่งผมเชื่อว่า มันไม่ใช่ความปรารถนา คุณสามารถบรรลุเป้าหรือความปรารถนาได้ มีสักกี่คนที่มีเป้า หรือความคิดปรารถนา มีเพียงเท่านี้หรือ ใครเคยมีบ้าง จงพูดว่า “ใช่”

10:20 ผู้ชม:ใช่

10:21 มันคือความจำเป็น ผมว่ามนุษย์มีความจำเป็นหกประการ สอง: เมื่อคุณรู้จักเป้าหมายที่ขับเคลื่อนคุณแล้ว และได้ค้นพบความจริง คุณไม่ได้สร้าง คุณค้นพบมัน คุณก็จะพบแผนที่ ระบบความเชื่อที่บอกทางบรรลุความจำเป็นเหล่านั้น บางคนเชื่อว่าจะบรรลุได้โดยการทำลายโลก บ้างก็โดยการสร้างบางอย่าง รักใครสักคน จากนั้นเป็นเรื่องเชื้อเพลิงที่เลือก ผมจะพูดสั้นๆ ความจำเป็นหกอย่าง

10:43 ผมจะบอกคุณว่ามันคืออะไร หนึ่ง: ความแน่นอน สิ่งนี้ไม่ใช่เป้าหรือสิ่งปรารถนา แต่ใช้ได้กับทุกคน ทุกคนต้องการแน่ใจ ว่าหลีกเลี่ยงความเจ็บปวดได้ อย่างน้อยให้รู้สึกสบาย จะได้มาอย่างไรล่ะ? ควบคุมคนอื่น? พัฒนาความสามารถ? เลิกล้ม? สูบบุหรื่? หากแน่ใจแล้ว มันตลกสิ้นดี แม้ว่าเราต่างต้องการมัน เช่นหากคุณไม่แน่นอนกับสุขภาพ หรือเรื่องบุตรหลาน หรือเรื่องเงิน คุณจะไม่คิดถึงเรื่องอื่น หากคุณไม่แน่ใจว่าเพดานนี้จะยกอยู่ได้ คุณก็จะไม่สนใจฟังวิทยากร ขณะที่ความแน่ใจของเรามีความหมายต่างกันไป ถ้าเราแน่ใจแล้ว เราจะได้อะไร? คุณรู้สึกอะไรเมื่อคุณแน่ใจ? รู้ว่าจะเกิดอะไร เกิดเมื่อไร รู้ว่าเกิดอย่างไร คุณจะรู้สึกอย่างไร? น่าเบื่อจะตาย พระเจ้า ผู้ทรงฉลาดล้ำ (หัวเราะ) จึงประทานความจำเป็นข้อสอง คือความไม่แน่นอน เราต้องการความหลากหลาย ประหลาดใจ มีกี่คนที่ชอบความประหลาดใจ พูดว่า “ใช่”

11:26 ผู้ชม:ใช่

11:27 โกหก คุณชอบเฉพาะความประหลาดใจที่อยากได้ (หัวเราะ) สิ่งที่ไม่ต้องการก็เรียกว่าปัญหา แต่มันจำเป็นสำหรับคุณ ดังนั้นความหลากหลายก็สำคัญ เคยเช่าหนังวีดีโอซ้ำๆ ใครเคยบ้าง? ออกไปข้างนอกบ้างเถอะ (หัวเราะ) เอาล่ะ คุณทำทำไม? คุณแน่ใจว่ามันดี เพราะเคยอ่านแล้ว เคยดูแล้ว แต่คุณหวังว่า มันนานพอที่คุณจะลืมแล้ว นั่นคือความหลากหลาย

11:49 ความจำเป็นที่สาม ความสำคัญ เราต่างต้องการ รู้สึกสำคัญ พิเศษ โดดเด่น คุณได้โดยหาเงินมากขึ้น สนใจจิตวิญญาณมากขึ้น ไปทำรอยสัก ตุ้มหู ในบริเวณที่คนอื่นไม่อยากเห็น อะไรก็ได้ วิธีที่รวดเร็วที่สุด ถ้าคุณไร้การศึกษา ไร้การอบรม ไร้ศาสนาและทรัพย์สิน หรือหมดหนทาง ก็คือความรุนแรง ถ้าผมเอาปืนจ่อหัวคุณ และอาศัยในย่านนักเลง ผมสำคัญขึ้นมาทันที คะแนนจากศูนย์ไปเต็มสิบ ผมมั่นใจแค่ไหนว่า คุณจะตอบสนองผม? เต็มสิบเลย ใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป มันคงตื่นเต้นดี เหมือนที่ปีนเข้าไปในถ้ำ แล้วเข้าไปให้สุด ทั้งหลากหลายและไม่แน่นอน และมันสำคัญ จริงไหม? คุณจึงเสี่ยงชีวิตเพื่อมัน นั่นคือเหตุที่เรามีความรุนแรงมาตลอด และจะคงมีต่อไป เว้นแต่จะมีการเปลี่ยนแปลงทางความคิด ของคนทั้งเผ่าพันธ์ มีเป็นล้านวิธีที่จะทำให้ตนสำคัญ แต่จะสำคัญได้ คุณต้องโดดเด่นและแตกต่าง

12:38 สิ่งที่จำเป็นคือ ความรักและความสัมพันธ์ ซึ่งเป็นข้อที่สี่ เราล้วนต้องการมัน คนส่วนใหญ่จะหยุดอยู่แค่การรู้จัก เพราะความรักนั้นน่ากลัวเกินไป ไม่อยากเจ็บ ใครเคยเจ็บจากความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง พูดว่า “ใช่” (หัวเราะ) ถ้าคุณไม่ยกมือ คุณโกหกแน่ๆ ผมรู้ (หัวเราะ) และคุณจะต้องเจ็บปวดอีก ผมพูดซะให้รู้สึกดีเลยว่ามั้ย? (หัวเราะ) แต่ความจริงคือ เราต้องการมัน โดยอาศัยความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง อาศัยมิตรสหาย การอธิษฐาน การเดินป่า ถ้าไม่ได้ผลก็หาหมามาเลี้ยง ไม่เอาแมวนะ หาหมามาเลี้ยง เพราะถ้าคุณปล่อยมันไว้สองนาที มันทำเหมือนคุณ จากมันไปหกเดือน ตอนคุณโผล่มาในไม่กี่นาทีต่อมา (หัวเราะ)

13:11 เอาละ สี่ข้อแรกนั้น ทุกๆคนหาทางบรรลุมันได้ แม้ว่าคุณอาจโกหกตัวเอง คุณต้องมีสองบุคลิก แต่สองข้อหลังนี่ซิ สื่ข้อแรกนั้นเรียกว่า ความจำเป็นทางบุคคล ผมเรียกอย่างนั้น สองข้อสุดท้ายคือความจำเป็นทางจิตใจ นั่นคือที่มาของการเติมเต็มชีวิต คุณไม่สามารถเติมเต็มได้ จากสี่ข้อแรก คุณอาจหาทาง สูบบุหรี่ ดื่มเหล้า หรืออะไรก็ตาม เพื่อบรรลุสี่ข้อแรก แต่สำหรับสองข้อหลัง เช่นข้อห้า คุณต้องเติบโตขึ้น เราที่นี่ต่างรู้คำตอบนี้ ถ้าไม่เติบโตจะเป็นอย่างไร หากความสัมพันธ์ไม่เติบโต ถ้าธุรกิจไม่เติบโต ถ้าคุณไม่เติบโต มันไม่สำคัญว่าคุณมีเงินเท่าไหร่ มีเพื่อนกี่คน มีคนรักคุณกี่คน คุณรู้สึกเหมือนตกนรก และเหตุที่ต้องเติบโตขึ้นคือ เรามีสิ่งที่จะให้ผู้อื่น

