Categories
การเงิน บันทึก หนังสือ

17 ข้อคิดจากหนังสือถอดรหัสลับสมองเงินล้าน

17 ข้อคิดจากหนังสือถอดรหัสลับสมองเงินล้าน
Secrets of the Millionaire Mind
1. คนรวยเชื่อว่า “ฉันควบคุมชะตาชีวิตของตัวเอง” คนจนเชื่อว่า “ฉันถูกลิขิตให้เป็นอย่างนี้”
2. คนรวยเล่นเกมการเงินเพื่อที่จะเอาชนะ คนจนเล่นเกมการเงินเพื่อไม่ให้แพ้
3. คนรวยทุ่มเทเพื่อความรวย คนจนแค่อยากรวย
4. คนรวยคิดการใหญ่ คนจนคิดการเล็ก
5. คนรวยมุ่งความสนใจไปที่โอกาส คนจนมุ่งความสนใจไปที่อุปสรรค
6. คนรวยชื่นชมผู้ร่ำรวยและประสบความสำเร็จคนอื่นๆ คนจนชิงชังผู้ร่ำรวยและประสบความสำเร็จ
7. คนรวยคบหาสมาคมกับคนที่มองโลกในแง่ดีและประสบความสำเร็จ คนจนขลุกอยู่กับคนที่มองโลกในแง่ร้ายหรือไม่ประสบความสำเร็จ
8. คนรวยเต็มใจโปรโมทตัวเองและคุณค่าของตนเอง คนจนมองการขายและโปรโมชั่นในแง่ลบ
9. คนรวยมองปัญหาเป็นเรื่องเล็ก คนจนมองปัญหาเป็นเรื่องใหญ่
10. คนรวยเป็นผู้รับที่ยอดเยี่ยม คนจนเป็นผู้รับที่ยอดแย่
11. คนรวยเลือกที่จะได้รับเงินตามผลงาน คนจนเลือกที่จะได้รับเงินตามระยะเวลาที่ทำงาน
12. คนรวยเลือก “ทั้งสองทาง” คนจนเลือก “ทางใดทางหนึ่ง”
13. คนรวยสนใจมูลค่าทรัพย์สิน คนจนสนใจแต่รายได้จากการทำงาน
14. คนรวยเก่งเรื่องการบริหารเงิน คนจนเก่งเรื่องการบริหารเงินแบบผิดๆ
15. คนรวยให้เงินทำงานหนักเพื่อตัวเอง คนจนทำงานหนักเพื่อให้ได้เงิน
16. คนรวยมุ่งไปข้างหน้าแม้จะหวาดกลัว คนจนปล่อยให้ความกลัวหยุดยั้งตนเอง
17. คนรวยเรียนรู้และเติบโตอยู่ตลอดเวลา คนจนคิดว่าตัวเองรู้ดีอยู่แล้ว
Secrets of the Millionaire Mind
=======================================
T. Harv Eker
Categories
คำคม

The only way on earth to multiply happiness is to divide it

The only way on earth to multiply happiness is to divide it.

ทางเดียวบนโลกใบนี้ ที่จะทำให้ความสุขนั้นมีมากขึ้นนั้นก็คือ ให้แบ่งความสุขนั้น (แบ่งให้คนอื่น ยิ่งให้ ยิ่งสุขเยอะ)

– Paul Scherer

Categories
หนังสือ

สรุปหนังสือ 100 คนคิด 10 คนทำ 1 คนสำเร็จ

100 คนคิด

เปิดเสรีทางความคิดคนเรา เกิดมาทุกคนมีความคิดอยากจะได้อยากจะเป็น คิดไปต่างๆนาๆ คิดไปเถอะแต่ต้องคิดให้อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง อย่าคิดฟุ้งซานและอย่ากลัวว่าถ้าคิดออกมาแล้วคนอื่นจะหัวเราะ ในเมื่อมันเป็นความคิดทุกคนย่อมมีอิสระในการที่จะคิดอย่าปิดกั้นตัวเอง และคิดอย่างมีสติและความคิดที่ดีจะส่งผลดีแก่ตัวเราเอง และไม่ทำให้ผู้อื่นได้รับความเดือดร้อน การที่คนเราได้คิดได้จิตนาการเป็นการเปิดโลกกว้างให้กับตัวเอง และการที่เราได้คิดได้จิตนาการอย่าทำให้มันเพียงแค่ความคิด หรือความฝันเฉยๆแต่เราต้องลงมือกระทำด้วยการลงมือ ทำย่อมดีกว่าการที่จะคิดหรือฝันเฉยๆ ถ้าไม่ลงมือกระทำก็เป็นแค่ความฝันไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย การที่คนเราจะฝันต้องฝันให้ไกลๆและต้องไปให้ถึงจุดมุงหมาย การที่จะไปให้ถึงจุดหมายได้มันยาก แต่ก็ต้องมีความพยายามที่จะทำตามความฝัน มองโลกในแง่ดีเข้าไว้ ไม่ท้อเมื่อเจอกับปัญหาเราต้องเปลี่ยนความฝัน ให้เป็นความคิด เปลี่ยนความคิดให้เป็นความจริงแล้ว สิ่งที่เราได้ฝันไว้ต่อ ให้ไกลแค่ไหนก็อยู่แค่เอื้อม

ต้องมีการวางแผนแบบคร่าวๆก่อนจะทำการวางแผนหรือทำอะไรก็ต้องดูความพร้อมของตัวเองก่อนว่า มีความพร้อมแค่ไหนไม่ว่าจะเป็นความพร้อม ทางด้านร่างกายจิตใจ ทางการเงิน อุปสรรค์ที่จะต้องพบเจอในมีอะไรบ้าง เมื่อดูความพร้องของตัวเองแล้วก็ตั้งเป้าหมายให้กับตัวเองเลยว่า ยากทำอะไรในอนาคตอยากประสบความสำเร็จในด้านไหนบ้าง การตั้งเป้าหมายในชีวิตไม่ใช่เรื่องยากแต่สิ่งที่ยากก็คือ การลงมือกระทำให้ประสบความสำเร็จต่อมาเรามาดูโอกาส และความเป็นไปได้เมื่อมีโอกาสเราต้องรีบคว้าไว้อย่าไปกลัว เพราะความกลัวคือ มารร้ายที่จะทำให้สูญเสียโอกาสดีๆ ต้องมีความกล้าเข้าไว้ต้องกล้าที่จะรักษาโอกาสนั้นไว้และ จงรักอุปสรรค์เหมือนรักโอกาส เพราะในโลกนี้ไม่มีใครได้อะไรมาโดยปราศจากอุปสรรค์ก่อนที่คนเราจะประสบความสำเร็จก็ต้องพบเจอกับอุสรรค์ทุกคน และเราต้องฟันฝ่าอุปสรรค์ไปให้ได้อย่าท้อแท้หรือถอดใจค่อยๆ ก้าวไปอย่างช้าๆ แต่มีสติ

คิดบวกเข้าไว้อย่างในตัวอย่างของหนังสือเล่าว่า กบแข่งกันขึ้นเสาไฟพวกกองเชียก็ต่างพูดว่าขึ้นไม่ได้หรอกดูถูกต่างๆนาๆกบหลายตัวหล่นลงมาทีละตัวๆ แต่มีกบตัวหนึ่งพยายามจะขึ้นให้ได้จนมันสามารถทำสำเร็จกบทุกตัวต่างสงสัยว่าทำไมกบตัวเล็กๆ จึงมีพลังที่จะปีนขึ้นเสาไฟและทำให้ประสบความสำเร็จได้อย่างไร เรื่องกลับกลายเป็นว่า แท้จริงแล้วเจ้ากบน้อยตัวนั้นหูหนวก ดังนั้นเมื่อเวลาจะทำงานอะไรก็ตามให้ประสบความสำเร็จ เราต้องทำตัวให้คล้ายกับกบตัวนั้นคือต้องทำตัวให้เป็นคนหูหนวกเสียบ้าง คิดในทางบวกเข้าไว้คิดว่าเราทำดีแล้วและเราทำได้อย่าให้ความคิดที่เป็นลบมาแซรกแซงความคิด อย่าดูถูกตัวเอง และต้องรู้จักให้กำลังใจตัวเองเสมอ

