Categories
จิต ใจ

โทนี่ ร๊อบบินส์ ว่าด้วย ทำไมเราทำในสิ่งที่เราท

โทนี่ ร๊อบบินส์ ถกเรื่อง “พลังที่มองไม่เห็น” ซึ่งจูงใจการกระทำของทุกๆคน และทักทายอัลกอร์ในแถวหน้า

0:11 (ปรบมือ) ขอบคุณครับ งานนี้ขอบอกว่าทั้งตื่นเต้นและหนักใจ ติ่นเต้นเพราะเป็นโอกาสที่จะได้ตอบแทนพวกท่าน หนักใจเพราะสัมมนาที่สั้นที่สุดของผมอยู่ที่ 50 ชั่วโมง (หัวเราะ) ไม่ได้ล้อเล่นนะ ผมจัดช่วงสุดสัปดาห์ และมากกว่านั้นด้วยซำ เพราะเวลาฝึกคนนั้น ผมทำอย่างทุ่มเทสุดๆ คิดดู คุณเรียนภาษาอย่างไร คุณไม่ได้เรียนแค่หลักการ คุณลงมือและฝึกใช้มันบ่อยๆจนกลายเป็นธรรมชาติ

0:36 และเหตุผลที่ผมมาที่นี่ นอกจากจะทำตัวเหมือนคนบ้า ก็คือผมอยากมาบอกพวกคุณ ผมไม่ได้มาให้แรงบันดาลใจ คุณไม่ต้องการจากผมหรอก แต่ส่วนใหญ่ชอบคิดว่านั่นคือที่ผมทำ มันตรงกันข้ามเลยด้วยซ้ำ ผู้คนบอกผมว่า “ผมไม่ต้องการแรงบันดาลใจ” ผมก็จะตอบว่า “แปลกดีนะ นั่นไม่ใช่สิ่งที่ผมทำเลย” ผมเป็นพวก “เจ้าหนูจำไม” ผมอยากรู้ทำไมคุณทำในสิ่งที่คุณทำ

0:56 อะไรจูงใจให้ทำอย่างนั้น อะไรขับเคลื่อนชีวิตคุณทุกวันนี้ ไม่ใช่เรื่องเมื่อ 10 ปีก่อน คุณย่ำอยู่กับรอยเดิมๆหรือเปล่า เพราะผมเชื่อว่า มีพลังขับเคลื่อนภายใน ที่ทำงานอยู่ มันคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในโลก ผมมาที่นี่เพราะเชื่อว่าอารมณ์คือพลังแห่งชีวิต ทุกคนที่นี่มีสมองดีเลิศ พวกคุณเป็นหัวกะทิอยู่แล้ว จริงไหม? ผมจะไม่พูดถึงคนอีกกลุ่มหนึ่ง แต่เราทุกคนรู้จักการคิด และด้วยสมองของเรา เราคิดชั่งใจได้ทุกเรื่อง เราสร้างสรรค์อะไรก็ได้ ผมเห็นด้วยนะ ที่ว่าคนเราทำเพื่อตนเอง

1:28 แต่เราก็รู้ว่ามันไม่จริงเสมอไป คุณไม่ได้ทำเพื่อตัวเองตลอดเวลา เพราะเมื่อมีอารมณ์เข้ามาเกี่ยว สมองของเราก็เปลี่ยนไป มันงดงามมากที่เราคิดไตร่ตรอง เกี่ยวกับชีวิตบนโลกใบนี้ได้ และโดยเฉพาะ พวกที่ฉลาดมากๆ เราพลิกแพลงความคิดได้อีกมากมาย แต่ที่ผมอยากรู้คือ อะไรที่ผลักดันคุณ

1:46 จริงๆ ผมอยากเชิญชวนพวกคุณ หลังผมพูดจบแล้ว ให้สำรวจสิ่งที่คุณเป็นวันนี้ เพื่อสองเหตุผล หนึ่ง: เพื่อให้คุณทำได้มากกว่านี้ และสอง: เพื่อหวังว่า เราไม่เพียงเข้าใจคนอื่นมากขึ้น แต่จะซาบซึ้งในตัวพวกเขา และสร้างสัมพันธภาพ ที่สามารถหยุดบางปัญหา ที่พบอยู่ทุกวันนี้ในสังคม ปัญหาที่จะขยายวง ด้วยเทคโนโลยีที่เชื่อมเราอยู่ เพราะนั่นทำให้พวกเรามาพบกัน และการพบกันนั้น ไม่ได้แปลว่าเราเข้าใจซึ่งกันและกัน และสำนึกในคุณค่าของกันและกัน

2:15 ผมอยากรู้มาตลอด 30 ปี ว่า “อะไรที่ทำให้คุณภาพชีวิตเราต่างกัน? อะไรทำให้ผลงานเราต่างกัน?” เพราะนั่นคือสิ่งที่ผมถูกจ้างให้ทำ ตอนนี้ผมต้องโชว์ผลงานแล้ว นั่นคือสิ่งที่ผมทำมา 30 ปี … ผมได้รับโทรศัพท์ ตอนที่นักกีฬากำลังหมดแรงอยู่ในจอทีวี เขาถูกนำอยู่ห้าช่วงพาย และเขาไม่สามารถตีตื้นได้ ผมต้องทำอะไรสักอย่างให้เห็นผลลัพธ์ ก่อนที่ทุกอย่างจะจบลง และผมได้รับโทรศัพท์ ตอนมีเด็กกำลังจะฆ่าตัวตาย และผมต้องทำอะไร ณ บัดนั้น และใน 29 ปีนี้ ผมภูมิใจที่จะบอกว่า ผมไม่เคยพลาดเลย แต่นั่นไม่ได้แปลว่าจะไม่มีวันพลาด แค่ผมยังไม่เคย เพราะผมเข้าใจความต้องการของมนุษย์ และนั่นคือสิ่งที่ผมจะพูดถึง

