Categories
บันทึก

กฏ 5 ข้อของทองคำ จากหนังสือ The Richest Man in Babylon

หากคุณสนในเรื่องการบริหารเงินเบื้องต้นแต่ติดตรงที่ไม่ชอบอ่านหนังสือวิชาการหนักๆ ผมขอแนะนำ “เศรษฐีชี้ทางรวย” หรือ The Richest man in Babylon หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่หนังสือวิชาการหรือ How To หนักอึ้ง แต่เป็นนิทานเรื่องสั้นๆ เกี่ยวกับความรู้ทางการเงิน

หนังสือจะเล่าเรื่องของ ดาบา บุรุษผู้ร่ำรวยที่สุดในนครบาบิโลน ที่ได้รับคำสั่งจากกษัตริย์ให้ช่วยสอนประชาชนเกี่ยวกับการจัดการเงิน ซึ่งคำสอนของดาบานั่น สามารถนำมาปรับใช้ได้ในยุคปัจจุบัน แม้ว่าเวลาจะผ่านมากว่า 5000 ปีแล้วก็ตาม

กฏ 5 ข้อของทองคำนั้น คือสิ่งที่ดาบาได้ให้ติดตัวกับลูกชายพร้อมกับเงินขวัญถุงเล็กๆน้อยๆ เมื่อเขาส่งให้ลูกชายออกไปหาประสบการณ์และพิสูจน์ความสามารถว่าลูกชายเขาสามารถดูแลทรัพย์สมบัติของเขาได้แม้เขาจะลาจากโลกนี้ไปแล้ว เรามาดูกันดีกว่า กฏ 5 ข้อของทองคำมีอะไรกันบ้าง

กฏข้อที่ 1

ทองคำย่อมหลั่งไหลมามากขึ้นเรื่อยๆ สู่ทุกคนที่เก็บออมไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของรายได้ทั้งหมด เพื่อสร้างหลักฐานสำหรับอนาคตของตนเองและครอบครัว

กฏของทองคำข้อที่ 1

ถ้าเป็นภาษาง่ายๆคือเราควรจะเริ่มสะสมเงิน 10% จากรายได้ทั้งหมดเอาไว้ เพื่อเป็นเงินสำหรับตัวเราเอง ไม่ว่าจะเป็นเงินสำรองหรือเงินลงทุน เพราะถ้าแค่ 10% ของรายได้ยังเก็บไม่ได้เลย ก็อย่าหวังร่ำรวย และอีกอย่างคือ อย่าหมิ่นเงินน้อยถึงจะแค่เดือนละ 500 ก็ควรเก็บไป เพราะนอกจากจำนวฯเงินแล้วยังเป็นการฝึกนิสัยอีกด้วย

กฏข้อที่ 2

ทองคำย่อมเต็มใจทำงานอย่างขยันขันแข็ง ให้กับเจ้าของผู้ชาญฉลาดที่รู้จักนำมันไปใช้ให้เกิดดอกออกผล มันจะทวีคูณขึ้นประหนึ่งฝูงปศุสัตว์ในท้องทุ่ง

กฏของทองคำข้อที่ 2

นอกจากจะเก็บเงินแล้วเราควรหาความรู้เรื่องการลงทุนด้วย เพื่อเราจะได้นำเงินที่เราเก็บสะสมไปลงทุนให้เกิดผลตอบแทน และแน่นอนว่าการลงทุนนั้นเราต้องศึกษาเป็นอย่างดี ไม่ใช่แค่เอาเงินไปฝากเขาแล้วหวังว่าจะได้ผลตอบแทนกลับมา

กฏข้อที่ 3

ทองคำย่อมภักดีเหนียวแน่นต่อเจ้าของผู้รอบคอบ ที่นำมันไปลงทุนภายใต้คำแนะนำของคนที่ฉลาดในการจัดการ

กฏของทองคำข้อที่ 3

อย่างที่เขาบอกกันว่า “การลงทุนมีความเสี่ยงผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการลงทุน” การลงทุนใช่ว่าจะได้แต่กำไรเสมอไป เราต้องศึกษาด้วยว่าสิ่งที่เราลงทุนไปมีความเสี่ยงอะไร หรือถ้าเราไม่รู้ก็ควรปรึกษาผู้รู้และนำมาวิเคราะห์ต่อ เพราะถึงจะเป็นกูรูเองก็ใช่ว่าจะเชื่อได้ทุกอย่าง ดังนั้นเราจึงควรลงทุนอย่างรอบคอบ เพื่อรักษาเงินของเราไว้