13:48 เพราะข้อที่หกคือการช่วยผู้อื่น เพราะเราต่างก็รู้ว่า ถึงแม้จะฟังดูเชย ความลับของการใช้ชีวิตคือการให้ ชีวิดไม่ใช่มีแต่เรื่องของตน เป็นเรื่องของเรา วัฒนธรรมนี้ก็รู้ คนที่นี่ก็รู้เช่นนั้น มันน่าตื่นเต้นเมื่อเห็นนิโคลัสขึ้นมาพูดถึง คอมพิวเตอร์ร้อยเหรียญของเขา สิ่งที่น่าตื่นเต้นแท้จริงคือ อัจฉริยะท่านนี้ ได้ค้นพบว่าชีวิดเขาเกิดมาเพื่ออะไร สัมผัสใด้ถึงความแตกต่างในตัวเขา มันวิเศษมาก เหตุผลของเขาสัมผัสผู้อื่นได้ ในชีวิดผมเอง ผมสัมผัสได้ถึงสิ่งนี้เมื่อตอนอายุ 11 ขวบ ในวันขอบคุณพระเจ้า ไม่มีเงิน ไม่มีอาหาร และเราจะไม่ยอมทนหิว แต่พ่อผมก็กำลังแย่สุดๆ แม่ผมก็กำลังจะบอกเขา ว่าเขาแย่แค่ไหน และแล้วมีคนมาเคาะประตู มาส่งอาหารให้ พ่อผมตัดสินใจได้สามเรื่อง ผมรู้ว่ามันคืออะไร เขามองว่า “นั่นคือสื่งของบริจาค” มันแปลว่าอะไร ฉันไร้ค่า ฉันต้องทำอะไร จากครอบครัวนี้ไป” ซึ่งเขาก็ไป มันเป็นประสบการณ์ที่เจ็บปวดที่สุด นำมาซี่งหนทางใหม่ในการตัดสินใจสามข้อของผม ผมพูดว่า “อย่างน้อยเราก็มีอาหารกิน” แหม หลักการล้ำเลิศ (หัวเราะ)

14:43 ข้อสอง แต่สิ่งนี้เปลี่ยนแปลงชีวิดผม และมันบ่มเพาะความเป็นมนุษย์ของผม “ของขวัญจากใครสักคน ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นใคร” พ่อบอกเสมอว่า “ไม่มีใครสนใจเราหรอก” แล้วอยู่ดีๆ มีใครก็ไม่รู้ เอาอาหารมาให้ครอบครัวเรา โดยไม่หวังอะไรตอบแทน มาห่วงใยเรา มันทำให้ผมเชื่อว่า “คนแปลกหน้า ก็ห่วงใยเรา” และนั่นทำให้ผมตัดสินใจได้ว่า ถ้าคนแปลกหน้าห่วงใยครอบครัวผม ผมก็ห่วงใยเขา ผมจะทำอย่างไร ผมต้องทำอะไรสักอย่าง ทำให้เกิดความแตกต่าง ดังนั้นเมื่อผมอายุ 17 ผมออกไป ในวันขอบคุณพระเจ้า ปีนั้นผมมีเป้าที่จะ หาเงินพอที่จะเลี้ยงสองครอบครัว เป็นความสุขที่สุดที่ผมเคยทำในชีวิด ตื้นตันใจที่สุด ปีต่อมาเป็นสี่ครอบครัว ผมไม่ได้บอกใครในสิ่งที่ทำ ปีต่อมาเป็น แปด ผมไม่ได้ทำเพื่อคะแนน แต่หลังจากแปด ผมได้คิดว่าผมน่าจะหาคนช่วย (หัวเราะ)

15:22 และแน่นอน ผมออกไปอีกครั้ง ผมชวนเพื่อนๆมา และขยายจำนวนผู้ร่วมงาน เมื่อได้ถึง 11 คน ผมก็จัดตั้งมูลนิธิ ปัจจุบันผ่านไป 18 ปีแล้ว ผมภูมิใจที่จะบอกว่า ปีที่แล้ว เราเลี้ยงคนสองล้านคนใน 35 ประเทศโดยผ่านมูลนิธินี้ ในช่วงวันหยุด ในวันขอบคุณพระเจ้า วันคริสต์มาส (ปรบมือ) ในประเทศต่างๆทั่วโลก มันช่างวิเศษ (ปรบมือ) ขอบคุณครับ (ปรบมือ) ผมไม่ได้พูดเพื่อโอ้อวด ผมพูดเพราะผมภูมิใจ ในความเป็นคน เพราะพวกเขาต่างตื่นเต้นที่จะให้ เมื่อพวกเขาได้รับประสบการณ์นั้น ไม่ได้ดีแต่พูด

15:50 ท้ายสุด เวลาใกล้จะหมดแล้ว เป้าหมายที่หล่อหลอมคุณ นั่นคือสิ่งที่แตกต่างจากคนสู่คน เราต่างมีความต้องการ คุณเป็นพวกไม่เสี่ยงหรือ นั่นคือสิ่งที่ให้ค่าสูงสุดหรือ หรือชอบเสี่ยง ผู้ชายคนนี้คงไม่ใช่พวกกลัวเสี่ยงตาย ถ้าเขาอยากปีนเข้าไปในถ้ำเหล่านั้น คุณขับเคลื่อนด้วยความสำคัญ หรือความรัก? เราต้องการทั้งหกอย่าง แต่อย่างไรก็ตาม ระบบนำร่องของคุณ เบนเข็มไปในทิศต่างๆกัน เมื่อคุณไปในทิศทางนั้น ก็จะมีเป้าหมายหรือชะตาของตนเอง ส่วนที่สองคือแผนที่ เหมือนระบบควบคุมการทำงาน ที่บอกให้ไปถึงได้อย่างไร สำหรับบางคนแผนที่ก็คือ “ฉันจะช่วยชีวิตคน แม้ว่าต้องตายแทนคนอื่น” เขาจึงเป็นนักดับเพลิง แต่สำหรับบางคน “ฉันต้องฆ่าคนเพื่อให้ได้มา” พวกเขาพยายามบรรลุ ความต้องการสำคัญตน ใช่ไหม? พวกเขาทำเพื่อพระเจ้า เพื่อครอบครัว แต่เขาได้แผนที่คนละฉบับ

16:31 มีความเชื่อแตกต่างกันอยู่ 7 อย่างซึ่งผมไม่สามารถพูดได้ เดี๋ยวหมดเวลาเสียก่อน ข้อสุดท้ายคืออารมณ์ ส่วนหนึ่งของแผนที่เป็นเหมือนเวลา บางคนคิดว่า ระยะเวลายาวนานคือ 100 ปี คนอื่นอาจแค่ 3 วินาที และนั่นคือเวลาที่ผมมีเหลือ (หัวเราะ) และข้อสุดท้ายที่ผมพูดไปแล้ว เป็นเรื่องคุณ ถ้าคุณมีเป้าหมายและมีแผนที่ เช่น ผมไม่สามารถใช้กูเกิล เพราะว่าผมชอบแมค และแผนที่ในแมค ยังไม่ดีพอ — ถ้าคุณใช้ MapQuest — มีกี่คนที่ พลาดไปใช้ MapQuest กันบ้าง? (หัวเราะ) คุณใช้มันแล้วคุณไปไม่ถึงที่ ลองคิดดูซิ ถ้าความเชื่อของคุณรับประกันให้คุณไปไม่ถึงที่หมาย (หัวเราะ)

17:03 ข้อสุดท้ายคืออารมณ์ สิ่งที่จะพูดเรื่องอารมณ์คือว่า เรามีถึง 6000 อารมณ์ ที่มีคำศัพท์ระบุไว้ในภาษาอังกฤษ ซึ่งนั่นเป็นเพียงตัวอย่างของคำเรียก ซึ่งเปลี่ยนไปตามภาษาที่ใช้ แต่ถ้าเป็นอารมณ์หลักๆ ถ้ามีเวลา ผมจะมีสัก 20000 คนหรือสักพันคน และให้พวกเขาเขียนอารมณ์ทั้งหมดที่ประสบมา ในแต่ละสัปดาห์ และให้เวลาเท่าที่ต้องการ เขียนลงในด้านหนึ่งว่าเป็น อารมณ์บวก อีกด้านเป็น อารมณ์ลบ ลองทายดูว่าได้อารมณ์กี่แบบ? น้อยกว่า 12 และครึ่งหนึ่งทำให้รู้สึกแย่มาก ดังนั้นเขาได้สักห้าหรือหก อารมณ์ที่รู้สึกดี ก็คงประมาณว่า “สุข สุข ตื่นเต้น ฉิบหาย หงุดหงิด หงุดหงิด พ้ายแพ้ เศร้าสร้อย” มีกี่คนที่รู้จักคนที่ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ก็หาเรื่องฉุนเฉียวจนได้ กี่คนที่รู้จักคนแบบนี้? (หัวเราะ) หรือ ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น เขาหาทางที่จะมีความสุขหรือเร้าใจได้ มีกี่คนที่รู้จักคนแบบนี้บ้าง?