2:51 เมื่อผมถูกเรียกให้แก้ปัญหาผลงาน นั่นเรื่องหนึ่ง คุณจะเปลี่ยนแปลงสถานการณ์อย่างไร แต่ขณะเดียวกัน ผมก็มองหาว่าอะไร ที่บ่มเพาะความสามารถของแต่ละคน เพื่อให้เขาก้าวพ้นขีดจำกัด ดังนั้นคำถามที่แท้จริงคือ ชีวิตนี้มีบทเรียนสำคัญอยู่สองเรื่อง เรื่องแรก: การประสบความสำเร็จเป็นศาตร์อย่างหนึ่ง ซึ่งเกือบทุกเรื่องสามารถทำให้ดีขึ้นได้ นั่นคือ “การทำสิ่งที่มองไม่เห็นให้เห็นได้” จริงไหม? ทำอย่างไรให้ฝันเป็นจริง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องธุรกิจ งานสังคม เงินทอง หรืออะไรสำคัญ ร่างกายคุณ ครอบครัวคุณ

3:23 แต่อีกบทเรียนชีวิตซึ่งยากจะชำนาญได้คือ การเติมเต็มชีวิต วิทยาศาสตร์นั้นมันง่าย จริงไหม? เรารู้กติกา เรารู้กฎ เราทำตามมัน เราก็จะได้ผลลัพธ์ … เมื่อเรารู้วิธีเล่น เพียงคุณรู้ คุณก็ทำตามได้ จริงไหม? แต่ถ้าพูดถึงการเติมเต็มชีวิต มันคือศิลป์ เพราะมันเกี่ยวกับการมองเห็นคุณค่า และการให้ สิ่งที่คุณต้องรู้สึกเอาด้วยตัวเอง ผมได้ทำการวิจัยเพื่อตอบคำถามนี้ ว่าชีวิตคนหนึ่ง จะแตกต่างอย่างไร ถ้าคุณมองว่าเขาเป็นคนที่คุณ ให้ทุกอย่างได้กับเขา ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาต้องการ ถ้าไม่ให้คอมพิวเตอร์ราคา 100 เหรียญ แต่ให้คอมพิวเตอร์ที่ดีที่สุด คุณให้ความรัก ให้ความสุข คุณอยู่เมื่อต้องปลอบเขา และบ่อยครั้งที่คนเหล่านั้น ซึ่งคุณต้องรู้จักบ้างแน่ๆ มีชีวิตที่พร้อมสรรพ ทั้งความรัก การศึกษา เงินทอง และพื้นเพที่ดี ต้องใช้ชีวิตหมดไปกับการเข้าออกโรงพยาบาลบ้า แล้วคุณก็พบเจอคนที่ผ่านทุกข์แสนสาหัส ทั้งทางจิต ทางเพศ ทางจิตวิญญาณ ทางอารมณ์ที่บอบช้ำ แม้ไม่เสมอไป แต่ก็บ่อยครั้ง ที่เขาเหล่านั้น กลายเป็นผู้ที่ให้มากที่สุดกับสังคม

4:19 ดังนั้น คำถามที่เราควรถามตนเองจริงๆ ก็คือ อะไรที่ทำให้เราเป็นเรา และเราล้วนอยู่ในสังคมที่มอมเมาเรา พวกเราส่วนใหญ่อาจไม่ใช่ แต่สังคมนั้นมอมเมา ผมหมายถึงทัศนคติที่จมปลักกับอดีต ทุกคนที่อยู่ในห้องนี้ คงจะไม่ได้อยู่ที่นี่ ถ้าคุณเชื่อทฤษฏีนี้ แต่สังคมส่วนใหญ่คิดว่า อดีตลิขิตชะตา อดีตคืออนาคต และมันคงใช่ถ้าคุณยึดติดกับมัน แต่คนในห้องนี้ต่างรู้ดีว่า เราต้องคอยเตือนตนเอง ว่า เพราะคุณเป็นคนมีความคิด คุณรู้ว่าอะไรควร อะไรไม่ควร

4:48 ดังนั้น สิ่งที่เราต้องคอยเตือนตนเองคือ การตัดสินใจคืออำนาจสูงสุด จริงๆนะ ลองถามคนรู้จักดูว่า เขาเคยทำอะไรล้มเหลวหรือไม่ ในที่นี้ มีกี่คนที่เคยล้มเหลว กับสิ่งที่สำคัญในชีวิต ตอบว่า “ใช่” สิ๊

4:59 ผู้ชม: ใช่

5:00 ขอบคุณสำหรับเสียงตอบรับอย่างล้นหลาม (หัวเราะ)

5:03 แต่ถ้าถามเขาว่าทำไมจึงพลาด คนที่ทำงานให้คุณ หรือหุ้นส่วนคุณ หรือแม้แต่คุณเอง เมื่อพลาดในการบรรลุเป้าหมาย อะไรคือเหตุผลที่เราอ้างกัน? เขาบอกคุณว่าอะไร? ผมไม่มี… ไม่รู้มากพอหรือ ไม่มีความรู้ ไม่มีทุน ไม่มีเวลา ไม่มีเทคโนโลยี ไม่มีผู้จัดการที่เหมาะสม ไม่มี…