กฏข้อที่ 4

ทองคำย่อมหลุดลอยจากมือของคนที่นำมันไปลงทุนในธุรกิจ หรือจุดประสงค์ที่เขาไม่คุ้นเคย หรือที่ผู้เชี่ยวชาญในการเก็บรักษาทองคำไม่เห็นด้วย

กฏของทองคำข้อที่ 4

ถ้าวันนึงมีคนมาชวนเราให้ไปลงทุนในสิ่งที่เราไม่เคยศึกษามาก่อน ก็ขอให้ทำใจร่มๆไว้แล้วค่อยๆศึกษาว่าการลงทุนที่บอกมานั้นเป็นอย่างไรกันแน่ เพราะถ้าเราสุ่มสี่สุ่มห้าเห็นแก่ผลตอบแทนแต่ไม่เข้าใจในสิ่งที่เราลงเงินไป เงินของเราอาจจะหายไปแบบงงๆ ที่เขามักเรียกกันว่า เสียค่าโง่ ดังนั้นอย่าลงทุนในสิ่งที่เราไม่เข้าใจ

กฏข้อที่ 5

ทองคำย่อมหลบหนีจากคนที่บังคับให้มันหารายได้แบบเป็นไปไม่ได้หรือจากคนที่ทำตามคำแนะนำล่อใจของคนเจ้าเลห์เจ้าอุบาย หรือจากคนที่นำมันไปลงทุนด้วยความอ่อนประสบการณ์ และด้วยความปรารถนาอันเพ้อฝันของตนเอง

กฏของทองคำข้อที่ 5

ถ้ามีคนมาบอกว่าแค่เอาเงินไปฝากเขาไว้แล้วเราก็จะได้ผลตอบแทนสูงๆ ก็คิดได้เลยว่าเราอาจจะเจอแก๊งต้มตุ๋นเข้าให้แล้ว เพราะการลงทุนในสิ่งที่เราไม่รู้มันเสี่ยงมากที่เราจะสูญเงินที่เราสะสมมาด้วยความยากลำบากไปอย่างง่ายดาย อย่าโลภมากนัก

The Richest man in Babylon เหมาะมากสำหรับคนที่ไม่ชอบอ่านหนังสือหนักๆ และหลักการในหนังสือยังสามารถใช้ได้ในปัจจุบัน นอกจากกฏ 5 ข้อของทองคำที่นำมาเล่าให้ฟังแล้วยังมีข้อคิดอื่นๆที่น่าสนใจในเล่มอีกมากมาย

The Richest Man in Babylon

The Richest Man in Babylon: The Five Laws of Gold

What can possibly be learned about modern finance from a book first published in 1926, you ask? What is so worthwhile about The Richest Man in Babylon that causes it to still be in print today? This week, we’ll look closer at this personal finance classic to see what hidden gems are within.

Another story central to The Richest Man in Babylon is the tale of the five laws of gold, a five-point philosophy handed down to later generations by Arkad, the titular richest man in Babylon. Here are the five laws, with discussion of what they mean in a modern context.

Laws of Gold No. 1

Gold cometh gladly and in increasing quantity to any man who will put by not less than one-tenth of his earnings to create an estate for his future and that of his family.

Laws of Gold No. 1

In other words, a person should put away 10% of his or her income for the future as a bare minimum. This rule is so incredibly fundamental, yet only a small minority even bother to follow it.

Laws of Gold No. 2

Gold laboreth diligently and contentedly for the wise owner who finds for it profitable employment, multiplying even as the flocks of the field.

Laws of Gold No. 2

If you invest your money well, your money will simply make more money. Again, a very simple and obvious rule, but one that many people never get to because they didn’t follow the first rule.

Laws of Gold No. 3

Gold clingeth to the protection of the cautious owner who invests it under the advice of men wise in its handling.

Laws of Gold No. 3

This rule encourages cautious investing, or at least encourages the investor to at least be informed. In today’s era, one can turn to the internet for plenty of investing information.

Laws of Gold No. 4

Gold slippeth away from the man who invests it in businesses or purposes with which he is not familiar or which are not approved by those who are skilled in its keep.