ตัวเอง 30 ลิขิตฟ้า 70 ต้องฝ่าฟัน ชีวิตเราเมื่อผ่านกระบวนการคิดและการตั้งจุดมุ่งหมายแล้วการที่จะทำให้ชีวิตประสบความสำเร็จได้ ต้องฟันฝ่าอุปสรรค์ต่างๆโดยไม่ย่อท้อ อย่ารอโชคช่วยเพราะสิ่งที่มองไม่เห็นเราไม่รู้ว่าจะมาเมื่อไรถ้ามัวแต่รออาจจะต้องรอไปตลอดชีวิต คำว่า 30 ลิขิตฟ้า 70 ต้องฝ่าฟันก็มีความหมายในตัวของมันเองอยู่แล้ว คนเราจะประสบความสำเร็จได้ต้องพึ่งตัวเองเองมากกว่าที่จะไปรอพึ่งโชคชะตา แต่ในบางจริงอยู่การที่จะทำอะไรก็ต้องอาศัยทั้ง 2 ตัวความพยายามและโชคชะตา แต่ถึงยังไงเราก็ต้องพึ่งตัวเองมากกว่า หลังจากนั้นเราก็ต้องคิดถึงผลสำเร็จในวันข้างหน้าสิ่งที่สำคัญในข้อนี้ก็คือ อย่าลืมเป้าหมายของตัวเองเป็นอันขาด จงตั้งหมั่นในเป้าหมายและคิดถึงความสำเจของวันข้างหน้าหากเรารู้สึกว่าเหนื่อยมากและท้อแท้ไม่มีแรกสู้ต่อไปแล้ว จงหยุดและคิดถึงเป้าหมายของตัวเองและคิดถึงความสำเร็จที่เราอยากได้ เช่น การเรียนปริญญาตรีทุกคนมีเป้าหมายเดียวกันคือ ใบปริญญาการที่จะได้มาก็ต้องมีความพยายามมีความอดทนบอกกับตัวเองดสมอ ว่าเป้าหมายของเราคือ ใบปริญญาเวลาสอบขี้เกียจอ่านหนังสือ ท้อแท้เหนื่อยก็หยุดคิดและนำเป้าหมายที่ตั้งไว้มาคิด รวมถึงคิดถึงคนรอบข้างด้วยพยายามคิดว่า เราจะเสียดายเวลาไหมที่ได้มายีนในจุดนี้แล้ว ไม่ประสบความสำเร็จ คนรอบข้างจะเป็นอย่างไร ถ้าจะล้มเลิกที่จะทำวันนี้แล้วความพยายามที่มีมาตลอดเพื่ออะไร เบื้องหลังของความโชคดีของใครบางคนคือ ความทุมเทขยันมุ่งมันและรับผิดชอบต่อเป้าหมายที่ตั้งไว้แต่จะไม่แค่ไม่กี่ครั้งที่จะพูดได้ว่าการประสบความสำเร็จเกิดจากความโชคดี เมื่อมีเป้าหมายที่พร้อมจะก้าวไปต้องมีระยะเวลากำหนดระยะเวลาในการที่จะทำให้ตัวเองประสบความสำเร็จ เช่น การศึกษาเมื่อเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรี ต้องจบตามหลักสูตรและภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้คือ 4 ปี หลังจากที่จบออกมาแล้วก็ต้องมีงานทำที่ดีมีครอบครัวที่ดี เป็นต้น

วางลำดับขั้นของเป้าหมายอย่างชัดเจนและกำหนดระยะเวลาของแต่ละขั้นไว้ด้วยให้ชัดเจนที่สุด หลังจากนั้นก็สำรวจวิเคราะห์ตนเอง และสิ่งที่ต้องทำการวิเคราะห์ตัวเองเป็นสิ่งที่สำคัญมากต้องรู้ว่าตัวเองมีความมั่นใจแค่ไหน มีความพยายามแค่ไหนที่จะพาตัวเองไปถึงเป้าหมาย มีความมุ่งหมั่นมีความหมั่นคงทางอารมณ์แค่ไหน เป็นคนที่มีความรู้ กล้าที่จะเผชิญกับปัญหาหรือไม่ สิ่งที่ตั้งเป้าหมายไว้คือสิ่งที่อยากได้จริงๆใช่ไหม เราต้องดูจากความถนัดเละประสบการณ์ที่ผ่านมาเมื่อเรามีประสบการณ์และเรามีความชอบ เรามักจะให้งานประสบความสำเร็จเสมอ การที่เราจะทำได้ ไม่ได้ก็ต้องดูความสารถของตัวเองว่าจะทำได้แค่ไหนสอบถามตัวเองเสมอว่าอะไรคือสิ่งที่เราไม่ชอบทำ และอะไรคือสิ่งที่เราชอบ ต้องพยายามหาสิ่งใหม่ๆให้กับชีวิตอย่าหยุดนิ่งอยู่กับที่และก่อนที่จะบอกตัวเองว่านี่เหละคือเป้าหมายของฉันต้องหมั่นใจว่าสิ่งนั้นคือสิ่งที่ต้องการจริงๆ เพราะเมื่อได้ลงมือกระทำต่อให้เจออุปสรรค์มากแค่ไหนก็จะพยายามเอาชนะให้ได้

ใจพร้อมสู้กายพร้อมด้วยหรือไม่ เมื่อรู้แล้วว่าอะไรคือสิ่งที่ต้องการและสิ่งที่เราต้องการนั้นเรามีความถนัดอยู่ด้วยมากน้อยเพียงใดเราต้องถามตัวเองก่อนว่า พร้อมหรือยังพร้อมที่จะฟันฝ่าอุปสรรค์ที่จะเกิดขึ้นได้ไหม เรากลัวความล้มเหลวไหมเป็น เราคนสู้งานหนักหรือไม่ กล้าที่จะเสี่ยงกล้าที่จะได้และกล้าที่จะเสียต้องถามตัวเองตลอด และเมื่อใดที่หมั่นใจในคำตอบก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อมทำตัวเองให้แข็งแกร่ง เพื่อที่จะเผชิญกับความเป็นจริงที่จะเกิดขึ้นในขณะเดียวกัน การเตรียมตัวให้พร้อมเพียงอย่างเดียวไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดต้องมีการพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา เพราะการพัฒนาตัวเองในโลกแห่งความจริงและปัจจุบันนี้ มีความก้าวหน้าไปตลอดคนเราต้องรู้จักเรียนรู้ในสิ่งใหม่ หาเหตุผลว่าทำไมคนอื่นถึงคิดต่างจากเรา ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น และเพราะอะไรถึงเป็นเช่นนั้น ต้องพยายามที่จะหาคำตอบและอธิบายเหตุผลให้ได้และในการพัฒนาตัวเองนั้น ต้องหาจุดแข็งจุดอ่อนของตัวเองก่อน เมื่อรู้แล้วต้องยอมรับในจุดนั้นและนำมันมาแก้ไขปรับปรุงในจุดอ่อนของตัวเองเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ถ้าหากยอมรับตัวเองไม่ได้คนในสังคมก็จะไม่ยอมรับตามไปด้วย เช่น คนที่คิดว่าตัวเองนี้ถูกเสมอถ้าเปรียบกับผู้นำก็คงเป็นแบบเผด็จการคือ ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นจากคนอื่นเอาความคิดของตัวเองเป็นใหญ่ทำแบบนี้ส่วนใหญ่งานจะไม่ประสบความสำเร็จเพราะคนอื่นจะไม่มีโอกาสได้เสนอความคิด เพาระถึงยังไงเสนอไปแล้ว คนที่เป็นผู้นำก็ไม่รับฟังความคิดของคนอื่นอยู่ดีจึงทำให้เกิดความไม่หลากหลายทางความคิด ใครที่มีจุดอ่อนในลักษณะที่กล่าวมาข้างต้น ก็ต้องพยายามปรับปรุงตัวเองเพื่อความสำเร็จในอนาคต พอทราบจุดแข็งจุดอ่อน และนำมาปรับปรุงแล้ว เราก็มาวิเคราะห์สิ่งที่จะทำ คือแยกแยะความคิดให้ละเอียดถี่ถ้วน เพื่อที่จะได้มองเห็นองค์ประกอบต่างๆอย่างชัดเจนและต้องเปรียบเทียบให้เป็น ว่าจะทำแบบไหนอะไรที่ทำให้เราได้ประโยชน์มากกว่าและอะไรที่ทำให้คุ้มค่าคุ้มเวลามากกว่าและจากหนังสือ กล่าวว่า WELL BEGUN IS HALF DONE เริ่มต้นด้วยดีเท่ากับสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง เช่น ตัวอย่างนี้เป็นการยกขึ้นมาเองใน การเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยหารใครสามารถทำ เกรดในเทอมแรกได้ดีก็ถือว่าเป็นความสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่งเพราะในเทอมแระเกรดจะได้มากไม่มีตัวหารอะไรแต่ถ้าต้องการจะให้ประสบความสำเร็จในขั้นต่อๆ ไปก็ต้องเรียนรู้และมีความพยายามอย่างมากในการที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้