5:25 อัล กอร์: ไม่มีศาลสูงสุด (หัวเราะ)

5:39 และ… (ปรบมือ) และ (ปรบมือ) อะไรที่สิ่งเหล่านั้น รวมทั้งศาลสูงสุด มีเหมือนกันคือ? (หัวเราะ) พวกมันคือทรัพยากรที่เราอ้างว่าขาดแคลน ชื่งก็อาจจะถูก เขาอาจจะไม่มีเงิน เขาอาจจะไม่มีศาลสูงสุด แต่นั่นไม่ใช่ตัวตัดสินครับ (ปรบมือ) ถ้าผมพูดผิดก็เตือนด้วยครับ ปัจจัยที่แท้จริงไม่ใช่ทรัพยากร แต่เป็นการมองทรัพยากรที่มี นี่ไม่ใช่แค่ประโยคสวยหรู ผมหมายถึงอารมณ์ ความรู้สึกมนุษย์ สิ่งที่ผมประสพได้ จากตัวคุณในวันก่อนๆ ที่ลึกซึ้ง เท่าที่ผมเคยประสบมา และเมื่อคุณสื่อสารกันด้วยความรู้สึกนั้น ผมเชื่อว่าคุณคงจะชนะไอ้หมอนั่นได้แน่ (ปรบมือ)

6:33 แต่มันง่ายที่จะบอกว่า เขาควรทำอะไร (หัวเราะ) ไอ้โง่รอบบิ้นส์ แต่ผมรู้ตอนดูการโต้วาทีในครั้งนั้น มีความรู้สึกที่มาสกัดกั้นความสามารถของคน ที่จะเข้าถึงความคิดและศักยภาพคนคนนั้น ในลักษณะที่บางคนได้ประสบวันนั้น เพราะผมรู้ว่ามีคนอยากลงคะแนนให้คุณ แต่ไม่ได้ทำ แล้วผมก็หัวเสีย แต่อารมณ์ความรู้สึกวันนั้นมีแน่ มีสักกี่คนที่เข้าใจที่ผมพูด ช่วยพูดว่า “ใช่” ซิ

7:02 ผู้ชม:ใช่

7:03 ดังนั้น มันคืออารมณ์นี่แหละ และถ้าเราได้อารมณ์ที่ถูกต้อง เราสามารถทำอะไรก็ได้ เราผ่านมันไปได้ ถ้าคุณสร้างสรรค์พอ ขี้เล่นพอ สนุกพอ คุณก็สามารถเข้าถึงใครก็ได้ ใช่หรือไม่

7:12 ผู้ชม:ใช่

7:13 ถ้าคุณไม่มีเงิน แต่คุณสร้างสรรค์และมุ่งมั่นพอ คุณจะพบทางออก นั่นคือทรัพยากรที่แท้จริง แต่นี่ไม่ใช่เรื่องราวที่ผู้คนบอกเรา จริงไหม? เรื่องราวที่ผู้คนเล่า มันมีต่างๆนาๆ พวกเขาบอกว่าขาดทรัพยากร แต่ท้ายที่สุด ลองดูนี่สิ พวกเขาบอกว่า อะไรคือเหตุผลที่ยังไม่ประสบความสำเร็จ ต่อมา ไอ้หมอนี่ทำแผนผมเสียหมดเลย เฮ้อ (หัวเราะ) แต่ผมชื่นชมความคิดของเขา จริงๆนะ (หัวเราะ)

7:39 อะไรกำหนดทรัพยากรของคุณ เราบอกว่าการตัดสินใจกำหนดอนาคต นี่คือสิ่งที่ผมสนใจ ถ้าการตัดสินใจกำหนดอนาคต มีการตัดสินใจสามเรื่อง สิ่งที่คุณจะสนใจ ตอนนี้ คุณต้องตัดสินใจว่าจะสนใจเรื่องอะไร สิ่งที่สอง ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ เมื่อได้ตัดสินใจแล้ว ว่าจะสนใจอะไร คุณต้องให้ความหมายกับมัน ความหมายอะไรก็ได้ที่ก่อกำเนิดอารมณ์ นี่คือตอนจบหรือตอนต้น นี่พระเจ้าลงโทษเรา หรือกำลังให้รางวัล นี่คือดวงหรือ? จากนั้น อารมณ์เราจะกำหนดว่าเราจะทำอะไรต่อไป

8:06 ดังนั้น ลองคิดถึงชีวิตคุณเอง การตัดสินใจที่ชี้ชะตาของคุณ มันฟังดูจริงจัง แต่ใน 5 หรือ 10 ปีที่ผ่านมา 15 ปีก็ได้ คุณตัดสินใจอะไรไปบ้าง ซึ่งหากคุณได้ตัดสินใจเป็นอื่น ชีวิตจะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ใครบ้างที่คิดออก จริงๆนะ ไม่ว่าดีขึ้นหรือแย่ลง จงตอบว่า “ใช่”