Laws of Gold No. 4

This goes hand in hand with the third rule: if you invest in stuff you don’t understand, you’re likely to lose money. Don’t buy the latest hot stock from your stockbroker; investigate and invest where you want.

Laws of Gold No. 5

Gold flees the man who would force it to impossible earnings or who followeth the alluring advice of tricksters and schemers or who trusts it to his own inexperience and romantic desires in investment.

Laws of Gold No. 5

The worst option is to invest in anything that promises absurdly good returns, or anything that you’re heavily pressured into buying. These investments are scams and won’t stand up to serious research.

The five rules really are all you need to know: save some money, do some research, and only invest in the fruits of that research. Anything else is a sure way to fall behind.

Tomorrow, we’ll look at the other stories included in The Richest Man in Babylon.

The Richest Man in Babylon is the seventh of fifty-two books in The Simple Dollar’s series 52 Personal Finance Books in 52 Weeks.

Categories
ตนเอง หนังสือ

ประยุกต์ใช้กฎ 80/20 กับทุกสิ่ง

กฎ 80/20 เป็นกฎที่ช่วยเราได้มากที่สุดกฎหนึ่งในบรรดาแนวความคิด ของการบริหารเวลาและชีวิต มันมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า หลักปาเรโต้ ตามชื่อของบิดาแห่งหลักการนี้ ที่เป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่มีชื่อเต็มว่า วิลเฟรโด้ ปาเรโต้ (Vilfredo Pareto) ซึ่งได้เขียนอธิบายหลักการนี้ไว้ตั้งแต่ปี 1895 หรือพุทธศักราช 2438 หรือ 110 ปีมาแล้ว ปาเรโต้ได้สังเกตว่าคนในสังคมของเขาดูเหมือนจะแบ่งออกตามธรรมชาติออกเป็นสองกลุ่มซึ่งเขาเรียกว่า “คนส่วนน้อยที่สำคัญมาก (vital few)” อันเป็นกลุ่มคนที่มีปริมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ของประชากร ที่ครอบครองความมั่งคั่งและมีอิทธิพลในประเทศ และอีกกลุ่มหนึ่งคือ “ส่วนมากที่สำคัญน้อย (trivial many)” ซึ่งเป็นกลุ่มประชากรระดับล่างที่มีจำนวน 80 เปอร์เซ็นต์ของ จำนวนประชากรทั้งหมด

การค้นพบที่ยิ่งใหญ่

ต่อมาเขาได้ค้นพบว่า กิจกรรมเชิงเศรษฐกิจทั้งหมดเป็นไปตามหลักปาเรโต้เช่นกัน ตัวอย่างเช่น
กฎข้อนี้กล่าวว่า กิจกรรมจำนวน 20 เปอร์เซ็นต์ของคุณจะก่อให้เกิดผลลัพธ์ 80 เปอร์เซ็นต์

ลูกค้าจำนวน 20 เปอร์เซ็นต์ของคุณจะทำให้คุณขายได้ 80 เปอร์เซ็นต์ของยอดขายทั้งหมด

สินค้าหรือบริการ จำนวน 20 เปอร์เซ็นต์ของคุณจะก่อให้เกิดผลกำไร 80 เปอร์เซ็นต์ของผลกำไรทั้งหมด
การงาน 20 เปอร์เซ็นต์ของคุณจะส่งผลที่มีคุณค่าในสิ่งที่คุณทำเป็นจำนวน 80 เปอร์เซ็นต์ และเป็นดังนี้เรื่อยไป

นั่นหมายความว่า หากคุณมีรายการของงานที่จะต้องทำอยู่สิบรายการแล้วละก็
งานสองงานในจำนวนนั้นจะกลายเป็นงานที่มีค่ามากเท่ากับหรือมากกว่าผลของงานอีกแปดงานรวมเข้าด้วยกัน

ผลลัพธ์ที่มากที่สุด

และการค้นพบที่น่าสนใจประการหนึ่งก็คือ การงานแต่ละงานเหล่านี้อาจกินเวลาที่จะทำให้สำเร็จเท่าๆกัน แต่งานเพียงหนึ่งหรือสองอย่างในจำนวนนี้จะให้คุณค่าดีกว่าห้าถึงสิบเท่าของงานอื่นๆที่เหลือ คุณอาจไม่เชื่อ แต่บ่อยครั้งงานเพียงหนึ่งงานที่คุณต้องทำในจำนวนนั้นสามารถมีค่ามากกว่างานอีกเก้างานที่เหลือรวมกันเลย และงานนี้เองที่คุณควรจะต้องทำก่อนงานอื่นทันที