เราต้องกำหนดวันเริ่มทำและกำหนดวันแห่งความสำเร็จอย่าเอาแต่ใช้คำว่าอยากๆๆๆแต่ต้องลงมือกระทำด้วย กำหนดเลยว่าจะลงมือทำวันไหน จะทำอะไรก่อนและกำหนดวันเลยว่า จะต้องเสร็จภายในวันไหนการที่จะรู้ว่าจะเสร็จวันไหนก็ต้องมีการคำนวลเวลาก่อนว่าจะนานหรือเร็วไปไหม ต้องทำการแก้ไขปรับเปลี่ยนจนแผนที่ตั้งไว้ลงตัวและ นำไปแปะบนผนังตรงที่สะดุดตาที่สุดเพื่อเป็นการกระตุ้นและคอยเตือนไม่ให้ขี้เกียจ และอะไรที่เราได้ทำไปแล้ว ก็ทำเครื่องหมายบอกไว้และสิ่งไหนที่ยังไม่ได้ทำตามเวลาที่กำหนดไว้ให้ทำตัวสีแดงใหญ่ เช่น การเรียนหนังสือเราต้องเขียนว่า ต้องทำอะไรบ้าง ในแต่ละวันการบ้านมีวิชาอะไรต้องทำสิ่งไหนก่อนดีก็เรียงลำดับไว้หลังจากนั้น ก็ลงมือทำอันไหนที่เราทำเสร็จแล้ว เราก็ทำเครื่องหมายบอกไว้ ส่วนอันไหนที่ยังไม่ทำแล้วเลยเวลาที่กำหนด ก็ทำเป็นตัวสีแดงใหญ่ เพื่อเตือนสติแล้วลงมือกระทำในสิ่งที่ต้องทำ และจากหนังสือที่อ่านก็กล่าวว่า หัวใจที่ยิ่งใหญ่จะมีเป้าหมายส่วนหัวใจทั่วไปจะมีแต่ความปรารถนา คือ คนที่จะประสบความสำเร็จได้จริงๆ ต้องมีเป้าหมายและต้องไปให้ถึงเป้าหมายให้ได้ ส่วนคนที่ได้แต่ปรารถนาว่าอยากแต่ไม่ทำก็คงได้ปรารถนาก็เป็นแค่คนธรรมดาๆ

10 คนทำ

ทุกคนสามารถที่จะคิดได้แต่จะมีสักกี่คนที่กล้านำความคิดนั้น มาลงมือทำในในการลงมือทำ เราต้องทำในสิ่งที่สำคัญก่อนเรื่องไหนที่ไม่สำคัญเอาไว้ที่หลัง และปัญหาในในการลงมือกระทำนี้ก็คือ พอถึงเวลาทำจริงๆก็เราก็มัวแต่ทำงานที่เราสนใจมากกว่าทั้งที่ก็ไม่ได้สำคัญมากนัก แต่ก็อยากที่จะทำเราต้อง ห้ามตัวเองให้ได้โดยการเรียงลำดับความสำคัญงานไหนด่วน งานไหนที่ต้องส่งก่อนก็เก็บไว้ทำก่อนแน่นอนอยู่แล้วว่า งานมันมีเยอะอย่ามัวแต่คิดว่า งานเยอะไม่รู้ว่า จะหยิบอะไรมาทำก่อน จึงไม่ได้ทำอะไรเลยปล่อยให้เป็นดินพอกหางหมูในทางตรงกันข้าม หากหยิบขึ้นมาทำไม่ว่างานจะเยาะแค่ไหน ก็สมารถทำให้เสร็จเรียบร้อยได้ ในที่สุดเมื่อเราคิดไม่ออกคิดคนเดียวอาจจะทำให้งานออกมาไม่ดีเท่าที่ควร เราก็หาคนช่วยคิดหาคน และคนที่ช่วยคิดนั้น ไม่จำเป็นต้องเก่งและมีความเชี่ยวชานในด้านนั้นเสมอไปแต่ปรึกษาคนที่มีประสบการณ์ก็ได้ ไม่มีใครประสบความสำเร็จได้คนเดียวโดยผู้อื่นไม่อาศัยผู้อื่น การที่คนเราจะประสบความสำเร็จได้ก็ต้องอาศัยทีมงานตรงกับสุภาษิตที่ว่า คนเดียวหัวหายสองคนเพื่อนตาย หลังจากที่ได้คนปรึกษาแล้ว ต้องบริหารเวลาแบบมืออาชีพการบริหารเวลาแบบมืออาชีพ ก็คือวันมี 24 ชั่วโมง แต่เราอย่าให้หนึ่งวันมีเวลาแค่นั้น เราคงทำอะไรได้ไม่มาก บางคนบอกเวลาเหลือพอที่จะไปเดินเล่น ชอบปิ้ง แต่บางคนกลับไม่มีเวลาเลย การที่คนสองคนมีเวลาว่างไม่เท่ากันก็เกิดจากการบริหารเวลา การบริหารเวลาดีแสดงว่า คนนั้นมีความรับผิดชอบและมีเวลาว่างพอที่จะทำกิจกรรมต่างๆเพื่อหาความสุขเข้าตัวเอง แต่พวกที่ไม่มีเวลาแสดงว่า พวกนี้ใช้เวลาว่างไม่เป็นประโยชน์ทำให้ไม่มีเวลาทำงานจึงทำให้งานที่ค้างเยอะแยะมากมายทำให้ไม่มีเวลาว่างในการทำงานเวลาของคนทุกคนในหนึ่งวันมี 24 ชั่วโมงเท่ากันขึ้นอยู่กับว่าใครจะใช้เวลาอย่างคุ้มค่าที่สุดเลิกขี้เกียจ เลิกพลัดวันประกันพรุ่ง ไร้สาระให้น้อยลงอีกเท่านี้ก็ถือว่า เป็นคนที่บริหารเวลาได้ดี การปฏิบัติตัวก็ต้องทำอย่างมีขั้นตอนและมีระเบียบวินัยกับตนเอง อะไรควรทำก่อนอะไรควรทำที่หลังบวกกับการมีวินัยในตัวเอง เส้นทางสู่ความสำเร็จอยู่แค่เอื้อม วินัยในตัวคนมีไม่เหมือนกันบางคนมีมากและบางคนมีน้อยมาก แต่ถ้าจะให้ดีก็อย่าให้ตึงหรือหย่อนเกิดไปเดินทางสายกลาง อย่าที่พระพุทธเจ้าได้บอกไว้หลังจากนั้นเราต้องวางแผนอย่างชัดเจน แผนพวนนี้นอกจากจะบอกให้รู้ว่า มีอะไรต้องทำตอนไหนบ้างแล้วยังบอกให้รู้ด้วยว่า ต้องเตรียมตัวอย่างไรถ้ามีปัญหานี้เกิดขึ้นจะกระทบอะไรในอนาคตบ้างเมื่อรู้ก่อนก็เตรียมรับมือได้สบายๆหลังจากทำการวางแผนแล้วแผนฉุกเฉินก็ต้องมีด้วย

แผนฉุกเฉินต้องมี หากมีเหตุการณ์ฉุกเฉินที่เราไม่ได้คาดคิดว่าจะเกิดขึ้นเราจะแก้ไขปัญหาได้ทันเวลา ถึงแม้เหตุการณ์ร้ายๆไม่เกิดขึ้นก็ยังดี ถือว่าเป็นคนมีความรอบคอบ ตัวอย่างในหนังสือบอกว่า ถ้าเราทำกิจการขนส่ง ช่วงแรกก็ได้กำไรดี แต่ถ้าหากวันหนึ่งน้ำมันเกิดแพงมา จะต้องทำอย่างไร ถ้ามีแผนสำรองไว้ไม่เสียหาย ถ้าหากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินจะได้นำมาแก้ไขได้ แต่ถ้าไม่มีแผนสำรอง หากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินเราก็ได้แต่ยืนดูความล้มเหลว โดยไม่ได้ทำอะไรเลย ถือว่าคนแบบนี้เป็นคนประมาท