17:51 ตอนเหตุการณ์ 9/11 — ผมจะจบด้วยเรื่องนี้นะ — ผมอยู่ที่ฮาวาย ผมอยู่กับคน 2,000 คนจาก 45 ประเทศ เราแปลกัน 4 ภาษา ตลอดการฝึกอบรม ที่จัดขึ้นหนึ่งสัปดาห์ คืนก่อนหน้านั้นเรียกว่า “การควบคุมอารมณ์” ผมขึ้นไปโดยไม่ได้เตรียมเรื่องที่จะพูด เราจุดพลุ เฮฮา เราเล่นกันอย่างเต็มที่ ท้ายสุดผมก็หยุดทุกสิ่ง ผมมีแผนว่าจะพูด แต่ผมไม่ได้พูดสิ่งที่ผมคิด และทันใดนั้นผมก็บอกเขาว่า “คนเราเริ่มใช้ชีวิตจริงๆ เมื่อไร? เมื่อเผชิญกับความตาย” จากนั้นผมก็เล่าเรื่องราวที่ว่า ถ้าคุณกำลังออกจากเกาะนี้ในเก้าวันข้างหน้า แล้วคุณกำลังจะตาย คุณจะโทรหาใคร จะบอกเขาว่าอะไร คุณจะทำอะไร? มีหญิงคนหนึ่ง ในคืนที่เกิดเหตุการณ์ 9/11 หญิงผู้นั้นมาที่สัมมนาและเล่าว่า แฟนเก่าเธอถูกลักพาตัวไป และถูกฆาตกรรม แฟนใหม่ของเธอได้ขอเธอแต่งงาน แต่เธอปฏิเสธไป

18:39 เขาบอกเธอว่า “ถ้าคุณไปงานที่ฮาวาย เรื่องของเราถือว่าจบกัน” เธอบอกเขาไปว่า “มันจบแล้ว” เสร็จงานคืนนั้นเธอโทรหาเขา และฝากข้อความไว้ — นี่เป็นเรื่องจริง — บนตึกเวิล์ดเทรดเซ็นเตอร์ ณ ที่ทำงานเขา เธอบอกว่า “ที่รัก ฉันรักเธอ ฉันเพียงอยากให้เธอรู้ว่า ฉันอยากแต่งงานกับคุณ ฉันช่างโง่จัง” เมื่อตอนเธอหลับอยู่ เพราะเวลาของเราคือตีสาม ตอนที่เขาโทรกลับมา จากยอดตึกเขาบอกว่า “ที่รัก ผมพูดไม่ออกว่ามันมีความหมายแค่ไหน ผมไม่รู้จะบอกคุณว่าอย่างไร แต่คุณได้ให้ของขวัญที่วิเศษสุด เพราะว่าผมกำลังจะตาย” และเธอเล่นเทปนั้นให้พวกเราฟังในห้อง เธอไปในรายการ Larry King ซึ่งเขาได้ถามว่า “คุณคงสงสัยว่า เกิดเรื่องแบบนี้ถึงสองครั้งได้อย่างไร” และเขาพูดว่า “ผมบอกได้แต่ว่า คงเป็นสัญญาณจากพระเจ้า ทุกวันต่อจากนี้ไป คือการให้ และรักให้หมดใจ อย่าให้มีอะไรหยุดคุณได้อีก” เมื่อจบลง ชายคนหนึ่งลุกขึ้น และพูดว่า “ผมมาจากปากีสถาน ผมเป็นมุสลิม ผมอยากจะกุมมือคุณและบอกว่า ผมเสียใจ แต่มันเป็นกรรมตามสนอง” ผมไม่สามารถเล่าเรื่องที่เหลือ เพราะผมหมดเวลาแล้ว (หัวเราะ) 10 วินาที (ปรบมือ)

19:48 10 วินาที ด้วยความเคารพ ผมขอเพียง 10 วินาที ผมบอกได้แต่เพียงว่า ผมพาชายผู้นี้มาขึ้นเวที พร้อมกับชายอีกคนจากนิวยอร์ก ผู้เคยทำงานที่ World Trade Center เพราะว่าผมรู้จักประมาณ 200 คนจากนิวยอร์ก มากกว่า 50 คน เสียบริษัท เสียเพื่อน ขีดค่าชื่อ ที่อยู่ในมือถือ — มีหญิงนักลงทุน หญิงเหล็ก เสียงดัง ตัดชื่อเพื่อน 30 คนทิ้ง เพราะพวกเขาตายหมด และผมพูดว่า “จะทำอย่างไรต่อไป? มันมีความหมายอย่างไร และเราจะทำอะไรต่อไป?”

20:13 ผมชักนำกลุ่มให้ผู้คนสนใจ ถ้าคุณไม่ได้สูญเสียใครในวันนี้ เป้าหมายวันนี้ก็คือ จะช่วยผู้อื่นอย่างไร ยังมีผู้คนอีกมากมาย — มีหญิงคนหนึ่งลุกขึ้นตะโกนด้วยความโกรธ ผมรู้ทีหลังว่าเธอไม่ได้มาจากนิวยอร์ก เธอไม่ใช่อเมริกัน เธอไม่รู้จักใครที่นั่น ผมถามเธอว่า “คุณโมโหตลอดเลยหรือ?” เธอตอบว่า “ใช่” คนผิดย่อมรู้สึกผิด คนเศร้าย่อมรู้สึกเศร้า และผมได้นำชายทั้งสองมาทำการเจรจากันทางอ้อม ชาวยิวที่ผ่านสงครามโลก ชาวนิวยอร์ก ผู้ซึ่งอาจตายถ้าเขาไปทำงานในวันนั้น และชายอีกคน ผู้ต้องการเป็นผู้ก่อการร้าย และผมเก็บภาพการร่วมมือกันบนแผ่นฟิล์ม ซึ่งผมยินดีที่จะส่งให้คุณได้ดู ให้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นแทนที่จะฟังจากผม แต่ทั้งคู่ไม่เพียงมาร่วมกันเพื่อ เปลี่ยนความเชื่อต่อโลกใบนี้ แต่พวกเขาทำงานร่วมกันเพื่อนำ ตลอดสี่ปีที่ผ่านมา ผ่านสุเหร่าและโบสถ์ยิว นำความคิด ของการสร้างสันติภาพ และเขาเขียนหนังสือที่ชื่อว่า “สงครามศักดิ์สิทธิ์ หนทางสู่สันติของข้าฯ” เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

21:01 สิ่งที่ผมเชิญชวนให้ท่านทำคือ ค้นหาเครือข่ายท่านดู เครือข่ายที่นี่ ทั้งความต้องการ ความเชื่อ อารมณ์ที่ควบคุมคุณอยู่ เพื่อสองเหตุผล: เพื่อเป็นผู้ให้ที่มากขึ้น และผู้รับที่มากขึ้น เราต่างต้องการทำ เพราะการให้ คือสิ่งที่เติมคุณให้เต็ม และข้อสอง เพื่อให้คุณได้เห็นค่า ไม่เพียงแต่เข้าใจ นั่นมันแค่ความคิด ในสมอง แต่ให้เห็นคุณค่าในสื่งขับเคลื่อนผู้อื่น มันเป็นวิธีเดียวที่โลกเราจะเปลี่ยนได้ ขอให้พระเจ้าคุ้มครองคุณ ขอบคุณครับ ผมหวังว่าสิ่งนี้เป็นประโยชน์ (ปรบมือ)

21 ข้อที่คนรวยคิดต่าง 21 Ways Rich People Think Differently

1. คนทั่วไปคิดว่า “เงิน” นำมาซึ่งปัญหา แต่คนรวยคิดว่า “ความยากจน” นำมาซึ่งปัญหา
Average people think MONEY is the root of all evil. Rich people believe POVERTY is the root of all evil.