งานที่มีคุณค่ามากที่สุด

งานที่มีคุณค่ามากที่สุดที่คุณสามารถทำในแต่ละวันมันจะเป็นงานที่ยากและซับซ้อนมากที่สุด แต่ผลหรือรางวัลที่จะได้รับ เมื่อคุณทำงานนั้นสำเร็จอย่างมีประสิทธิผลนั้นสามารถเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่มหาศาลเลยทีเดียว ด้วยเหตุนี้เองที่คุณต้องไม่ยอมทำงานต่างๆ ที่ไม่สำคัญในส่วนของ 80 เปอร์เซ็นต์ แล้วหันไปทำงานในกลุ่มสำคัญ 20 เปอร์เซ็นต์นั้นโดยเร็ว

ก่อนที่คุณจะเริ่มทำงานในแต่ละวัน ให้ถามตัวเองเสมอว่า “งานนี้อยู่ในกลุ่มกิจกรรมสำคัญ 20 เปอร์เซ็นต์ ของฉันหรือว่าอยู่ในกลุ่ม 80 เปอร์เซ็นต์ที่ไม่สำคัญกันนะ”

เรามาเริ่มกันดีกว่า

สิ่งที่ยากที่สุดของงานที่สำคัญไม่ว่าจะเป็นงานใดก็คือการเริ่มต้นก้าวออกไปก้าวแรก ครั้นเมื่อคุณเริ่มลงมือทำงานที่มีคุณค่างานไปแล้วจริงๆ ก็จะดูเหมือนว่าคุณอยากทำต่อโดยไม่หยุด มันมีส่วนของสมองและจิตใจของคุณบางส่วนที่ชอบการทำงานที่สำคัญยิ่งอย่างไม่วางมือ ซึ่งงานนี้เป็นงานที่สามารถสร้างความแตกต่างขึ้นมาได้จริง คุณจะต้องใส่ข้อมูลเช่นนี้เข้าไปในสมองของคุณอยู่ตลอดเวลาด้วยการทำงานชนิดนี้ทันที

บริหารชีวิตของคุณทุกวัน

แท้จริงแล้วการบริหารเวลาก็คือการบริหารชีวิต มันเป็นการบริหารตัวตนของคุณเอง คุณจะควบคุมเหตุการณ์ต่อเนื่องที่เกิดขึ้นได้ การบริหารเวลาเป็นการที่คุณรู้ว่าขั้นต่อไปคุณจะทำอะไร คุณต้องสามารถเลือกสิ่งที่สำคัญออกจากสิ่งที่ไม่สำคัญ และนั่นคือปัจจัยความสำเร็จที่เป็นกุญแจสำคัญของชีวิตและงานที่มีความสุขและรุ่งเรือง

คนที่ผลิตอะไรออกมาได้มากๆและมีประสิทธิผลจะทำอะไรอย่างสม่ำเสมอหรือเรียกได้ว่าเขามีวินัยในตนเองก็ได้ วินัยนี้นำไปใช้กับการทำให้ตัวเองลงมือทำงานที่สำคัญทันที นั่นทำให้เขาประสบความสำเร็จและมีความสุขมากกว่าคนอื่นๆทั่วๆไปอย่างมากมาย คุณเองก็ควรจะใช้ชีวิตเช่นนี้

JUST DO IT

แบบฝึกหัดลงมือปฏิบัติ

เขียนรายการเป้าหมายหลัก กิจกรรม โครงการ และความรับผิดชอบทั้งหลายทั้งปวงในชีวิตของคุณวันนี้ แล้วพิจารณาว่างานไหนอยู่ในส่วน 20 เปอร์เซ็นต์ และงานไหนอยู่ในส่วน 80 เปอร์เซ็นต์ และส่งผลดี 80 เปอร์เซ็นต์ และ 20 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ

ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่าคุณจะทำงาน 20 เปอร์เซ็นต์เหล่านี้ทุกวันเพื่อสร้างชีวิตอนาคตของคุณ