8:21 ผู้ชม: ใช่

8:22 ท้ายที่สุด อาจเป็นเรื่องว่าจะทำงานที่ไหน และพบกับคนที่คุณรักที่นั่น หรืออาจเป็นเรื่องอาชีพ ผมรู้จักอัจฉริยะจาก Google ที่นี่นะ ผมเข้าใจการตัดสินใจของพวกเขา ที่ต้องการขายเทคโนโลยี จะเกิดอะไรขึ้นหากเขาทำเช่นนั้น แทนที่จะสร้างวัฒนธรรมเอง โลกนี้จะเป็นอย่างไร ชีวิตเขาจะต่างไปอย่างไร มีผลกระทบแค่ไหน ประวัติศาสตร์โลกประกอบด้วยการตัดสินใจเช่นนี้ เมื่อมีหญิงคนหนึ่งปฏิเสธที่จะนั่งที่ท้ายรถเมล์ เธอไม่เพียงเปลี่ยนชีวิตเธอ แต่การตัดสินใจนั้นเปลี่ยนวัฒนธรรมเรา หรือเมื่อมีคนยืนหน้ารถถัง หรือคนอย่าง แลนซ์ อาร์มสตรอง ที่มีคนมาบอกว่า “คุณเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก” มันยากสำหรับผู้ชายนะ โดยเฉพาะถ้าต้องขี่จักรยาน (หัวเราะ) ถ้าเป็นมะเร็งสมอง เป็นมะเร็งปอด แต่เส้นทางที่เขาเลือกคืออะไร? มันแตกต่างจากคนส่วนใหญ่ มันหมายความว่าอะไร? มันไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นการเริ่มต้น ว่าเขาจะทำอะไร เขาไปชนะการแข่งขันที่ไม่เคยชนะมาก่อนถึงเจ็ดครั้ง เพราะเขามีความพร้อมทางความรู้สึก มีพละกำลังทางจิตใจ นั่นคือความแตกต่างของคนคนนี้ ผมพบเจอคนประมาณสามล้านคน

9:19 เพราะนั่นคือห้องแล็บของผม รวมแล้วสามล้านคน จาก 80 ประเทศ ที่ได้มีโอกาสมาพบกัน ตลอด 29 ปีที่ผ่านมา หลังๆมา ร่องรอยเริ่มเด่นชัด คุณจะเห็นว่า อเมริกาใต้และอัฟริกา อาจจะเชื่อมโยงกันในบางมุม จริงไหม? คนอื่นอาจพูดว่า “มันฟังดูไร้สาระ” ถ้าเช่นนั้น อะไรที่บ่มเพาะแลนซ์ล่ะ? อะไรที่บ่มเพาะคุณ มีพลังที่มองไม่เห็นสองอย่าง หนึ่งคือสถานะ เราต่างเคยประสพมา ถ้าคุณเคยทำอะไรบางอย่าง แล้วหลังจากนั้น คุณบอกตัวเองว่า ไม่น่าพูดออกไปเลย ทำลงไปได้อย่างไร มันงี่เง่ามาก ใครเคยเป็นแบบนั้นบ้าง? จงตอบว่า “ใช่”

9:50 ผู้ชม:ใช่

9:51 คุณเคยทำอะไรบางอย่าง ซึ่งเมื่อทำแล้ว บอกว่า “นั่นแหละผมเอง” (หัวเราะ) นั่นไม่ใช่เรื่องความสามารถ แต่เป็นเรื่องสภาวะ รูปแบบของโลกที่สร้างตัวคุณในระยะยาว รูปแบบนั้นเป็นเสมือนตัวกรอง ซึ่งปั้นเราขึ้นมา นั่นคือสิ่งที่ทำให้เราตัดสินใจ เมื่อเราจะชักจูงใครสักคน เราต้องรู้ว่า อะไรที่จูงใจเขาอยู่แล้ว ผมคิดว่ามันมีอยู่สามส่วน หนึ่ง: เป้าหมาย อะไรที่คุณต้องการ? ซึ่งผมเชื่อว่า มันไม่ใช่ความปรารถนา คุณสามารถบรรลุเป้าหรือความปรารถนาได้ มีสักกี่คนที่มีเป้า หรือความคิดปรารถนา มีเพียงเท่านี้หรือ ใครเคยมีบ้าง จงพูดว่า “ใช่”

10:20 ผู้ชม:ใช่

10:21 มันคือความจำเป็น ผมว่ามนุษย์มีความจำเป็นหกประการ สอง: เมื่อคุณรู้จักเป้าหมายที่ขับเคลื่อนคุณแล้ว และได้ค้นพบความจริง คุณไม่ได้สร้าง คุณค้นพบมัน คุณก็จะพบแผนที่ ระบบความเชื่อที่บอกทางบรรลุความจำเป็นเหล่านั้น บางคนเชื่อว่าจะบรรลุได้โดยการทำลายโลก บ้างก็โดยการสร้างบางอย่าง รักใครสักคน จากนั้นเป็นเรื่องเชื้อเพลิงที่เลือก ผมจะพูดสั้นๆ ความจำเป็นหกอย่าง

10:43 ผมจะบอกคุณว่ามันคืออะไร หนึ่ง: ความแน่นอน สิ่งนี้ไม่ใช่เป้าหรือสิ่งปรารถนา แต่ใช้ได้กับทุกคน ทุกคนต้องการแน่ใจ ว่าหลีกเลี่ยงความเจ็บปวดได้ อย่างน้อยให้รู้สึกสบาย จะได้มาอย่างไรล่ะ? ควบคุมคนอื่น? พัฒนาความสามารถ? เลิกล้ม? สูบบุหรื่? หากแน่ใจแล้ว มันตลกสิ้นดี แม้ว่าเราต่างต้องการมัน เช่นหากคุณไม่แน่นอนกับสุขภาพ หรือเรื่องบุตรหลาน หรือเรื่องเงิน คุณจะไม่คิดถึงเรื่องอื่น หากคุณไม่แน่ใจว่าเพดานนี้จะยกอยู่ได้ คุณก็จะไม่สนใจฟังวิทยากร ขณะที่ความแน่ใจของเรามีความหมายต่างกันไป ถ้าเราแน่ใจแล้ว เราจะได้อะไร? คุณรู้สึกอะไรเมื่อคุณแน่ใจ? รู้ว่าจะเกิดอะไร เกิดเมื่อไร รู้ว่าเกิดอย่างไร คุณจะรู้สึกอย่างไร? น่าเบื่อจะตาย พระเจ้า ผู้ทรงฉลาดล้ำ (หัวเราะ) จึงประทานความจำเป็นข้อสอง คือความไม่แน่นอน เราต้องการความหลากหลาย ประหลาดใจ มีกี่คนที่ชอบความประหลาดใจ พูดว่า “ใช่”