2. คนทั่วไปคิดว่า การเห็นแก่ตัวคือเรื่องที่แย่ แต่คนรวยมองว่าการเห็นแก่ตัวคือเรื่องที่ดี : Siebold บอกว่า สาเหตุที่ทำให้พวกเขา(คนจน)ยังคงไม่รวยอยู่ต่อไป เพราะคิดถึงตัวเองน้อยไป
Average people think selfishness is a vice. Rich people think selfishness is a virtue.

3. คนทั่วไปลองเล่นหวยเผื่อรวย คนรวยทำงานเพื่อให้รวย
Average people have a lottery mentality. Rich people have an action mentality.

4. คนทั่วไปคิดว่าการศึกษาทั่วไปคือเรื่องสำคัญและนำไปสู่ความร่ำรวย แต่คนรวยเชื่อว่าความรู้เฉพาะเป็นด้านๆ สำคัญที่สุด
Average people think the road to riches is paved with formal education. Rich people believe in acquiring specific knowledge.

5. คนทั่วไป คิดถึงวันดีๆ ในอดีต และ ปรารถนาจะกลับไป คนรวยมองแต่ข้างหน้า
Average people long for the good old days. Rich people dream of the future.

6. คนทั่วไปมองเงินด้วยอารมณ์ คนรวยมองเงินด้วยเหตุผล
Average people see money through the eyes of emotion. Rich people think about money logically.

7. คนทั่วไปหาเงินจากการทำสิ่งที่ไม่ชอบ ไม่รัก คนรวยทำสิ่งที่เขารัก
Average people earn money doing things they don’t love. Rich people follow their passion.

8. คนทั่วไปไม่ตั้งเป้าสูงเกินเพราะกลัวผิดหวัง แต่คนรวยกล้าตั้งเป้าให้สูงที่สุด และท้าทายตัวเอง
Average people set low expectations so they’re never disappointed. Rich people are up for the challenge.

9. คนทั่วไปเชื่อว่า ต้อง “ทำ” อะไรซักอย่างถึงจะรวย แต่คนรวยคิดว่า ต้อง “เป็น” อะไรซักอย่าง ถึงจะรวย
Average people believe you have to DO something to get rich. Rich people believe you have to BE something to get rich.
0228_billionaires-kors-sandberg-ho-zuckerberg-dangote-lauder_650x455
10. คนทั่วไปคิดว่าต้องมีเงิน ถึงจะนำเงินไปทำให้รวย แต่คนรวยใช้เงินคนอื่น ทำให้ตัวเองรวย
Average people believe you need money to make money. Rich people use other people’s money.

11. คนทั่วไปคิดว่าตลาด ขับเคลื่อนด้วยเหตุผล คนรวยคิดว่าตลาดขับเคลื่อนด้วยอารมณ์ และความอยากได้อยากมีของมนุษย์
Average people believe the markets are driven by logic and strategy. Rich people know they’re driven by emotion and greed.

12. คนทั่วไปใช้เงินเกินตัว คนรวยใช้เงินประหยัด
Average people live beyond their means. Rich people live below theirs.

13. คนทั่วไปสอนลูกให้อยู่รอด คนรวยสอนลูกถึงวิธีที่ทำให้รวย
Average people teach their children how to survive. Rich people teach their kids to get rich.

14. คนทั่วไปเอาเรื่องเงินมาทำให้เครียด คนรวยสงบนิ่งในความมั่งคั่งของตน
Average people let money stress them out. Rich people find peace of mind in wealth.

15. คนทั่วไปอยากสนุก มากกว่าเรียนรู้ คนรวยอยาก เรียนรู้มากกว่าสนุก
Average people would rather be entertained than educated. Rich people would rather be educated than entertained.

16. คนทั่วไปมองว่าคนรวยหยิ่ง คนรวยชอบอยู่กับคนที่คิดเหมือนๆ กัน
Average people think rich people are snobs. Rich people just want to surround themselves with like-minded people.

17. คนทั่วไปชอบออมเงิน คนรวยชอบหาเงิน
Average people focus on saving. Rich people focus on earning.

18. คนทั่วไปชอบเพลย์เซฟกับเงิน คนรวยรู้ว่าเมื่อไหร่ต้องกล้าเสี่ยง
Average people play it safe with money. Rich people know when to take risks.

19. คนทั่วไปชอบอะไรที่สบายๆ แต่คนรวยชอบความท้าทาย หาความสบายในความไม่แน่นอน
Average people love to be comfortable. Rich people find comfort in uncertainty.

20. คนทั่วไปไม่เคยมองความสัมพันธ์ระหว่างเงินกับสุขภาพ คนรวยคิดว่าเงินช่วยชีวิตพวกเขาได้
Average people never make the connection between money and health. Rich people know money can save your life.

21. คนทั่วไปคิดว่า อาจต้องเลือกระหว่างครอบครัว กับความรวย แต่คนรวยเอาทุกอย่าง
Average people believe they must choose between a great family and being rich. Rich people know you can have it all.

http://www.businessinsider.com/how-rich-people-think-differently-from-the-poor-2012-8?op=1
http://www.kiitdoo.com/21-ข้อที่-คนรวย-คิดต่าง/

11 เรื่องที่โรงเรียนไม่มีสอน ข้อคิดดีๆจาก บิล เกตส์

เชื่อว่าถ้าเพื่อนๆ ได้อ่าน ข้อคิดดีๆ จาก บิล เกตส์ เจ้าของไมโครซอฟท์ ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ (คนที่รวยติดอันดับต้นๆของโลก นิตยสารฟอบส์ได้จัดอันดับให้ บิลล์ เกตส์ เป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกหลายปีติดต่อกัน) รู้ไหมว่า คนที่เรียนไม่เก่ง เรียนไม่จบนั้น เขาประสบความสำเร็จได้อย่างไร ลองอ่านดูคะ 11 เรื่องที่โรงเรียนไม่มีสอน ข้อคิดดีๆจาก บิล เกตส์

11-ข้อคิดดีๆจาก-บิล-เกตส์417571_485729621455813_1879770679_n

11 เรื่องที่โรงเรียนไม่มีสอน ข้อคิดดีๆจาก บิล เกตส์

กฎข้อที่ 1 ชีวิตนี้ไม่ยุติธรรมนักหรอก ทำความเคยชินกับมันซะเถอะ

กฎข้อที่ 2 โลกไม่สนใจหรอก ว่าคุณจะมั่นใจในตัวเองแค่ไหน แต่โลกนี้คาดหวัง ความสำเร็จ ที่เกิดจากความมั่นใจของคุณต่างหาก

กฎ ข้อที่ 3 ไม่มีทางที่คุณจะทำเงินได้ปีละ 60,000 เหรียญ (เกือบ 2 ล้าน) ทันทีที่เพิ่งจบมัธยม และ ก็อย่าหวังเลยว่าจะได้เป็นประธานบริษัทที่มีรถประจำตำแหน่งพร้อมโทรศัพท์ใน รถส่วนตัวด้วย