ด้วยการใช้เวลาที่น้อยลงๆกับงานที่มีคุณค่ามากขึ้นๆ

(หนังสือ คิดแบบกฎ 80/20 ออกวางจำหน่ายแล้ว เรียบเรียงโดย พันโทอานันท์ ชินบุตร ราคาปก 99 บาท)

Categories
บันทึก

13 นิสัย เศรษฐี ควรค่าแก่การเดินตาม สำหรับมือใหม่หัดสร้างตัว

มีคนจำนวนไม่น้อยที่โชคดีเกิดมาพร้อมต้นทุนชีวิตที่ดี มีเงินถุงเงินถัง ได้ชื่อว่าเป็นมหาเศรษฐีแบบไม่ต้องลงแรง แต่ก็มีคนอีกมากมายที่สามารถเปลี่ยนตัวเองจากคนธรรมดาเป็นมหาเศรษฐีได้ด้วยน้ำพักน้ำแรง อะไรคือความลับของพวกเขา ไม่ต้องปวดหัวหาคำตอบอีกต่อไป เพราะ โทมัส คอร์ลีย์ ได้เฉลยคำตอบไว้ในหนังสือเรื่อง “Change Your Habits, Change Your Life” ไว้หมดแล้ว หลังจากใช้เวลาถึง 5 ปี ศึกษาเกี่ยวกับนิสัยของบรรดาเศรษฐีที่สร้างตัวด้วยตัวเองถึง 177 คน และพบว่าอุปนิสัยมีผลต่อความสำเร็จหรือล้มเหลวในชีวิตคนเราจริงๆ โดยเขาได้สรุป 13 นิสัยที่บรรดา เศรษฐี พึงมี ซึ่งคุณไม่จำเป็นต้องอายหากคิดจะทำตาม

1.รักการอ่าน

1.รักการอ่าน : เศรษฐี ส่วนใหญ่ชอบหาความรู้ใส่ตัวมากกว่าหาความบันเทิง 88%ของเศรษฐีอุทิศเวลาอย่างน้อยวันละ 30 นาทีเพื่ออ่านหนังสือ โดยหนังสือยอดฮิตที่นิยมอ่าน ได้แก่ ชีวประวัติของคนที่ประสบความสำเร็จ ประวัติศาสตร์ และหนังสือเพื่อพัฒนาตัวเอง

2.ชอบออกกำลังกาย

2.ชอบออกกำลังกาย : 76%ของเศรษฐีแบ่งเวลาอย่างน้อยวันละ 30 นาทีหรือมากกว่านั้น เพื่อออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอให้หัวใจสูบฉีด ซึ่งไม่เพียงดีต่อสุขภาพ แต่ยังส่งผลถึงสมอง ช่วยบำรุงเซลล์สมอง เพิ่มการผลิตของกลูโคสซึ่งเปรียบเหมือนเชื้อเพลิงที่พร้อมจุดประกายให้สมองโลดแล่น

3.สังสรรค์กับคนที่ประสบความสำเร็จด้วยกัน

3.สังสรรค์กับคนที่ประสบความสำเร็จด้วยกัน : คนเราจะประสบความสำเร็จได้ เมื่อห้อมล้อมด้วยคนที่ประสบความสำเร็จ เศรษฐีจึงมักคบค้ากับคนที่มีเป้าหมายในชีวิต มองโลกในแง่ดี และมีความกระตือรือร้น ขณะเดียวกันพวกเขาเลือกหันหลังให้กับพวกโลกสีเทา ชอบคิดลบ เพราะมองว่ามุมมองลบๆจะบั่นทอนความมุ่งมั่นในการไล่ล่าความสำเร็จของตัวเอง

4.ไล่ตามเป้าหมายของตัวเอง

4.ไล่ตามเป้าหมายของตัวเอง : หลายคนเสียเวลาในชีวิตไปกับการวิ่งตามความฝันของคนอื่นขณะที่เศรษฐีส่วนใหญ่มุ่งมั่นกับการวิ่งตามความฝันของตัวเอง เพราะพวกเขารู้ดีว่าแพชชั่นจะทำให้การทำงานเป็นเรื่องสนุก ทำให้มีพลังและพร้อมจะเอาชนะความล้มเหลวและความผิดพลาดที่เข้ามา