11:26 ผู้ชม:ใช่

11:27 โกหก คุณชอบเฉพาะความประหลาดใจที่อยากได้ (หัวเราะ) สิ่งที่ไม่ต้องการก็เรียกว่าปัญหา แต่มันจำเป็นสำหรับคุณ ดังนั้นความหลากหลายก็สำคัญ เคยเช่าหนังวีดีโอซ้ำๆ ใครเคยบ้าง? ออกไปข้างนอกบ้างเถอะ (หัวเราะ) เอาล่ะ คุณทำทำไม? คุณแน่ใจว่ามันดี เพราะเคยอ่านแล้ว เคยดูแล้ว แต่คุณหวังว่า มันนานพอที่คุณจะลืมแล้ว นั่นคือความหลากหลาย

11:49 ความจำเป็นที่สาม ความสำคัญ เราต่างต้องการ รู้สึกสำคัญ พิเศษ โดดเด่น คุณได้โดยหาเงินมากขึ้น สนใจจิตวิญญาณมากขึ้น ไปทำรอยสัก ตุ้มหู ในบริเวณที่คนอื่นไม่อยากเห็น อะไรก็ได้ วิธีที่รวดเร็วที่สุด ถ้าคุณไร้การศึกษา ไร้การอบรม ไร้ศาสนาและทรัพย์สิน หรือหมดหนทาง ก็คือความรุนแรง ถ้าผมเอาปืนจ่อหัวคุณ และอาศัยในย่านนักเลง ผมสำคัญขึ้นมาทันที คะแนนจากศูนย์ไปเต็มสิบ ผมมั่นใจแค่ไหนว่า คุณจะตอบสนองผม? เต็มสิบเลย ใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป มันคงตื่นเต้นดี เหมือนที่ปีนเข้าไปในถ้ำ แล้วเข้าไปให้สุด ทั้งหลากหลายและไม่แน่นอน และมันสำคัญ จริงไหม? คุณจึงเสี่ยงชีวิตเพื่อมัน นั่นคือเหตุที่เรามีความรุนแรงมาตลอด และจะคงมีต่อไป เว้นแต่จะมีการเปลี่ยนแปลงทางความคิด ของคนทั้งเผ่าพันธ์ มีเป็นล้านวิธีที่จะทำให้ตนสำคัญ แต่จะสำคัญได้ คุณต้องโดดเด่นและแตกต่าง

12:38 สิ่งที่จำเป็นคือ ความรักและความสัมพันธ์ ซึ่งเป็นข้อที่สี่ เราล้วนต้องการมัน คนส่วนใหญ่จะหยุดอยู่แค่การรู้จัก เพราะความรักนั้นน่ากลัวเกินไป ไม่อยากเจ็บ ใครเคยเจ็บจากความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง พูดว่า “ใช่” (หัวเราะ) ถ้าคุณไม่ยกมือ คุณโกหกแน่ๆ ผมรู้ (หัวเราะ) และคุณจะต้องเจ็บปวดอีก ผมพูดซะให้รู้สึกดีเลยว่ามั้ย? (หัวเราะ) แต่ความจริงคือ เราต้องการมัน โดยอาศัยความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง อาศัยมิตรสหาย การอธิษฐาน การเดินป่า ถ้าไม่ได้ผลก็หาหมามาเลี้ยง ไม่เอาแมวนะ หาหมามาเลี้ยง เพราะถ้าคุณปล่อยมันไว้สองนาที มันทำเหมือนคุณ จากมันไปหกเดือน ตอนคุณโผล่มาในไม่กี่นาทีต่อมา (หัวเราะ)

13:11 เอาละ สี่ข้อแรกนั้น ทุกๆคนหาทางบรรลุมันได้ แม้ว่าคุณอาจโกหกตัวเอง คุณต้องมีสองบุคลิก แต่สองข้อหลังนี่ซิ สื่ข้อแรกนั้นเรียกว่า ความจำเป็นทางบุคคล ผมเรียกอย่างนั้น สองข้อสุดท้ายคือความจำเป็นทางจิตใจ นั่นคือที่มาของการเติมเต็มชีวิต คุณไม่สามารถเติมเต็มได้ จากสี่ข้อแรก คุณอาจหาทาง สูบบุหรี่ ดื่มเหล้า หรืออะไรก็ตาม เพื่อบรรลุสี่ข้อแรก แต่สำหรับสองข้อหลัง เช่นข้อห้า คุณต้องเติบโตขึ้น เราที่นี่ต่างรู้คำตอบนี้ ถ้าไม่เติบโตจะเป็นอย่างไร หากความสัมพันธ์ไม่เติบโต ถ้าธุรกิจไม่เติบโต ถ้าคุณไม่เติบโต มันไม่สำคัญว่าคุณมีเงินเท่าไหร่ มีเพื่อนกี่คน มีคนรักคุณกี่คน คุณรู้สึกเหมือนตกนรก และเหตุที่ต้องเติบโตขึ้นคือ เรามีสิ่งที่จะให้ผู้อื่น