กฎข้อที่ 4 ถ้าคุณคิดว่า อาจารย์กำลังสอนบทเรียนอันน่าเบื่อ ลองไปทำงาน แล้วเจอกับเจ้านายสิ

กฎข้อที่ 5 การคิดคำแสลงใหม่ๆ ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะปู่ย่าตายายของคุณก็เคยทำมาก่อน

กฎข้อที่ 6 ชีวิตที่ยุ่งเหยิงของคุณ ไม่ใช่ความผิดของพ่อแม่ เลิกคร่ำครวญเกี่ยวกับสิ่งที่พลาดไปแล้ว แต่จงเรียนรู้จากมัน

Gates

กฎ ข้อที่ 7 ก่อนที่คุณจะเกิด พ่อแม่ไม่ได้น่าเบื่อเหมือนที่คุณรู้สึกตอนนี้ พวกเขาต้องทำงานอย่างหนัก มาจ่ายบิลต่าง ๆ ต้องซักเสื้อผ้าให้กับคุณ พวกเขาต้องอดทนฟังคุณคุยอวดในเรื่องไม่เข้าท่า ดังนั้น ถ้าคุณคิดจะทำเรื่องใหญ่ๆอะไรก็ตาม เช่น ช่วยอนุรักษ์ป่าฝนรุ่นบรรพบุรุาจากการถูกปรสิตทำลาย ช่วยกำจัดเห็บเหาที่มันแพร่พันธุ์ในตู้เสื้อผ้ารกๆ ของคุณซะก่อน

กฎ ข้อที่ 8 ชีวิตในโรงเรียนอาจตัดสินคุณว่าเป็นผู้ชนะหรือแพ้ แต่ชีวิตจริง ไม่ใช่ บางโรงเรียนสอนการเป็นผู้แพ้ด้วยซ้ำไป แถมยังให้โอกาศคุณมากมายในการทำสิ่งที่ถูกต้อง พูดง่ายๆ ก็คือ ชีวิตในโรงเรียน ไม่เหมือนชีวิตจริงหรอก

กฎข้อที่ 9 ชีวิต ไม่ได้แบ่งเป็นเทอมๆ ไม่มีช่วงซัมเมอร์ให้คุณไปค้นหาตัวตน

กฎ ข้อที่ 10 สิ่งที่เกิดขึ้นในโทรทัศน์ ไม่ใช่ชีวิตจริง เพราะในชีวิตจริง ผู้คนต้องรีบเช็คบิลจากร้านกาแฟ และตรงดิ่งไปทำงาน (เราจะเห็นว่าในละครส่วนใหญ่ คนมักออกจากที่ทำงานมาคุยกันที่ร้านกาแฟ)

กฎข้อ 11 เป็นมิตรกับความ เนิร์ด แล้ว ชีวิตคุณจะไม่ต้องเป็นลูกจ้างใครอีกต่อไป

อยากรู้คลิ๊กแรงๆ >>ที่มาของคำว่า เด็กเนิร์ด!

Bill Gates

เรียบเรียง teen.mthai อ้างอิง littlefiine.com

The Law of Success ศาสตร์แห่งความสำเร็จ

The Law of Success เป็นหนังสือที่ได้รับการยอมรับสูงสุดจนเรียกได้ว่า เป็นหนังสือต้นแบบของหนังสือ Self-improvement ในปัจจุบัน ผู้แต่งคือ Dr. Napoleon Hills ท่านผู้นี้มีความสามารถและโด่งดังจนได้รับความไว้วางใจ ให้เป็นที่ปรึกษาของ ประธานาธิบดี อเมริกา ถึงสามสมัย ผู้แต่งใช้เวลา รวบรวมข้อมูลนานกว่า 20 ปีในการสัมภาษณ์บุคคล ที่ประสบความสำเร็จทั่วทั้ง สหรัฐอเมริกา เพื่อนำข้อมูล ดังกล่าวมาวิเคราะห์ว่า บุคคลเหล่านี้มีมุมมองและแนวคิดอย่างไร ที่นำพาไปสู่ความสำเร็จ ตัวอย่างบุคคลดังกล่าวคือ Henry Ford, Firestone, Thomas Edison เป็นต้น

ใจความสำคัญของหนังสือประกอบด้วยกฎทองคำ 16 ประการ เกี่ยวกับหลักปฏิบัติของผู้ที่ประสบความสำเร็จได้แก่

1. อภิจิต

คือกลุ่มคนตั้งแต่สองคนขึ้นไปที่มีแนวความคิดไปในทางเดียวกัน และมีความปรารถนาดีซึ่งกันและกัน คนที่จะประสบความสำเร็จ ได้จะต้องมี บุคคลเหล่านี้มาร่วมชีวิตหรือร่วมงานเพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลกันจนเป้าหมายที่ตั้งไว้ประสบความสำเร็จ แต่มีข้อควรระวัง ประการหนึ่งคือ คนที่คิดไม่เหมือนกับเรา ก็ไม่ได้หมายความว่า จะต้องเป็นศัตรูกับเราเสมอไป เพราะในการทำงานความคิด ที่แตกต่างในเชิงสร้างสรรค์ ย่อมเป็นสิ่งดีที่จะช่วยสร้างนวัตกรรมใหม่ได้ ดังนั้น คนที่จะเราจะเลือกมาอยู่ในทีมควร มีคนที่คิดแตกต่างแต่ไม่แปลกแยกรวมอยู่ด้วย การสร้างอภิจิตคือ การเลือกคบคน ที่จะเข้ามาในชีวิตของเราอันได้แก่ สามีภรรยา เพื่อนสนิท เป็นต้น คนเหล่านั้นจะต้องมีจิตใจที่ดี มีความเข้มแข็ง มีความเอื้ออาทร จริงใจ เต็มใจที่จะร่วมหัวจมท้ายกับเรา และมีความสามารถ ส่วนผู้ร่วมงาน ควรเลือกคนดี มีความสามารถ มีความขยันขันแข็ง หนักงาน ไม่คิดเล็กคิดน้อย ใจกว้าง และรู้จักเสียสละเพื่อส่วนรวม

2. มีเป้าหมายที่สำคัญและแน่นอน

การมีเป้าหมายที่สำคัญและแน่นอนจะทำให้ทุก ๆ พฤติกรรมของเราทั้ง การพูด ความคิด และการกระทำไม่เสียเวลาไปกับเรื่องไร้สาระ คนที่จะมีเป้าหมายที่สำคัญและแน่นอนได้ จะต้องรู้ว่า ตนเองมีความชอบ มีความถนัดในงานประเภทใดบ้าง และอยากจะเป็นอะไรในอนาคต การจะรู้ว่า ตนเองชอบสิ่งใดนั้น จะต้องรู้จักสังเกตอารมณ์ของตัวเองว่า เมื่อไรเราทำสิ่งใดแล้ว มีความสุขหรือเมื่อเจอคนในอาชีพใดแล้ว เรารู้สึกประทับใจ ส่วนความถนัดสามารถรู้ได้จาก คำชมจากคนรอบข้างว่า เราเก่งในเรื่องใดบ้าง เป็นต้น เมื่อมีเป้าหมายแล้ว ให้สร้างเป็น มโนภาพภายในจิตใจ และเขียนติดไว้ในห้องนอนอ่านทบทวนทุกวัน เพื่อสื่อกับจิตใต้สำนึกของเราเอง นอกจากนั้น เป้าหมายของเราควรเก็บไว้ เป็นความลับ จะบอกกล่าวได้ก็แต่คนที่เข้าใจเราจริง ๆ เช่น สามีภรรยา หรือเพื่อนสนิทเท่านั้น เพราะมนุษย์ทุกคนล้วนมีความลังเลสงสัย ดูถูกดูแคลน และอิจฉาริษยาอยู่ตลอดเวลา น้อยคนนักที่จะเชื่อและช่วยเสนอแนวทางให้ไปถึงซึ่งเป้าหมายนั้น และสิ่งสำคัญที่สุดคือ เราจะต้องไม่ยอมแพ้กับความยากลำบากทั้งปวง ถึงแม้ว่าจะต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจสักเพียงไหนและจะต้องใช้เวลานาน สักเพียงใด เราต้องทำได้เพราะ “ท่านทำได้ ถ้าท่านคิดว่า ท่านทำได้”