ปัญหาและอุปสรรค์ คือการเรียนรู้ในโลกนี้ทุกคนต้องพบเจอกับปัญหาทั้งนั้น ไม่มีใครหรอกที่จะทำอะไรก็ราบรื่นไปเสียหมด เราต้องรู้จักพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส เมื่อเราเจอกับปัญหามารุมเล้าให้ขาดสติเราต้องหยุดพักทำใจให้สบาย แล้วค่อยกลับมาคิดแก้ไขใหม่ โดยใช้สติ การที่คนเราได้พบเจอกับปัญหาใหม่โดยใช้สติ การที่คนเราได้พบกับปัญหาและอุปสรรค์บ่อยครั้ง จะทำให้แข็งแกร่งขึ้นและตอนนั้น จะทำให้มันเป็นโอกาสที่ดีสำหรับตัวเรา เช่น จากตัวอย่างในหนังสือบอกว่า มีชายแก่เลี้ยงเจ้าล่าโง่อยู่ตัวหนึ่ง ชายแก่จูงเจ้าลาไปอยู่ดีๆ เจ้าลาตกท่อ ทำให้ขึ้นมาไม่ได้ ชายแก่ก็ไปขอให้ชาวบ้านมาช่วย แต่ก็หมดหนทาง ชายแก่ถอดใจจึงบอกให้ชาวบ้านขุดดินกลบเจ้าลาตัวนั้นซะ ในขณะที่ชาวบ้านกำลังนำดินกลบลงไป หลังของเจ้าลาก็สัมผัสกับดิน เจ้าลาสะบัดตัวทำให้ดินลงมาจากตัว แล้วก็เอาเท้าเหยียบ ทำให้เจ้าลาจากอยู่ลึกก็สามารถขึ้นจากบ่อได้ในที่สุด นิทานเรื่องนี้เป็นตัวอย่างที่ดีเลย ว่าการเจอกับปัญหาและอุปสรรค์อย่ามัวแต่ถอดใจ และจงพริกวิกฤตให้เป็นโอกาสเหมือนเจ้าลาตัวนั้น

ให้กำลังใจตัวเอง กำลังใจเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เมื่อยามใดที่ท้อแท้ เหนื่อยหน่าย ขอเพียงแต่เรามีกำลังใจก็จะสามารถผ่านพ้นวิกฤตนั้นไปได้ เราต้องมองว่าเรายังมีวันพรุ่งนี้อยู่ เมื่อท้อพักได้แต่อย่าถอย เพราะเมื่อถอยเมื่อไรก็จบทันทีเราต้องมองโลกในแง่ดีคิดในสิ่งที่ดีๆ และทำในสิ่งที่ดีๆผลดีก็จะตอบสนองกับตัวเราเอง อย่าทำเป็นคนลืมตัวเป็นวัวลืมตีน ต้องไม่ลืมอดีตของตนเองว่า ได้พบเจออะไรมาบางสามารถฟันฝ่าอุปสรรค์อย่างยากเย็นแค่ไหนกว่า จะได้มายืนอยู่จุดนี้เราต้องเป็นคนรู้จักศึกษาชีวิตของคนอื่นการเอาใจเขามาใส่ใจเรา เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขเชื่อไหมว่าเวลาเราท้อแท้หรือเหนื่อยใจมากที่สุด เราจะมีครอบครัวอยู่ข้างๆเราเสมอไม่ว่าเราจะดีหรือทำผิดมายังไง ครอบครัวจะอยู่ข้างเราเสมอ เมื่อเวลาได้อยู่กับครองครัวคุณรู้สึกไหมว่ามันอุ่นใจและมีกำลังใจที่จะสู้ต่อไป และก้าวต่อไปกล้าที่จะเผชิญ กับปัญหาที่จะเกิดขึ้นอย่างมีกำลังใจที่ดีที่สุด

1 คนสำเร็จ

คนที่สามารถทำได้สำเร็จจากคนนับร้อยคุณคือผู้ชนะ และคุณคือที่ 1 สำหรับตัวคุณเองอดทนเพื่อความสำเร็จ หากคุณคิดจะทำตามขั้นตอนที่กล่าวมาทั้งหมด ข้างต้น เพื่อความสำเร็จมันก็ขึ้นอยู่แค่เอื้อม แต่การที่จะประสมความสำเร็จจริงๆ เวลาอาจไม่ได้อยู่ตามแผนที่วางไว้จริงๆ อาจจะมากหว่านั้นเป็นเท่าตัวเลย เช่น คุณตั้งเป้าหมายไว้ 4 ปีจะประสบความสำเร็จ แต่เอาเข้าจริง 5-6 ปี นี้เหตุที่ต้องใช้คำว่าอดทนเพื่อความสำเร็จในวันข้างหน้า คุณอาจคิดว่าการรอคอยเป็นสิ่งที่ทรมารมาก รู้สึกเหนื่อยกับการที่ต้องมาอดทน แต่การอดทนเป็นเหตุให้คุณประสบความสำเร็จได้ และความสำเร็จที่ได้มาเป็นสิ่งที่มีค้าหอมหวานที่สุด

ทำตัวให้เป็นเหมือนน้ำครึ่งแก้ว เพราะว่าน้ำครึ่งแก้วเปรียบว่ามีความรู้ในระดับพื้นฐานแล้ว และพร้อมที่จะรับเอาสิ่งใหม่ๆ เขามาเสมอ ผิดจาดน้ำเต็มแก้ว เอาอะไรไปก็มีแต่ล้นออกไม่ยอมรับสิ่งใหม่ๆ ส่วนในแก้วไม่มีน้ำอยู่เลย รับเอามาเติมที่โดยไม่มีความรู้หรือพื้นฐานอะไรให้กับตัวเองเลยนี้ไงถึงบอกว่า ให้ทำตัวเป็นน้ำครึ่งแก้วไม่ทิ้งสิ่งเก่าๆ และยอมรับในสิ่งใหม่ๆ มาใช้ในการดำเนินชีวิต การทำแบบนี้สามารถทำให้ชีวิตประสบความสำเร็จได้ง่าย ถ้าจะมองอีกด้านหนึ่งก็คือ เป็นคนที่มีการปรับตัวอยู่ตลอดเวลายอมรับสิ่งใหม่ๆ

การเรียนรู้ตลอดเวลา การเรียนรู้เป็นสิ่งที่สำคัญมากคนเราจะประสบความสำเร็จได้นั้น ต้องมีการเรียนรู้ การเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ที่เราไม่เคยรู้มาก่อน การเรียนรู้ไม่จำเป็นต้องเรียนรู้ในตำราเรียนเท่านั้น เราต้องรู้จักเรียนรู้ด้านประสบการณ์ ประสบการณ์เป็นการเรียนรู้อีกทางหนึ่งที่สำคัญมาก เพราะการมีประสบการณ์การสังเกต สิ่งรอบตัวเป็นประโยชน์ต่อตัวเราเองทั้งสิ้น ทำให้เราได้รู้ได้จดจำในสิ่งที่เราไม่เคยรู้มาก่อน เพื่อนำมาใช้ในการดำเนินชีวิต โดยการนำมาใช้หรือประยุกต์ใช้ เราก็ต้องจำแต่สิ่งที่ดีๆ และสิ่งไหนที่ไม่ดีก็เก็บไว้ในใจ ไม่ต้องแสดงออกมา จะให้ดีลบมันออกจากจิตใจ คิดแต่สิ่งดีๆ

รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น การบริการงานที่ดีหรือการทำงานที่ดี เราต้องยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น เพื่อที่จะได้แนวความคิดที่หลากหลาย การตัดสิ้นใจทำอะไรก็จะทำได้ดีที่สุด มีคำคำหนึ่งมักจะมาพร้อมกันเสมอ คือ ปัญหากับความสำเร็จ การที่คนเราจะประสบความสำเร็จได้ ต้องพบเจอกับปัญหาด้วยกนทั้งนั้น ปัญหามีไว้ให้แก้ ปัญหาสร้างความเข็งแกร่งให้กับตัวเรา ปัญหาทำให้เราสามารถที่จะฟันฝ่าให้ประสบความสำเร็จได้

10 วิธีรับมือกับปัญหา

มองว่าการแก้ปัญหาเป็นสิ่งที่ท้าทาย
การทำอะไรข้อมูลต้องสมบูรณ์
มีมุมมองในเชิงบวก
เป็นนักฟังที่ดี
บันทึกเรื่องราวที่เกิดขึ้น
ลดและควบคุมความเครียด
เรียนรู้ที่จะรับมือกับความเสี่ยง
เรียนรู้วิธีการปฏิเสธ
อย่าพยายามเปลี่ยนให้คนอื่นเป็นอย่าที่ต้องการ
อย่าทำหลายๆเรื่องพร้อมกันในเวลาเดียวกัน