13:48 เพราะข้อที่หกคือการช่วยผู้อื่น เพราะเราต่างก็รู้ว่า ถึงแม้จะฟังดูเชย ความลับของการใช้ชีวิตคือการให้ ชีวิดไม่ใช่มีแต่เรื่องของตน เป็นเรื่องของเรา วัฒนธรรมนี้ก็รู้ คนที่นี่ก็รู้เช่นนั้น มันน่าตื่นเต้นเมื่อเห็นนิโคลัสขึ้นมาพูดถึง คอมพิวเตอร์ร้อยเหรียญของเขา สิ่งที่น่าตื่นเต้นแท้จริงคือ อัจฉริยะท่านนี้ ได้ค้นพบว่าชีวิดเขาเกิดมาเพื่ออะไร สัมผัสใด้ถึงความแตกต่างในตัวเขา มันวิเศษมาก เหตุผลของเขาสัมผัสผู้อื่นได้ ในชีวิดผมเอง ผมสัมผัสได้ถึงสิ่งนี้เมื่อตอนอายุ 11 ขวบ ในวันขอบคุณพระเจ้า ไม่มีเงิน ไม่มีอาหาร และเราจะไม่ยอมทนหิว แต่พ่อผมก็กำลังแย่สุดๆ แม่ผมก็กำลังจะบอกเขา ว่าเขาแย่แค่ไหน และแล้วมีคนมาเคาะประตู มาส่งอาหารให้ พ่อผมตัดสินใจได้สามเรื่อง ผมรู้ว่ามันคืออะไร เขามองว่า “นั่นคือสื่งของบริจาค” มันแปลว่าอะไร ฉันไร้ค่า ฉันต้องทำอะไร จากครอบครัวนี้ไป” ซึ่งเขาก็ไป มันเป็นประสบการณ์ที่เจ็บปวดที่สุด นำมาซี่งหนทางใหม่ในการตัดสินใจสามข้อของผม ผมพูดว่า “อย่างน้อยเราก็มีอาหารกิน” แหม หลักการล้ำเลิศ (หัวเราะ)

14:43 ข้อสอง แต่สิ่งนี้เปลี่ยนแปลงชีวิดผม และมันบ่มเพาะความเป็นมนุษย์ของผม “ของขวัญจากใครสักคน ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นใคร” พ่อบอกเสมอว่า “ไม่มีใครสนใจเราหรอก” แล้วอยู่ดีๆ มีใครก็ไม่รู้ เอาอาหารมาให้ครอบครัวเรา โดยไม่หวังอะไรตอบแทน มาห่วงใยเรา มันทำให้ผมเชื่อว่า “คนแปลกหน้า ก็ห่วงใยเรา” และนั่นทำให้ผมตัดสินใจได้ว่า ถ้าคนแปลกหน้าห่วงใยครอบครัวผม ผมก็ห่วงใยเขา ผมจะทำอย่างไร ผมต้องทำอะไรสักอย่าง ทำให้เกิดความแตกต่าง ดังนั้นเมื่อผมอายุ 17 ผมออกไป ในวันขอบคุณพระเจ้า ปีนั้นผมมีเป้าที่จะ หาเงินพอที่จะเลี้ยงสองครอบครัว เป็นความสุขที่สุดที่ผมเคยทำในชีวิด ตื้นตันใจที่สุด ปีต่อมาเป็นสี่ครอบครัว ผมไม่ได้บอกใครในสิ่งที่ทำ ปีต่อมาเป็น แปด ผมไม่ได้ทำเพื่อคะแนน แต่หลังจากแปด ผมได้คิดว่าผมน่าจะหาคนช่วย (หัวเราะ)

15:22 และแน่นอน ผมออกไปอีกครั้ง ผมชวนเพื่อนๆมา และขยายจำนวนผู้ร่วมงาน เมื่อได้ถึง 11 คน ผมก็จัดตั้งมูลนิธิ ปัจจุบันผ่านไป 18 ปีแล้ว ผมภูมิใจที่จะบอกว่า ปีที่แล้ว เราเลี้ยงคนสองล้านคนใน 35 ประเทศโดยผ่านมูลนิธินี้ ในช่วงวันหยุด ในวันขอบคุณพระเจ้า วันคริสต์มาส (ปรบมือ) ในประเทศต่างๆทั่วโลก มันช่างวิเศษ (ปรบมือ) ขอบคุณครับ (ปรบมือ) ผมไม่ได้พูดเพื่อโอ้อวด ผมพูดเพราะผมภูมิใจ ในความเป็นคน เพราะพวกเขาต่างตื่นเต้นที่จะให้ เมื่อพวกเขาได้รับประสบการณ์นั้น ไม่ได้ดีแต่พูด

15:50 ท้ายสุด เวลาใกล้จะหมดแล้ว เป้าหมายที่หล่อหลอมคุณ นั่นคือสิ่งที่แตกต่างจากคนสู่คน เราต่างมีความต้องการ คุณเป็นพวกไม่เสี่ยงหรือ นั่นคือสิ่งที่ให้ค่าสูงสุดหรือ หรือชอบเสี่ยง ผู้ชายคนนี้คงไม่ใช่พวกกลัวเสี่ยงตาย ถ้าเขาอยากปีนเข้าไปในถ้ำเหล่านั้น คุณขับเคลื่อนด้วยความสำคัญ หรือความรัก? เราต้องการทั้งหกอย่าง แต่อย่างไรก็ตาม ระบบนำร่องของคุณ เบนเข็มไปในทิศต่างๆกัน เมื่อคุณไปในทิศทางนั้น ก็จะมีเป้าหมายหรือชะตาของตนเอง ส่วนที่สองคือแผนที่ เหมือนระบบควบคุมการทำงาน ที่บอกให้ไปถึงได้อย่างไร สำหรับบางคนแผนที่ก็คือ “ฉันจะช่วยชีวิตคน แม้ว่าต้องตายแทนคนอื่น” เขาจึงเป็นนักดับเพลิง แต่สำหรับบางคน “ฉันต้องฆ่าคนเพื่อให้ได้มา” พวกเขาพยายามบรรลุ ความต้องการสำคัญตน ใช่ไหม? พวกเขาทำเพื่อพระเจ้า เพื่อครอบครัว แต่เขาได้แผนที่คนละฉบับ