3. มีความมั่นใจในตัวเอง

ความมั่นใจเกิดจาก การรู้จักตนเองอย่างถ่องแท้ทุกแง่ทุกมุม ทั้งจุดแข็งและจุดอ่อน ความชอบและไม่ชอบอะไรบ้าง สิ่งเหล่านี้จะทำให้เรา ไม่เห่อเหิมไปตามคำเยินยอของผู้อื่น เพราะเรารู้อยู่แล้วว่า เรามีจุดแข็งในด้านนี้ และเมื่อถูกวิพากษ์วิจารณ์เราก็จะไม่ห่อเหี่ยวเศร้าใจ หรือโมโห โกรธามากจนเกินไปนักเพราะเรารู้อยู่แล้วว่าเป็นจุดอ่อนซึ่งเรากำลังพยายามปรับปรุงแก้ไขอยู่และขอน้อมรับคำติชมด้วยความเต็มใจ ผู้แต่งได้เสนอวิธีการสร้างความมั่นใจคือ

1. ขจัดความกลัว มนุษย์ทุกคนมีความกลัวอยู่ 6 ประการ ได้แก่

  • กลัวความยากจน ความยากจนป้องกันได้ด้วยการมีนิสัยประหยัดอดออมและรู้จักใช้จ่ายอย่างพอดี
  • กลัวความชราภาพ สังขารย่อมร่วงโรยไปตามสภาวะธรรมชาติแต่จิตใจของเราต่างหากจะต้องไม่ร่วงโรยไปตามร่างกาย ป่วยกายแต่อย่าป่วยจิต
  • กลัวถูกวิพากษ์วิจารณ์ มนุษย์ส่วนใหญ่รวมทั้งตัวเราเอง มักจะมองเห็นส่วนที่ไม่ดีของผู้อื่นได้อย่างรวดเร็ว และชัดเจนมากกว่า ส่วนดีซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา ฉะนั้น เมื่อโดนวิพากษ์วิจารณ์เราต้องเลือกใส่ใจกับคำวิจารณ์ที่มาพร้อมกับทางแก้เท่านั้น คนที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างเดียว เราก็รับฟังแต่จะไม่ใส่ใจแม้ว่าจะเป็นเรื่องจริงก็ตามที
  • กลัวสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก ยามรักกันอะไรก็ดูดีไปเสียทุกอย่าง มนุษย์จึ่งไม่อยากสูญเสียสิ่งเหล่านี้ไป แต่ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ ไม่มีสิ่งใดจีรังยั่งยืน การพลัดพรากเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไปเสียไม่ได้
  • กลัวสุขภาพเสื่อมโทรม หากเราดูแลสุขภาพให้ดีเสียตั้งแต่ต้น เริ่มตั้งแต่การเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และพักผ่อนให้เพียงพอ เมื่อดูแลสุขภาพดีก็ไม่จำเป็นต้องกลัวว่า มันจะเสื่อมโทรมไปก่อนวัยอันควร
  • กลัวความตาย ความตายเป็นเรื่องธรรมชาติ หากตอนยังมีชีวิตอยู่เราได้ให้ความเอาใจใส่ดูแลคนที่เรารักเป็นอย่างดีแล้ว การอยู่หรือการตาย ย่อมไม่ต่างกันเพราะคน ๆ นั้น จะอยู่ในใจของเราตลอดไป

2. มองโลกในแง่ดี คิดแต่ด้านบวก

  • ปัญหาทุกอย่างย่อมมีทางแก้ เพียงแต่เราหาทางแก้แล้วหรือยัง
  • มองสถานการณ์ปัญหาต่าง ๆ ให้ทะลุปรุโปร่ง เลวร้ายที่สุดของเรื่องนี้คืออะไร มีอะไรที่จะช่วยบรรเทาปัญหาเหล่านั้นได้บ้าง เมื่อเราสามารถคลี่คลายปัญหาต่าง ๆ ได้ เราจะเกิดความมั่นใจในตัวเองทันที

 

4. นิสัยประหยัดอดออม

คนที่ปรารถนาที่จะประสบความสำเร็จ จะต้องรู้จักประหยัดอดออม เพราะจะทำให้รู้คุณค่าของเงิน และเมื่อจะต้องลงทุน ทำสิ่งใดจึงไม่ผลีผลามและลงทุนตามความเหมาะสม โอกาสที่จะผิดพลาดย่อมมีน้อย จึงทำให้ประสบความสำเร็จได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

5. มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และมีความเป็นผู้นำ

คนที่จะเป็นผู้นำได้จะต้องมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์เพื่อใช้ในการปรับปรุงผลงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น คนที่จะมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ได้จะต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้
1) มองสถานการณ์เหนือกว่าผู้อื่น
2) มีสิ่งที่คนอื่นไม่มี
3) ลงมือทำ เลิกผลัดวันประกันพรุ่ง
4) มีพลังชีวิต มีความกระตือรือร้น มีนิสัยทำงานเกินเงินเดือน ผู้นำจะต้องมีลักษณะ ดังต่อไปนี้

  • มีความรู้ความสามารถ
  • เชื่อว่าตนเองมีความเชื่ยวชาญในเรื่องนั้น ๆ เหนือกว่าผู้อื่น
  • รู้จักตนเองอย่างถ่องแท้
  • กล้ารับผิดชอบในสิ่งที่ตนเองกระทำโดยไม่โทษผู้อื่น
  • ปฏิบัติกับคนอื่นเสมือนหนึ่งเป็นคนในครอบครัว
  • มีความเมตตา รู้จักให้ และเสียสละ
  • สามารถสร้างแรงจูงใจให้คนรอบข้างได้ และมีเป้าหมายที่สำคัญและแน่นอน
  • มองภาพรวมเน้นผล รู้ว่าตอนนี้กำลังทำอะไรอยู่และอยู่ตรงจุดไหนของทางเดินชีวิต และอีกไกลแค่ไหนกว่าจะถึงเป้าหมาย
  • ตัดสินใจอย่างรวดเร็วและถูกต้อง
  • มอบหมายงานได้อย่างถูกต้องตามจริตและความสามารถของลูกน้อง

6. มีจินตนาการ

ผู้ที่ประสบความสำเร็จทั้งหลายล้วนใช้จินตนาการในการแก้ไขปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้น จินตนาการเป็นสิ่งที่ต้องสร้างขึ้นมา และจะเกิดขึ้น ได้ก็ต่อเมื่อเรามีเป้าหมายที่ชัดเจนและแน่นอน กอปรกับความเชื่อมั่นว่าเราต้องสามารถฟันฝ่าอุปสรรคเหล่านี้ไปได้ เมื่อจิตมีความนิ่งสงบ ในระดับหนึ่งจึงค่อยสร้างมโนภาพและน้อมจิตถามตัวเองว่า เราจะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร ทางแก้จะมีมากมายหลายวิธี แต่จะมีเพียงวิธีเดียว ที่ใช้ได้ ซึ่งจะรู้ได้โดยการใช้ความรู้สึกเข้าไปทาบว่า อันไหนใช่หรือไม่ใช่ ส่วนใหญ่แล้วจินตนาการ มักเกิดขึ้นตอนสภาวะวิกฤต แต่ในสภาวะปกติ หากจำเป็นต้องใช้จินตนาการก็ต้องสร้างภาวะความกดดันขึ้นมาเช่น ให้คิดว่าถ้าอีกเจ็ดวันเราจะต้องตายจากโลกนี้ไป เราอยากจะทำอะไรบ้าง และเราได้ลงมือกระทำแล้วหรือยัง เป็นต้น