ต้องรู้จักการทำงานเป็นทีม ถ้าจะฉายเดี่ยวก็ได้เมื่อไรที่ต้องการฉายเดี่ยว คุณต้องกลั่นกรองความคิดให้ดีเป็นรูปธรรม ให้ทุกคนมองเห็นภาพและ ก่อนที่เราจะไปทำงานเป็นทีมเราต้องแสดงศักยภาพของเราให้เพื่อนในกลุ่มเห็นก่อน เพราะการทำงานในบางครั้ง เราต้องพึ่งพาความสามารถของตัวเอง เป็นหลัก คนทุกคนมีความรู้ความสามารถในด้านต่างๆไม่เท่ากัน การทำงานแต่ละงานก็แตกต่างกันต้องอาศัยทักษะของทุกคนในทีม เพื่อที่จะมาทำงานให้เกิดประสิทธิภาพ การทำงานเป็นทีมทุกคนในทีมต้องมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน ทุกคนในทีมมีความสำคัญทั้งหมด เคารพสิทธิของบุคคลอื่น มีกฎระเบียบที่ชัดเจนและต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด จากหนังสือให้กลอนมา ร่วมใจ ร่วมคิด ร่วมทำ คำ 3 คำที่จะนำพาทีมไปสู่จุดมุงหมาย

การทำงานที่ดีเราต้องมีความเป็นผู้นำ เพราะการตัดสินใจคิดทุกอย่าง อยู่ในความรับผิดชอบของเรา การตัดสินใจที่ดีต้องเป็นการตัดสินใจที่เด็ดขาด ไม่ลังเล การเป็นผู้นำที่ดี คือต้องมีความรู้ในเรื่องที่จะทำมากที่สุด ต้องมีความอดทน ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น เป็นคนที่ไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่เปิดเสรีภาพ ทางความคิด รับสิ่งใหม่ๆเขามาเสมอ การที่คนใดคนหนึ่งจะเป็นผู้นำได้ เป็นเรื่องง่าย แต่จะเป็นผู้นำที่ดีได้นั้นเป็นเรื่องยากที่เดียว การเป็นผู้นำแล้วพาทีมประสบความสำเร็จถือว่าเป็นผู้นำที่ดีที่สุด

ความสำเร็จของชีวิต

การที่คนเรามีงานที่มั่นคง มีครอบครัวที่ดี คือประสบความสำเร็จสูงสุดที่ตั้งเป้าหมายไว้แล้วเราก็ต้องรู้จักแบ่งเวลาให้เป็น คือเวลาทำงานก็ต้องทำให้ดีที่สุด ส่วนเวลาที่เหลือก็ต้องแบ่งให้ครอบครัว เพราะครอบครัวเป็นกำลังใจที่สำคัญในการทำให้ชีวิตประสบความสำเร็จ

รู้จักพอ พอใจในสิ่งที่มีและเป็นอยู่ในตอนนี้ อย่าหลงใหลในลาบยศ คำว่าพอใช้ได้หลายทาง เช่น ต้องรู้จักใช้เงินพอประมาณ คือไม่ใช้เงินสุรุยสุราย ใช้อย่างมีสติ และคำว่าพอในเงินทอง แค่เรามีอยู่มีกินมีความสุขก็พอแล้วไม่ต้องดินรนจนทำให้รู้สึกเหนื่อยหน่าย จนทำให้ไม่มีความสุขในชีวิต แค่เรารู้จักคำว่าพอ คำเดียวก็ทำให้ชีวิตเรามีความสุขได้

ความกตัญญูเป็นสิ่งที่สำคัญมาก การรู้คุณคนเป็นสิ่งที่ดีเป็นอย่างยิ่ง การที่เราประสบความสำเร็จจนได้มายืนอยู่ตรงจุดนี้เพราะใคร เราต้องตอบแทนพระคุณคนที่มีพระคุณต่อเรา เราต้องย้อนกลับไปคิดว่าถ้าไม่มีพวกเขาในวันนั้น ในวันนี้เราจะได้มายืนอยู่จุดนี้ไหม ความกตัญญูเป็นผลดีกับตัวเราหากเรารู้จักตอบแทนบุญคุณ เราจะล้มสักกี่ครั้งก็ยังจะมีคนยื่นมือมาช่วยเราเสมอ

เราต้องทำตัวเสมอต้นเสมอปลายอย่าทำเป็นวัวลืมตีน แต่ก่อนเคยปฏิบัติตัวอย่างไรปัจจุบันก็ทำอย่างนั้นด้วย ไม่ใช่ประสบความสำเร็จแล้วจะลืมว่า เมื่อก่อนเคยเป็นอย่างไร นี้เป็นการปฏิบัติตัวไม่ถูกต้อง ต้องไม่ลืมผู้มีพระคุณ ไม่ลืมเพื่อนฝูงที่เขาฟันอุปสรรค์มากับเรา นึกถึงเขาอยู่เสมอ แล้วจะทำให้ประสบความสำเร็จ เราต้องรู้จักคบคนให้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นคนดีหรือไม่ดี แต่การคบคนดีย่อมจะพาไปในทางที่ดีเสมอ คนไม่ดีถึงเราไม่อยากคบแต่หากจำเป็นที่จะต้องคบก็ต้องเตือนสติตัวเองว่าอย่านำพาตัวเองเข้าไปในทางที่ไม่ดี คบไว้รู้ว่าไม่ดีก็อย่าทำตาม แต่ควรนำมาใช้กับตัวเอง คือการที่เรารู้ว่าคนไหนปฏิบัติตนอย่างไร มีสติจนต้องบอกตนเองว่า สติติดตัวอย่าได้ขาด มีสติทำให้เราพ้นภัยจากอันตรายทั้งสิ้น เช่น สมมุติเราจะถูกลากไปข่มขืน ถ้าเราขาดสติเราก็จะต่อสู้ดิ้นร้น ร้องโว้ยวาย อาจทำให้ โจนฆ่าเราได้ หากเรามีสติ พุดกับมันดีๆ ทำเป็นยอมแล้วหาจังหวะที่มันเผลอ ชีวิตเราก็จะปลอดภัย

การที่คนเราจะประสบความสำเร็จได้เป็นสิ่งที่ยากแต่ถ้าหากเราทำอย่างตั้งใจและไม่ย่อท้อมีความพยายามมีความคิด มีการวางแผน การตั้งเป้าหมายให้กับชีวิต มีความอดทนรอในสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เราต้องมีความกตัญญู ไม่ลืมตน หาสิ่งใหม่ๆให้กับชีวิต ใฝ่หาความรู้และสิ่งที่สำคัญต้องมีสติในการทำทุกขั้นตอน ทั้งหมดจะทำให้ชีวิตประสบความสำเร็จได้
เราต้องทำตัวให้เหมือนเป็ด เพราะเป็ดทำอะไรได้หลากหลายอย่าง ไม่ว่าจะเดิน ลอยน้ำ หรือบิน เป็ดก็สามารถทำได้ เปรียบเหมือนกับคนเรา ต้องมีความสามารถหลากหลายด้าน ต้องมีการปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ต่างๆ ให้ได้อย่างดี และมีประสิทธิภาพ
100 คนคิด 10 คนทำ 1 คนสำเร็จ

สรุปโดย กาญจนา ดวงแก้ว ผลงานเขียนหนังสือ 100 คนคิด 10 คนทำ 1 คน ของ พรหมมาตร์ ชายสิม

Credit:  http://www.novabizz.com/

Categories
คำคม

เมื่อคุณรู้สึกกตัญญูต่อสิ่งดีๆ ทั้งหลายในชีวิต

เมื่อคุณรู้สึกกตัญญูต่อสิ่งดีๆ ทั้งหลายในชีวิต หรือ โลกใบนี้
จิตใจของคุณจะเป็นสุขและเกิดพลัง
และขณะที่จิตมีพลัง ความคิดสร้างสรรค์ก็จะตามมา
เมื่อนั้นจิตของคุณจะเต็มไปด้วยความปีติ

Categories
คำคม ใจ

All that we are is result of what we have thought.

All that we are is result of what we have thought.
The mind is everything. What we think we become.

Buddha

สิ่งที่เราเป็นคือผลพวงจากความคิดเราเอง
ทุกอย่างอยู่ที่ใจ เราก็เป็นไปตามที่ใจเราคิด

พระพุทธเจ้า

Categories
การเงิน บันทึก

15 ข้อบอกนิสัยว่า รวยแล้วหรือยัง

15 ข้อบอกนิสัยว่า รวยแล้วหรือยัง

โทมัส ซี คอลี่ (นักปรัชญาระดับโลก)
ให้คำจำกัดความระหว่างคนจน กับคนรวย ดังนี้..