16:31 มีความเชื่อแตกต่างกันอยู่ 7 อย่างซึ่งผมไม่สามารถพูดได้ เดี๋ยวหมดเวลาเสียก่อน ข้อสุดท้ายคืออารมณ์ ส่วนหนึ่งของแผนที่เป็นเหมือนเวลา บางคนคิดว่า ระยะเวลายาวนานคือ 100 ปี คนอื่นอาจแค่ 3 วินาที และนั่นคือเวลาที่ผมมีเหลือ (หัวเราะ) และข้อสุดท้ายที่ผมพูดไปแล้ว เป็นเรื่องคุณ ถ้าคุณมีเป้าหมายและมีแผนที่ เช่น ผมไม่สามารถใช้กูเกิล เพราะว่าผมชอบแมค และแผนที่ในแมค ยังไม่ดีพอ — ถ้าคุณใช้ MapQuest — มีกี่คนที่ พลาดไปใช้ MapQuest กันบ้าง? (หัวเราะ) คุณใช้มันแล้วคุณไปไม่ถึงที่ ลองคิดดูซิ ถ้าความเชื่อของคุณรับประกันให้คุณไปไม่ถึงที่หมาย (หัวเราะ)

17:03 ข้อสุดท้ายคืออารมณ์ สิ่งที่จะพูดเรื่องอารมณ์คือว่า เรามีถึง 6000 อารมณ์ ที่มีคำศัพท์ระบุไว้ในภาษาอังกฤษ ซึ่งนั่นเป็นเพียงตัวอย่างของคำเรียก ซึ่งเปลี่ยนไปตามภาษาที่ใช้ แต่ถ้าเป็นอารมณ์หลักๆ ถ้ามีเวลา ผมจะมีสัก 20000 คนหรือสักพันคน และให้พวกเขาเขียนอารมณ์ทั้งหมดที่ประสบมา ในแต่ละสัปดาห์ และให้เวลาเท่าที่ต้องการ เขียนลงในด้านหนึ่งว่าเป็น อารมณ์บวก อีกด้านเป็น อารมณ์ลบ ลองทายดูว่าได้อารมณ์กี่แบบ? น้อยกว่า 12 และครึ่งหนึ่งทำให้รู้สึกแย่มาก ดังนั้นเขาได้สักห้าหรือหก อารมณ์ที่รู้สึกดี ก็คงประมาณว่า “สุข สุข ตื่นเต้น ฉิบหาย หงุดหงิด หงุดหงิด พ้ายแพ้ เศร้าสร้อย” มีกี่คนที่รู้จักคนที่ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ก็หาเรื่องฉุนเฉียวจนได้ กี่คนที่รู้จักคนแบบนี้? (หัวเราะ) หรือ ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น เขาหาทางที่จะมีความสุขหรือเร้าใจได้ มีกี่คนที่รู้จักคนแบบนี้บ้าง?

17:51 ตอนเหตุการณ์ 9/11 — ผมจะจบด้วยเรื่องนี้นะ — ผมอยู่ที่ฮาวาย ผมอยู่กับคน 2,000 คนจาก 45 ประเทศ เราแปลกัน 4 ภาษา ตลอดการฝึกอบรม ที่จัดขึ้นหนึ่งสัปดาห์ คืนก่อนหน้านั้นเรียกว่า “การควบคุมอารมณ์” ผมขึ้นไปโดยไม่ได้เตรียมเรื่องที่จะพูด เราจุดพลุ เฮฮา เราเล่นกันอย่างเต็มที่ ท้ายสุดผมก็หยุดทุกสิ่ง ผมมีแผนว่าจะพูด แต่ผมไม่ได้พูดสิ่งที่ผมคิด และทันใดนั้นผมก็บอกเขาว่า “คนเราเริ่มใช้ชีวิตจริงๆ เมื่อไร? เมื่อเผชิญกับความตาย” จากนั้นผมก็เล่าเรื่องราวที่ว่า ถ้าคุณกำลังออกจากเกาะนี้ในเก้าวันข้างหน้า แล้วคุณกำลังจะตาย คุณจะโทรหาใคร จะบอกเขาว่าอะไร คุณจะทำอะไร? มีหญิงคนหนึ่ง ในคืนที่เกิดเหตุการณ์ 9/11 หญิงผู้นั้นมาที่สัมมนาและเล่าว่า แฟนเก่าเธอถูกลักพาตัวไป และถูกฆาตกรรม แฟนใหม่ของเธอได้ขอเธอแต่งงาน แต่เธอปฏิเสธไป