7. มีความกระตือรือร้น

คนที่มีความกระตือรือร้นจะสามารถดึงดูดคนที่พลัง มีความสามารถเข้ามาร่วมทีมได้โดยง่ายเพราะบุคลิกที่ดูมีชีวิตชีวา หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส ใคร ๆ ก็อยากเข้าใกล้คบหาสมาคมด้วย ผู้แต่งกล่าวเพิ่มเติมว่า ความกระตือรือร้นอยากจะทำสิ่งนั้นสิ่งนี้อย่างเดียว ยังไม่พอ ต้องลงมือกระทำ ให้เกิดเป็นผลงานด้วย และที่สำคัญจะต้องรู้จักแยกแยะเรื่องส่วนตัวกับเรื่องงานออกจากกันอย่างชัดเจน เวลาทำงานก็ทำอย่างเต็มที่ เวลาพักผ่อนก็ไม่เอาเรื่องงานมาเป็นกังวล

8. สามารถควบคุมตนเองได้

การควบคุมตนเองให้ทำในสิ่งที่ตรงตามเป้าหมายทำได้โดยการหมั่นถามตนเองอยู่เสมอว่า ตอนนี้กำลังทำอะไรอยู่ (ทั้งในความคิด คำพูด และการกระทำ) ทำไปทำไม ทำแล้วจะเกิดผลอะไร สอดคล้องกับเป้าหมายของเราหรือไม่ เป้าหมายของเราตอนนี้เป็นรูปเป็นร่างแค่ไหนแล้ว นอกจากนั้น สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งคือ การควบคุมอารมณ์โกรธ ต้องบอกตัวเองว่า ห้ามระเบิดอารมณ์ใส่ผู้อื่นโดยเด็ดขาด เพราะจะเกิด ผลเสียมากกว่าผลดี ถึงแม้ว่า เราจะเป็นฝ่ายถูกก็ตาม เพราะเวลาคนเราทะเลาะกัน ไม่มีใครยอมฟังเหตุผลแน่นอน จึงเป็นการเปล่าประโยชน์ ที่จะมาเอาชนะในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ หัดปิดหูปิดตากับเรื่องไร้สาระแล้วเอาเวลามาสานความฝันของเราให้เป็นจริงจะดีกว่า วิธีการควบคุมอารมณ์และคำพูดคือ พูดทีละคำฟังทีละเสียง เพราะเมื่อเราได้ยินเสียงที่ตัวเองพูดทุกคำ เราจะมีความละอาย ที่จะใช้คำพูดรุนแรง และหยาบคาย

9. มีนิสัยทำงานเกินเงินเดือน

คนที่จะประสบความสำเร็จได้นั้น จะต้องมีความรักในงานที่ทำอยู่ อยากให้งานออกมามีคุณภาพ และรู้สึก ภูมิใจที่ได้ทำงานนั้น ๆ รู้สึกว่าตนเอง มีค่าต่อองค์กร และอยากให้องค์กรมีความเจริญขึ้นไปเรื่อย ๆ การมีนิสัยทำงานเกินเงินเดือน จะทำให้เราประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก เพราะเมื่อเราตั้งใจทำงานชิ้นหนึ่งจนประสบความสำเร็จจะเกิด ความมั่นใจและมุ่งมั่น ที่จะทำงานให้ดีต่อไป ความสำเร็จก็ย่อมตามมา อย่างไม่ขาดสาย ถึงแม้ว่า จะเจออุปสรรคบ้างก็ไม่ย่อท้อเพราะเป็นงานที่เรารัก และมองปัญหาว่า เป็นส่วนที่จะทำให้งานออกมา สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น

10. มีบุคลิกภาพที่ดี

บุคลิกภาพที่ดีคือ การมีความมั่นใจในตัวเอง มีความกระตือรือร้น มีความเป็นผู้นำ ยิ้มแย้มแจ่มใส พร้อมที่จะทำงานร่วมกับผู้อื่น และสามารถควบคุมคำพูด อารมณ์ สีหน้า และการแสดงออกได้เป็นอย่างดี มีกาละเทศะ วิธีการสร้างบุคลิกภาพที่เร็วที่สุดคือ การสร้างภาพคน ที่มีบุคลิกภาพที่น่าประทับใจไว้ในจิตใต้สำนึก แล้วทุก ๆ อิริยาบถเราจะลอกเลียนแบบไปตามนั้น

11. มีความคิดที่ถูกต้องและเที่ยงตรง ได้แก่

  • มองความจริงตรงตามความเป็นจริง สามารถแยกแยะข้อเท็จจริงออกจากข้อมูลทั้งหลายได้
  • ไม่สนใจคำนินทาหรือข่าวโคมลอย ใส่ใจแต่สิ่งที่พิสูจน์ได้ว่าเป็นจริง
  • ไม่มองโลกเป็นสีขาวหรือดำให้มองเป็นกลาง ๆ เช่น เมื่อประสบความสำเร็จก็ไม่ดีใจจนออกนอกหน้า เพราะถ้าประมาทชะล่าใจ ก็ล้มเหลวได้เช่นเดียวกัน หรือเมื่อผิดหวังก็ไม่เศร้าสร้อยจนกินไม่ได้นอนไม่หลับเพราะปัญหาทุกอย่างย่อมมีทางแก้ เพียงแต่ว่าเราหาทางแก้แล้วหรือยัง เป็นต้น
  • รับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับตัวเรา แม้ว่ามันจะเป็นความเป็นจริงที่เจ็บปวดก็ตามเพื่อนำมาแก้ไขข้อบกพร่องเหล่านั้นต่อไป
  • ไม่วิตกกังวลกับสิ่งที่ยังมาไม่ถึง เพราะความกังวลไม่ได้ทำให้สถานการณ์ดีขึ้น รังแต่จะทำให้สิ่งที่กังวลเป็นจริงขึ้นมา เพราะการย้ำคิดย้ำทำเสมือนเป็นการสะกดจิตตัวเอง
  • รับฟังข้อมูลแล้วนำมาพิจารณาทุกครั้งโดยยึดหลักกาลามสูตร ได้แก่
    อย่าเชื่อเพราะเขาทำตาม ๆ กันมา
    อย่าเชื่อเพราะเป็นครูบาอาจารย์หรือคนที่เราเคารพเพราะเขาอาจจจะพูดผิดก็ได้ อย่าเชื่อเพราะฟังดูแล้วมีเหตุมีผลเพราะเขาอาจจะหลอกเราก็ได้ อย่าเชื่อเพราะว่ามันเหมือนกับที่เราคิดไว้เลยเพราะเราก็อาจจะคิดผิดได้เช่นเดียวกัน
  • อย่าปักใจเชื่อว่าข้อมูลที่ได้รับมา ณ ปัจจุบันนี้จะต้องเป็นจริงไปตลอดกาลเพราะเมื่อมีเหตุและปัจจัยใหม่ ๆ ทุกอย่างก็เปลี่ยนแปลงได้เช่น มีข้อมูลใหม่มาหักล้างข้อมูลเดิมหรือข้อมูลเดิมอาจจะล้าสมัยไปแล้วใช้ไม่ได้ เป็นต้น