1. ● คนรวยจะต้องมีรายได้มากกว่า 400,000 บาท/เดือน หรือมีเงินฝากมากกว่า 100 ล้านบาทขึ้นไป
○ คนจนจะต้องมีรายได้ 75,000 บาท/เดือน หรือมีเงินฝากมากกว่า 150,000 บาทขึ้นไป

2. ● คนรวยต้องมี Diary Plan ทุกวัน
○ คนจนไม่ต้องมี

3. ● คนรวยตื่นก่อนทำงาน 3 ชม.
○ คนจนตื่นสาย

4. ● คนรวยชอบฟัง Audio book (CD) ทุกวัน
○ คนจนชอบดูรายการทีวีทุกวัน

5. ● คนรวยชอบพบปะกับคนใหม่ทุกวัน
○ คนจนไม่ชอบ

6. ● คนรวยชอบอ่านหนังสือ
○ คนจนไม่ชอบ

7. ● คนรวยชอบออกกำลังกาย
○ คนจนไม่ชอบ

8. ● คนรวยไม่ชอบกิน Junk food
○ คนจนชอบกิน

9. ● คนรวยดูทีวีน้อยกว่า 1 ชั่วโมงต่อวัน
○ คนจนดูที่วีวันละหลายๆ ชั่วโมง

10. ● คนรวยสอนนิสัยดีๆ ให้ลูกทุกวัน
○ คนจนไม่ทำ

11. ● คนรวยให้ลูกทำกิจกรรมอาสาสมัคร 10 ชั่วโมงต่อเดือน
○ คนจนไม่

12. ● คนรวยชอบให้ลูกอ่านหนังสือ
○ คนจนไม่

13. ● คนรวยเขียนเป้าหมายใว้บนกระดาษ
○ คนจนไม่

14. ● คนรวยตั้งใจทำเป้าหมายให้สำเร็จ
○ คนจนอยู่แบบง่ายๆ

15. ● คนรวยเชื่อว่าการพัฒนาตัวเองสำคัญ
○ คนจนไม่เชื่อ

ผลสำรวจมหาเศรษฐีทั่วโลก 400 คน มี 272 คนที่เริ่มต้นจากศูนย์ แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ “นิสัยของคนสำเร็จ”

15 ข้อบอกนิสัยว่า รวยแล้วหรือยัง
cr : ขอขอบคุณข้อความส่งต่อทางไลน์

Categories
จิต ใจ

โทนี่ ร๊อบบินส์ ว่าด้วย ทำไมเราทำในสิ่งที่เราท

โทนี่ ร๊อบบินส์ ถกเรื่อง “พลังที่มองไม่เห็น” ซึ่งจูงใจการกระทำของทุกๆคน และทักทายอัลกอร์ในแถวหน้า

0:11 (ปรบมือ) ขอบคุณครับ งานนี้ขอบอกว่าทั้งตื่นเต้นและหนักใจ ติ่นเต้นเพราะเป็นโอกาสที่จะได้ตอบแทนพวกท่าน หนักใจเพราะสัมมนาที่สั้นที่สุดของผมอยู่ที่ 50 ชั่วโมง (หัวเราะ) ไม่ได้ล้อเล่นนะ ผมจัดช่วงสุดสัปดาห์ และมากกว่านั้นด้วยซำ เพราะเวลาฝึกคนนั้น ผมทำอย่างทุ่มเทสุดๆ คิดดู คุณเรียนภาษาอย่างไร คุณไม่ได้เรียนแค่หลักการ คุณลงมือและฝึกใช้มันบ่อยๆจนกลายเป็นธรรมชาติ

0:36 และเหตุผลที่ผมมาที่นี่ นอกจากจะทำตัวเหมือนคนบ้า ก็คือผมอยากมาบอกพวกคุณ ผมไม่ได้มาให้แรงบันดาลใจ คุณไม่ต้องการจากผมหรอก แต่ส่วนใหญ่ชอบคิดว่านั่นคือที่ผมทำ มันตรงกันข้ามเลยด้วยซ้ำ ผู้คนบอกผมว่า “ผมไม่ต้องการแรงบันดาลใจ” ผมก็จะตอบว่า “แปลกดีนะ นั่นไม่ใช่สิ่งที่ผมทำเลย” ผมเป็นพวก “เจ้าหนูจำไม” ผมอยากรู้ทำไมคุณทำในสิ่งที่คุณทำ

0:56 อะไรจูงใจให้ทำอย่างนั้น อะไรขับเคลื่อนชีวิตคุณทุกวันนี้ ไม่ใช่เรื่องเมื่อ 10 ปีก่อน คุณย่ำอยู่กับรอยเดิมๆหรือเปล่า เพราะผมเชื่อว่า มีพลังขับเคลื่อนภายใน ที่ทำงานอยู่ มันคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในโลก ผมมาที่นี่เพราะเชื่อว่าอารมณ์คือพลังแห่งชีวิต ทุกคนที่นี่มีสมองดีเลิศ พวกคุณเป็นหัวกะทิอยู่แล้ว จริงไหม? ผมจะไม่พูดถึงคนอีกกลุ่มหนึ่ง แต่เราทุกคนรู้จักการคิด และด้วยสมองของเรา เราคิดชั่งใจได้ทุกเรื่อง เราสร้างสรรค์อะไรก็ได้ ผมเห็นด้วยนะ ที่ว่าคนเราทำเพื่อตนเอง

1:28 แต่เราก็รู้ว่ามันไม่จริงเสมอไป คุณไม่ได้ทำเพื่อตัวเองตลอดเวลา เพราะเมื่อมีอารมณ์เข้ามาเกี่ยว สมองของเราก็เปลี่ยนไป มันงดงามมากที่เราคิดไตร่ตรอง เกี่ยวกับชีวิตบนโลกใบนี้ได้ และโดยเฉพาะ พวกที่ฉลาดมากๆ เราพลิกแพลงความคิดได้อีกมากมาย แต่ที่ผมอยากรู้คือ อะไรที่ผลักดันคุณ

1:46 จริงๆ ผมอยากเชิญชวนพวกคุณ หลังผมพูดจบแล้ว ให้สำรวจสิ่งที่คุณเป็นวันนี้ เพื่อสองเหตุผล หนึ่ง: เพื่อให้คุณทำได้มากกว่านี้ และสอง: เพื่อหวังว่า เราไม่เพียงเข้าใจคนอื่นมากขึ้น แต่จะซาบซึ้งในตัวพวกเขา และสร้างสัมพันธภาพ ที่สามารถหยุดบางปัญหา ที่พบอยู่ทุกวันนี้ในสังคม ปัญหาที่จะขยายวง ด้วยเทคโนโลยีที่เชื่อมเราอยู่ เพราะนั่นทำให้พวกเรามาพบกัน และการพบกันนั้น ไม่ได้แปลว่าเราเข้าใจซึ่งกันและกัน และสำนึกในคุณค่าของกันและกัน

2:15 ผมอยากรู้มาตลอด 30 ปี ว่า “อะไรที่ทำให้คุณภาพชีวิตเราต่างกัน? อะไรทำให้ผลงานเราต่างกัน?” เพราะนั่นคือสิ่งที่ผมถูกจ้างให้ทำ ตอนนี้ผมต้องโชว์ผลงานแล้ว นั่นคือสิ่งที่ผมทำมา 30 ปี … ผมได้รับโทรศัพท์ ตอนที่นักกีฬากำลังหมดแรงอยู่ในจอทีวี เขาถูกนำอยู่ห้าช่วงพาย และเขาไม่สามารถตีตื้นได้ ผมต้องทำอะไรสักอย่างให้เห็นผลลัพธ์ ก่อนที่ทุกอย่างจะจบลง และผมได้รับโทรศัพท์ ตอนมีเด็กกำลังจะฆ่าตัวตาย และผมต้องทำอะไร ณ บัดนั้น และใน 29 ปีนี้ ผมภูมิใจที่จะบอกว่า ผมไม่เคยพลาดเลย แต่นั่นไม่ได้แปลว่าจะไม่มีวันพลาด แค่ผมยังไม่เคย เพราะผมเข้าใจความต้องการของมนุษย์ และนั่นคือสิ่งที่ผมจะพูดถึง

2:51 เมื่อผมถูกเรียกให้แก้ปัญหาผลงาน นั่นเรื่องหนึ่ง คุณจะเปลี่ยนแปลงสถานการณ์อย่างไร แต่ขณะเดียวกัน ผมก็มองหาว่าอะไร ที่บ่มเพาะความสามารถของแต่ละคน เพื่อให้เขาก้าวพ้นขีดจำกัด ดังนั้นคำถามที่แท้จริงคือ ชีวิตนี้มีบทเรียนสำคัญอยู่สองเรื่อง เรื่องแรก: การประสบความสำเร็จเป็นศาตร์อย่างหนึ่ง ซึ่งเกือบทุกเรื่องสามารถทำให้ดีขึ้นได้ นั่นคือ “การทำสิ่งที่มองไม่เห็นให้เห็นได้” จริงไหม? ทำอย่างไรให้ฝันเป็นจริง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องธุรกิจ งานสังคม เงินทอง หรืออะไรสำคัญ ร่างกายคุณ ครอบครัวคุณ