18:39 เขาบอกเธอว่า “ถ้าคุณไปงานที่ฮาวาย เรื่องของเราถือว่าจบกัน” เธอบอกเขาไปว่า “มันจบแล้ว” เสร็จงานคืนนั้นเธอโทรหาเขา และฝากข้อความไว้ — นี่เป็นเรื่องจริง — บนตึกเวิล์ดเทรดเซ็นเตอร์ ณ ที่ทำงานเขา เธอบอกว่า “ที่รัก ฉันรักเธอ ฉันเพียงอยากให้เธอรู้ว่า ฉันอยากแต่งงานกับคุณ ฉันช่างโง่จัง” เมื่อตอนเธอหลับอยู่ เพราะเวลาของเราคือตีสาม ตอนที่เขาโทรกลับมา จากยอดตึกเขาบอกว่า “ที่รัก ผมพูดไม่ออกว่ามันมีความหมายแค่ไหน ผมไม่รู้จะบอกคุณว่าอย่างไร แต่คุณได้ให้ของขวัญที่วิเศษสุด เพราะว่าผมกำลังจะตาย” และเธอเล่นเทปนั้นให้พวกเราฟังในห้อง เธอไปในรายการ Larry King ซึ่งเขาได้ถามว่า “คุณคงสงสัยว่า เกิดเรื่องแบบนี้ถึงสองครั้งได้อย่างไร” และเขาพูดว่า “ผมบอกได้แต่ว่า คงเป็นสัญญาณจากพระเจ้า ทุกวันต่อจากนี้ไป คือการให้ และรักให้หมดใจ อย่าให้มีอะไรหยุดคุณได้อีก” เมื่อจบลง ชายคนหนึ่งลุกขึ้น และพูดว่า “ผมมาจากปากีสถาน ผมเป็นมุสลิม ผมอยากจะกุมมือคุณและบอกว่า ผมเสียใจ แต่มันเป็นกรรมตามสนอง” ผมไม่สามารถเล่าเรื่องที่เหลือ เพราะผมหมดเวลาแล้ว (หัวเราะ) 10 วินาที (ปรบมือ)

19:48 10 วินาที ด้วยความเคารพ ผมขอเพียง 10 วินาที ผมบอกได้แต่เพียงว่า ผมพาชายผู้นี้มาขึ้นเวที พร้อมกับชายอีกคนจากนิวยอร์ก ผู้เคยทำงานที่ World Trade Center เพราะว่าผมรู้จักประมาณ 200 คนจากนิวยอร์ก มากกว่า 50 คน เสียบริษัท เสียเพื่อน ขีดค่าชื่อ ที่อยู่ในมือถือ — มีหญิงนักลงทุน หญิงเหล็ก เสียงดัง ตัดชื่อเพื่อน 30 คนทิ้ง เพราะพวกเขาตายหมด และผมพูดว่า “จะทำอย่างไรต่อไป? มันมีความหมายอย่างไร และเราจะทำอะไรต่อไป?”

20:13 ผมชักนำกลุ่มให้ผู้คนสนใจ ถ้าคุณไม่ได้สูญเสียใครในวันนี้ เป้าหมายวันนี้ก็คือ จะช่วยผู้อื่นอย่างไร ยังมีผู้คนอีกมากมาย — มีหญิงคนหนึ่งลุกขึ้นตะโกนด้วยความโกรธ ผมรู้ทีหลังว่าเธอไม่ได้มาจากนิวยอร์ก เธอไม่ใช่อเมริกัน เธอไม่รู้จักใครที่นั่น ผมถามเธอว่า “คุณโมโหตลอดเลยหรือ?” เธอตอบว่า “ใช่” คนผิดย่อมรู้สึกผิด คนเศร้าย่อมรู้สึกเศร้า และผมได้นำชายทั้งสองมาทำการเจรจากันทางอ้อม ชาวยิวที่ผ่านสงครามโลก ชาวนิวยอร์ก ผู้ซึ่งอาจตายถ้าเขาไปทำงานในวันนั้น และชายอีกคน ผู้ต้องการเป็นผู้ก่อการร้าย และผมเก็บภาพการร่วมมือกันบนแผ่นฟิล์ม ซึ่งผมยินดีที่จะส่งให้คุณได้ดู ให้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นแทนที่จะฟังจากผม แต่ทั้งคู่ไม่เพียงมาร่วมกันเพื่อ เปลี่ยนความเชื่อต่อโลกใบนี้ แต่พวกเขาทำงานร่วมกันเพื่อนำ ตลอดสี่ปีที่ผ่านมา ผ่านสุเหร่าและโบสถ์ยิว นำความคิด ของการสร้างสันติภาพ และเขาเขียนหนังสือที่ชื่อว่า “สงครามศักดิ์สิทธิ์ หนทางสู่สันติของข้าฯ” เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

21:01 สิ่งที่ผมเชิญชวนให้ท่านทำคือ ค้นหาเครือข่ายท่านดู เครือข่ายที่นี่ ทั้งความต้องการ ความเชื่อ อารมณ์ที่ควบคุมคุณอยู่ เพื่อสองเหตุผล: เพื่อเป็นผู้ให้ที่มากขึ้น และผู้รับที่มากขึ้น เราต่างต้องการทำ เพราะการให้ คือสิ่งที่เติมคุณให้เต็ม และข้อสอง เพื่อให้คุณได้เห็นค่า ไม่เพียงแต่เข้าใจ นั่นมันแค่ความคิด ในสมอง แต่ให้เห็นคุณค่าในสื่งขับเคลื่อนผู้อื่น มันเป็นวิธีเดียวที่โลกเราจะเปลี่ยนได้ ขอให้พระเจ้าคุ้มครองคุณ ขอบคุณครับ ผมหวังว่าสิ่งนี้เป็นประโยชน์ (ปรบมือ)