12. มีความใจจดใจจ่อ

การจดจ่ออยู่กับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง จนเรื่องนั้นสำเร็จลุล่วงไปด้วยด ีจะเป็นการฝึกจิตให้เป็นสมาธิและมีพลัง เมื่อจิตมีพลังจึงจะสามารถ สานความฝันให้เป็นจริงได้ นอกจากนั้น การทำงานทีละอย่างยังเป็นการฝึกนิสัยอดทนอดกลั้น ไม่ทำตามใจตัวเอง สิ่งเหล่านี้ต้องฝึกจนเป็นนิสัย ต้องบอกตัวเองอยู่เสมอว่า อย่าว่อกแว่กทำงานทีละอย่าง และต้องรู้จักเลือกทำแต่สิ่งที่มีประโยชน์และสำคัญในชีวิต การจะสร้างนิสัยใหม่ได้ จะต้องตระหนักถึง ข้อเสียของนิสัยเดิม และเห็นข้อดีของนิสัยใหม่เสียก่อนเช่น การทำงานหลายอย่างจะจับจด ไม่สำเร็จสักอย่าง จิตก็เป็นกังวล เครียด ต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำแต่มีผลงานนิดเดียว สุขภาพก็เสื่อมโทรม แต่ถ้าทำทีละอย่าง งานจะมีคุณภาพ เมื่อได้รับคำชมก็จะมีกำลังใจ ที่จะผลิตผลงานดี ๆ ออกมาเรื่อย ๆ เป็นต้น คนที่จะประสบความสำเร็จได้นั้น จะต้องมีกรอบความคิดที่ถูกต้องและหมั่นปฏิบัติตาม แนวคิดนั้นอย่างสม่ำเสมอจนเป็นนิสัย

13. มีความสามัคคี

ความสามัคคีในกลุ่มอภิจิตเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งเพราะ คนที่มีความมุ่งมั่น มีความใจจดใจจ่อ มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และมีเป้าหมายไปใน ทิศทางเดียวกัน เมื่อร่วมพลังกายพลังใจเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน จะเกิดพลังที่จะสร้างสิ่งที่หวังไว้ให้เป็นจริงได้อย่างแน่นอน แต่คนส่วนใหญ ที่มาร่วมทีมกันแล้วไม่ประสบความสำเร็จเพราะมีนิวรณ์ 5 เป็นตัวขัดขวางอันได้แก่ ความอิจฉาริษยา ความโกรธเกลียดอาฆาตพยาบาท ความเบื่อหน่ายไม่กระตือรือร้น ความลังเลสงสัยโลภมาก และความอยากมีอยากเป็นชิงดีชิงเด่นซึ่งกันและกัน ดังนั้น การจะดึงคนมาร่วมทีม จะต้องเลือกคนที่มีคุณภาพจิตดีเพื่อจะได้ไม่เป็นตัวบั่นทอนกำลังกายและกำลังใจของคนภายในกลุ่ม

14. ไม่กลัวความล้มเหลว

ปัญหาและอุปสรรคเป็นสิ่งที่จะต้องเผชิญและเป็นสิ่งที่ต้องแก้ไขต่อไปเรื่อย ๆ ไม่มีวันหมด จงมองสิ่งเหล่านี้ เป็นเรื่องธรรมดา และคิดเสียว่า มันเป็นเหมือนบททดสอบความเข้มแข็งและความกล้าหาญ หากเราผ่านพ้นไปได้เราจึง จะประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง เปรียบได้กับว่าว จะลอยสูงได้ก็ต้องปะทะกับลมพายุที่รุนแรง ถ้าว่าวนั้นสามารถประคับประคองจนผ่านวิกฤตไปได้ว่าวนั้นจะลอยสูงเทียมฟ้า ปัญหา อุปสรรค และความล้มเหลวในชีวิตจะเป็นประสบการณ์ที่ทำให้เราดีขึ้น เก่งขึ้น และฉลาดขึ้นทุกวัน ๆ และยังเป็นการฝึกจิตให้อยู่ได้ในทุกสภาวะ คนที่จะประสบความสำเร็จได้นั้น จะต้องมีความเชื่อมั่นว่า สิ่งที่เราทำนั้นมันถูกต้อง และจะพยายามทำต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง จนกว่าความฝัน ที่วาดไว้จะเป็นจริง

15. มีใจกว้าง ได้แก่

  • รู้จักให้วัตถุและน้ำใจไมตรีตามสมควรโดยที่เราไม่เดือดร้อนและไม่หวังผลตอบแทนใด ๆ
  • รู้จักให้อภัยต่อคนที่ทำให้เราโกรธเกลียด หรือคนที่เอาเปรียบเรา เพื่อเป็นการยกระดับคุณภาพจิตใจให้สูงขึ้น นอกจากนั้น จะต้องรู้จักให้อภัยตนเองด้วย เมื่อทำผิดพลาดไปแล้วมันย้อนเวลากลับไปไม่ได้ก็ไม่ควรจมอยู่กับอดีต ในโลกนี้ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ ทำผิดก็แก้ไขและศึกษาข้อผิดพลาดไว้เป็นบทเรียนจะได้ไม่ทำผิดซ้ำ
  • เปิดรับความคิดใหม่ ๆ จะเป็นการสร้างพลังชีวิตทำให้เราสามารถอยู่ได้กับทุกคนในทุกสถาวะ แต่เราจะรู้และเลือกว่า ใครคือบุคคลที่เราควรจะเลือกคบ

16. ท่านทำได้ถ้าท่านคิดว่าท่านทำได้

อย่าพึ่งพารายได้จากแหล่งเดียว จงลงทุนเพื่อสร้างรายได้สำรอง

Famous-Quotes-003-iPad-Retina
“อย่าพึ่งพารายได้จากแหล่งเดียว
จงลงทุนเพื่อสร้างรายได้สำรอง
[วอร์เรน บัฟเฟตต์ : นักลงทุนระดับโลก]

“Never depend on a single income.
Make investments to create
a second source.

Warren Buffett

เข้านอนเร็ว ตื่นนอนเร็ว ทำให้คุณแข็งแรง มั่งคั่งและฉลาด


เข้านอนเร็ว ตื่นนอนเร็ว ทำให้คุณแข็งแรง มั่งคั่งและฉลาด

Early to bed, early to rise, keeps you healthy, wealthy and wise.
เข้านอนเร็ว ตื่นนอนเร็ว ทำให้คุณแข็งแรง มั่งคั่งและฉลาด

Benjamin Franklin
[เบนจามิน แฟรงคลิน : นักปรัชญา นักการเมืองชาวอเมริกัน]

The Secret กฏแห่งการดึงดูด [สรุป ]

The Secret กฏแห่งการดึงดูด เคล็ดลับที่จะนำไปสู่ความสุขและความสำเร็จของชีวิต โดยเชื่อใน

The Secret กฏแห่งการดึงดูด
The Secret กฏแห่งการดึงดูด

“Law of Attraction” กฎแห่งการดึงดูด เพราะจิตของเรามีพลังอำนาจ
มหาศาล พูดง่ายๆก็คือ ให้คิดแต่สิ่งที่ดี แล้วสิ่งดีๆ จะถูกดึงดูดเข้ามาหาเราเอง

“นี่เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์สำหรับการมีชีวิตอยู่ เพราะเป็นครั้งแรกที่มนุษย์เรา มี
อำนาจถึงขั้นใช้เพียงปลายนิ้วก็หาความรู้ได้”

ความลับที่จะทำให้คุณจะได้เรียนรู้วิธีการใช้ความลับในทุกแง่มุมของชีวิต ทั้งด้าน การเงิน สุขภาพ ความสัมพันธ์ ความสุขและปฏิสัมพันธ์ทุกรูปแบบของคุณในโลกนี้ คุณจะเริ่ม เข้าใจพลังอำนาจภายในตัวเองที่ถูกปกปิดซ่อนเร้นมานานและสิ่งที่เปิดเผยนี้จะนำมาซึ่งความ ยินดีในทุกๆด้านชีวิตของคุณ

อ่านเพิ่มเติม “The Secret กฏแห่งการดึงดูด [สรุป ]”

สวัสดีชาวโลก – -‘

ยินดีต้อนรับสู่เวิร์ดเพรส นี่เป็นเรื่องแรกของคุณ คุณสามารถแก้ไขหรือลบมันได้ แล้วเริ่มการสร้างบล็อกของคุณ ถ้ามีปัญหาเกี่ยวกับเวิร์ดเพรส คุณสามารถขอความช่วยเหลือได้ที่เว็บบอร์ดเวิร์ดเพรส หรือคู่มือเวิร์ดเพรส