3:23 แต่อีกบทเรียนชีวิตซึ่งยากจะชำนาญได้คือ การเติมเต็มชีวิต วิทยาศาสตร์นั้นมันง่าย จริงไหม? เรารู้กติกา เรารู้กฎ เราทำตามมัน เราก็จะได้ผลลัพธ์ … เมื่อเรารู้วิธีเล่น เพียงคุณรู้ คุณก็ทำตามได้ จริงไหม? แต่ถ้าพูดถึงการเติมเต็มชีวิต มันคือศิลป์ เพราะมันเกี่ยวกับการมองเห็นคุณค่า และการให้ สิ่งที่คุณต้องรู้สึกเอาด้วยตัวเอง ผมได้ทำการวิจัยเพื่อตอบคำถามนี้ ว่าชีวิตคนหนึ่ง จะแตกต่างอย่างไร ถ้าคุณมองว่าเขาเป็นคนที่คุณ ให้ทุกอย่างได้กับเขา ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาต้องการ ถ้าไม่ให้คอมพิวเตอร์ราคา 100 เหรียญ แต่ให้คอมพิวเตอร์ที่ดีที่สุด คุณให้ความรัก ให้ความสุข คุณอยู่เมื่อต้องปลอบเขา และบ่อยครั้งที่คนเหล่านั้น ซึ่งคุณต้องรู้จักบ้างแน่ๆ มีชีวิตที่พร้อมสรรพ ทั้งความรัก การศึกษา เงินทอง และพื้นเพที่ดี ต้องใช้ชีวิตหมดไปกับการเข้าออกโรงพยาบาลบ้า แล้วคุณก็พบเจอคนที่ผ่านทุกข์แสนสาหัส ทั้งทางจิต ทางเพศ ทางจิตวิญญาณ ทางอารมณ์ที่บอบช้ำ แม้ไม่เสมอไป แต่ก็บ่อยครั้ง ที่เขาเหล่านั้น กลายเป็นผู้ที่ให้มากที่สุดกับสังคม

4:19 ดังนั้น คำถามที่เราควรถามตนเองจริงๆ ก็คือ อะไรที่ทำให้เราเป็นเรา และเราล้วนอยู่ในสังคมที่มอมเมาเรา พวกเราส่วนใหญ่อาจไม่ใช่ แต่สังคมนั้นมอมเมา ผมหมายถึงทัศนคติที่จมปลักกับอดีต ทุกคนที่อยู่ในห้องนี้ คงจะไม่ได้อยู่ที่นี่ ถ้าคุณเชื่อทฤษฏีนี้ แต่สังคมส่วนใหญ่คิดว่า อดีตลิขิตชะตา อดีตคืออนาคต และมันคงใช่ถ้าคุณยึดติดกับมัน แต่คนในห้องนี้ต่างรู้ดีว่า เราต้องคอยเตือนตนเอง ว่า เพราะคุณเป็นคนมีความคิด คุณรู้ว่าอะไรควร อะไรไม่ควร

4:48 ดังนั้น สิ่งที่เราต้องคอยเตือนตนเองคือ การตัดสินใจคืออำนาจสูงสุด จริงๆนะ ลองถามคนรู้จักดูว่า เขาเคยทำอะไรล้มเหลวหรือไม่ ในที่นี้ มีกี่คนที่เคยล้มเหลว กับสิ่งที่สำคัญในชีวิต ตอบว่า “ใช่” สิ๊

4:59 ผู้ชม: ใช่

5:00 ขอบคุณสำหรับเสียงตอบรับอย่างล้นหลาม (หัวเราะ)

5:03 แต่ถ้าถามเขาว่าทำไมจึงพลาด คนที่ทำงานให้คุณ หรือหุ้นส่วนคุณ หรือแม้แต่คุณเอง เมื่อพลาดในการบรรลุเป้าหมาย อะไรคือเหตุผลที่เราอ้างกัน? เขาบอกคุณว่าอะไร? ผมไม่มี… ไม่รู้มากพอหรือ ไม่มีความรู้ ไม่มีทุน ไม่มีเวลา ไม่มีเทคโนโลยี ไม่มีผู้จัดการที่เหมาะสม ไม่มี…

5:25 อัล กอร์: ไม่มีศาลสูงสุด (หัวเราะ)

5:39 และ… (ปรบมือ) และ (ปรบมือ) อะไรที่สิ่งเหล่านั้น รวมทั้งศาลสูงสุด มีเหมือนกันคือ? (หัวเราะ) พวกมันคือทรัพยากรที่เราอ้างว่าขาดแคลน ชื่งก็อาจจะถูก เขาอาจจะไม่มีเงิน เขาอาจจะไม่มีศาลสูงสุด แต่นั่นไม่ใช่ตัวตัดสินครับ (ปรบมือ) ถ้าผมพูดผิดก็เตือนด้วยครับ ปัจจัยที่แท้จริงไม่ใช่ทรัพยากร แต่เป็นการมองทรัพยากรที่มี นี่ไม่ใช่แค่ประโยคสวยหรู ผมหมายถึงอารมณ์ ความรู้สึกมนุษย์ สิ่งที่ผมประสพได้ จากตัวคุณในวันก่อนๆ ที่ลึกซึ้ง เท่าที่ผมเคยประสบมา และเมื่อคุณสื่อสารกันด้วยความรู้สึกนั้น ผมเชื่อว่าคุณคงจะชนะไอ้หมอนั่นได้แน่ (ปรบมือ)

6:33 แต่มันง่ายที่จะบอกว่า เขาควรทำอะไร (หัวเราะ) ไอ้โง่รอบบิ้นส์ แต่ผมรู้ตอนดูการโต้วาทีในครั้งนั้น มีความรู้สึกที่มาสกัดกั้นความสามารถของคน ที่จะเข้าถึงความคิดและศักยภาพคนคนนั้น ในลักษณะที่บางคนได้ประสบวันนั้น เพราะผมรู้ว่ามีคนอยากลงคะแนนให้คุณ แต่ไม่ได้ทำ แล้วผมก็หัวเสีย แต่อารมณ์ความรู้สึกวันนั้นมีแน่ มีสักกี่คนที่เข้าใจที่ผมพูด ช่วยพูดว่า “ใช่” ซิ

7:02 ผู้ชม:ใช่

7:03 ดังนั้น มันคืออารมณ์นี่แหละ และถ้าเราได้อารมณ์ที่ถูกต้อง เราสามารถทำอะไรก็ได้ เราผ่านมันไปได้ ถ้าคุณสร้างสรรค์พอ ขี้เล่นพอ สนุกพอ คุณก็สามารถเข้าถึงใครก็ได้ ใช่หรือไม่

7:12 ผู้ชม:ใช่

7:13 ถ้าคุณไม่มีเงิน แต่คุณสร้างสรรค์และมุ่งมั่นพอ คุณจะพบทางออก นั่นคือทรัพยากรที่แท้จริง แต่นี่ไม่ใช่เรื่องราวที่ผู้คนบอกเรา จริงไหม? เรื่องราวที่ผู้คนเล่า มันมีต่างๆนาๆ พวกเขาบอกว่าขาดทรัพยากร แต่ท้ายที่สุด ลองดูนี่สิ พวกเขาบอกว่า อะไรคือเหตุผลที่ยังไม่ประสบความสำเร็จ ต่อมา ไอ้หมอนี่ทำแผนผมเสียหมดเลย เฮ้อ (หัวเราะ) แต่ผมชื่นชมความคิดของเขา จริงๆนะ (หัวเราะ)

7:39 อะไรกำหนดทรัพยากรของคุณ เราบอกว่าการตัดสินใจกำหนดอนาคต นี่คือสิ่งที่ผมสนใจ ถ้าการตัดสินใจกำหนดอนาคต มีการตัดสินใจสามเรื่อง สิ่งที่คุณจะสนใจ ตอนนี้ คุณต้องตัดสินใจว่าจะสนใจเรื่องอะไร สิ่งที่สอง ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ เมื่อได้ตัดสินใจแล้ว ว่าจะสนใจอะไร คุณต้องให้ความหมายกับมัน ความหมายอะไรก็ได้ที่ก่อกำเนิดอารมณ์ นี่คือตอนจบหรือตอนต้น นี่พระเจ้าลงโทษเรา หรือกำลังให้รางวัล นี่คือดวงหรือ? จากนั้น อารมณ์เราจะกำหนดว่าเราจะทำอะไรต่อไป