5.ตื่นแต่เช้า

5.ตื่นแต่เช้า : เกือบ 50% ของเศรษฐีจะตื่นนอน 3 ชั่วโมงก่อนที่จะเริ่มทำงาน เพื่อจะได้มีเวลาสะสางงานที่ตั้งใจทำให้เสร็จโดยไม่ต้องหวั่นเกรงว่า การประชุมที่ยืดยาว หรือ การจราจรที่ติดขัด จะกระทบกับงานที่คุณตั้งเป้าไว้ ซึ่งในทางจิตวิทยา ข้อดีของการบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้เสมอ ก็เหมือนเป็นการให้รางวัลตัวเองทางอ้อม ทำให้คุณรู้สึกว่าสามารถควบคุมปัจจัยรอบตัวได้

6.มีรายได้จากหลายแหล่ง

6.มีรายได้จากหลายแหล่ง : 65% ของคนรวยมักมีแหล่งรายได้ไม่ต่ำกว่า 3 แห่ง นอกจากเงินเดือนประจำ พวกเขายังมีช่องทางหาเงินจากการปล่อยเช่าอสังหาริมทรัพย์ การลงทุนในตลาดหุ้น และเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจ

7.มีกุนซือดี

7.มีกุนซือดี : ถือเป็นอีกหนึ่งเคล็ดลับที่ทำให้เศรษฐีจำนวนไม่น้อยประสบความสำเร็จกุนซือที่ดีต้องคอยให้กำลังใจและผลักดันให้นักธุรกิจเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง และคอยสอนว่าอะไรที่ควรหรือไม่ควรทำ รวมทั้งแบ่งปันประสบการณ์เพื่อให้นักธุรกิจนั้นได้นำมาเป็นบทเรียน

8.คิดบวกเสมอ

8.คิดบวกเสมอ : คนส่วนใหญ่ มักไม่รู้เท่าทันความคิดของตัวเอง ไม่รู้ว่าตัวเองชอบคิดลบ ซึ่งตรงข้ามกับนิสัยของเศรษฐีที่นิยมคิดบวกอยู่เสมอ

9.เป็นจ่าฝูง

9.เป็นจ่าฝูง: เศรษฐีมักเลือกที่จะสร้างกลุ่มก้อนของตัวเอง แล้วดึงคนอื่นที่มีความสนใจคล้ายกันเข้ามาอยู่ด้วยกัน มากกว่าที่จะพาตัวเองเข้าไปกับกลุ่มก๊วนที่คนส่วนใหญ่อยู่

10.รู้มารยาทสังคม

10.รู้มารยาทสังคม : นับเป็นหนึ่งในคุณสมบัติของเหล่าเศรษฐี ไม่ว่าจะต้องไปออกงานสำคัญขนาดไหนพวกเขาก็รักษามารยาทในสังคมได้เป็นอย่างดี และแต่งกายได้เหมาะสมกับวาระโอกาส

11.ช่วยคนอื่นให้ประสบผลสำเร็จ

11.ช่วยคนอื่นให้ประสบผลสำเร็จ : ไม่มีใครประสบความสำเร็จได้ด้วยตัวคนเดียว เพราะฉะนั้นเศรษฐีจึงไม่ลืมยื่นมือเข้าช่วยเหลือคนที่มีฝันมีความมุ่งมั่น ให้ประสบความสำเร็จ ไม่แน่ว่าในอนาคตคนเหล่านี้อาจกลายเป็นหนึ่งในขุนพลสำคัญของทีมงานของเขาก็ได้

12.หยุดเพื่อคิด

หยุดเพื่อคิด : เศรษฐีจะแบ่งเวลา10-15 นาทีเพื่อตั้งคำถามกับตัวเองในตอนเช้า เช่น จะทำอย่างไรเพื่อหาเงินให้ได้มากขึ้น, มีความสุขกับงานที่ทำหรือยัง,ออกกำลังกายเพียงพอหรือยัง

13.รับฟังเสียงสะท้อน

13.รับฟังเสียงสะท้อน : เศรษฐีไม่กลัวคำวิจารณ์ แต่มองว่าเป็นข้อมูลสำคัญที่ใช้ประเมินสิ่งที่ทำอยู่ว่าดีหรือไม่ สิ่งที่กำลังทำนั้นมาถูกทางหรือไม่

ขอบคุณอ้างอิงข้อมูลจาก Bussiness Insider

แปลโดย TERRABKK