8:06 ดังนั้น ลองคิดถึงชีวิตคุณเอง การตัดสินใจที่ชี้ชะตาของคุณ มันฟังดูจริงจัง แต่ใน 5 หรือ 10 ปีที่ผ่านมา 15 ปีก็ได้ คุณตัดสินใจอะไรไปบ้าง ซึ่งหากคุณได้ตัดสินใจเป็นอื่น ชีวิตจะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ใครบ้างที่คิดออก จริงๆนะ ไม่ว่าดีขึ้นหรือแย่ลง จงตอบว่า “ใช่”

8:21 ผู้ชม: ใช่

8:22 ท้ายที่สุด อาจเป็นเรื่องว่าจะทำงานที่ไหน และพบกับคนที่คุณรักที่นั่น หรืออาจเป็นเรื่องอาชีพ ผมรู้จักอัจฉริยะจาก Google ที่นี่นะ ผมเข้าใจการตัดสินใจของพวกเขา ที่ต้องการขายเทคโนโลยี จะเกิดอะไรขึ้นหากเขาทำเช่นนั้น แทนที่จะสร้างวัฒนธรรมเอง โลกนี้จะเป็นอย่างไร ชีวิตเขาจะต่างไปอย่างไร มีผลกระทบแค่ไหน ประวัติศาสตร์โลกประกอบด้วยการตัดสินใจเช่นนี้ เมื่อมีหญิงคนหนึ่งปฏิเสธที่จะนั่งที่ท้ายรถเมล์ เธอไม่เพียงเปลี่ยนชีวิตเธอ แต่การตัดสินใจนั้นเปลี่ยนวัฒนธรรมเรา หรือเมื่อมีคนยืนหน้ารถถัง หรือคนอย่าง แลนซ์ อาร์มสตรอง ที่มีคนมาบอกว่า “คุณเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก” มันยากสำหรับผู้ชายนะ โดยเฉพาะถ้าต้องขี่จักรยาน (หัวเราะ) ถ้าเป็นมะเร็งสมอง เป็นมะเร็งปอด แต่เส้นทางที่เขาเลือกคืออะไร? มันแตกต่างจากคนส่วนใหญ่ มันหมายความว่าอะไร? มันไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นการเริ่มต้น ว่าเขาจะทำอะไร เขาไปชนะการแข่งขันที่ไม่เคยชนะมาก่อนถึงเจ็ดครั้ง เพราะเขามีความพร้อมทางความรู้สึก มีพละกำลังทางจิตใจ นั่นคือความแตกต่างของคนคนนี้ ผมพบเจอคนประมาณสามล้านคน

9:19 เพราะนั่นคือห้องแล็บของผม รวมแล้วสามล้านคน จาก 80 ประเทศ ที่ได้มีโอกาสมาพบกัน ตลอด 29 ปีที่ผ่านมา หลังๆมา ร่องรอยเริ่มเด่นชัด คุณจะเห็นว่า อเมริกาใต้และอัฟริกา อาจจะเชื่อมโยงกันในบางมุม จริงไหม? คนอื่นอาจพูดว่า “มันฟังดูไร้สาระ” ถ้าเช่นนั้น อะไรที่บ่มเพาะแลนซ์ล่ะ? อะไรที่บ่มเพาะคุณ มีพลังที่มองไม่เห็นสองอย่าง หนึ่งคือสถานะ เราต่างเคยประสพมา ถ้าคุณเคยทำอะไรบางอย่าง แล้วหลังจากนั้น คุณบอกตัวเองว่า ไม่น่าพูดออกไปเลย ทำลงไปได้อย่างไร มันงี่เง่ามาก ใครเคยเป็นแบบนั้นบ้าง? จงตอบว่า “ใช่”

9:50 ผู้ชม:ใช่

9:51 คุณเคยทำอะไรบางอย่าง ซึ่งเมื่อทำแล้ว บอกว่า “นั่นแหละผมเอง” (หัวเราะ) นั่นไม่ใช่เรื่องความสามารถ แต่เป็นเรื่องสภาวะ รูปแบบของโลกที่สร้างตัวคุณในระยะยาว รูปแบบนั้นเป็นเสมือนตัวกรอง ซึ่งปั้นเราขึ้นมา นั่นคือสิ่งที่ทำให้เราตัดสินใจ เมื่อเราจะชักจูงใครสักคน เราต้องรู้ว่า อะไรที่จูงใจเขาอยู่แล้ว ผมคิดว่ามันมีอยู่สามส่วน หนึ่ง: เป้าหมาย อะไรที่คุณต้องการ? ซึ่งผมเชื่อว่า มันไม่ใช่ความปรารถนา คุณสามารถบรรลุเป้าหรือความปรารถนาได้ มีสักกี่คนที่มีเป้า หรือความคิดปรารถนา มีเพียงเท่านี้หรือ ใครเคยมีบ้าง จงพูดว่า “ใช่”

10:20 ผู้ชม:ใช่

10:21 มันคือความจำเป็น ผมว่ามนุษย์มีความจำเป็นหกประการ สอง: เมื่อคุณรู้จักเป้าหมายที่ขับเคลื่อนคุณแล้ว และได้ค้นพบความจริง คุณไม่ได้สร้าง คุณค้นพบมัน คุณก็จะพบแผนที่ ระบบความเชื่อที่บอกทางบรรลุความจำเป็นเหล่านั้น บางคนเชื่อว่าจะบรรลุได้โดยการทำลายโลก บ้างก็โดยการสร้างบางอย่าง รักใครสักคน จากนั้นเป็นเรื่องเชื้อเพลิงที่เลือก ผมจะพูดสั้นๆ ความจำเป็นหกอย่าง

10:43 ผมจะบอกคุณว่ามันคืออะไร หนึ่ง: ความแน่นอน สิ่งนี้ไม่ใช่เป้าหรือสิ่งปรารถนา แต่ใช้ได้กับทุกคน ทุกคนต้องการแน่ใจ ว่าหลีกเลี่ยงความเจ็บปวดได้ อย่างน้อยให้รู้สึกสบาย จะได้มาอย่างไรล่ะ? ควบคุมคนอื่น? พัฒนาความสามารถ? เลิกล้ม? สูบบุหรื่? หากแน่ใจแล้ว มันตลกสิ้นดี แม้ว่าเราต่างต้องการมัน เช่นหากคุณไม่แน่นอนกับสุขภาพ หรือเรื่องบุตรหลาน หรือเรื่องเงิน คุณจะไม่คิดถึงเรื่องอื่น หากคุณไม่แน่ใจว่าเพดานนี้จะยกอยู่ได้ คุณก็จะไม่สนใจฟังวิทยากร ขณะที่ความแน่ใจของเรามีความหมายต่างกันไป ถ้าเราแน่ใจแล้ว เราจะได้อะไร? คุณรู้สึกอะไรเมื่อคุณแน่ใจ? รู้ว่าจะเกิดอะไร เกิดเมื่อไร รู้ว่าเกิดอย่างไร คุณจะรู้สึกอย่างไร? น่าเบื่อจะตาย พระเจ้า ผู้ทรงฉลาดล้ำ (หัวเราะ) จึงประทานความจำเป็นข้อสอง คือความไม่แน่นอน เราต้องการความหลากหลาย ประหลาดใจ มีกี่คนที่ชอบความประหลาดใจ พูดว่า “ใช่”

11:26 ผู้ชม:ใช่

11:27 โกหก คุณชอบเฉพาะความประหลาดใจที่อยากได้ (หัวเราะ) สิ่งที่ไม่ต้องการก็เรียกว่าปัญหา แต่มันจำเป็นสำหรับคุณ ดังนั้นความหลากหลายก็สำคัญ เคยเช่าหนังวีดีโอซ้ำๆ ใครเคยบ้าง? ออกไปข้างนอกบ้างเถอะ (หัวเราะ) เอาล่ะ คุณทำทำไม? คุณแน่ใจว่ามันดี เพราะเคยอ่านแล้ว เคยดูแล้ว แต่คุณหวังว่า มันนานพอที่คุณจะลืมแล้ว นั่นคือความหลากหลาย

11:49 ความจำเป็นที่สาม ความสำคัญ เราต่างต้องการ รู้สึกสำคัญ พิเศษ โดดเด่น คุณได้โดยหาเงินมากขึ้น สนใจจิตวิญญาณมากขึ้น ไปทำรอยสัก ตุ้มหู ในบริเวณที่คนอื่นไม่อยากเห็น อะไรก็ได้ วิธีที่รวดเร็วที่สุด ถ้าคุณไร้การศึกษา ไร้การอบรม ไร้ศาสนาและทรัพย์สิน หรือหมดหนทาง ก็คือความรุนแรง ถ้าผมเอาปืนจ่อหัวคุณ และอาศัยในย่านนักเลง ผมสำคัญขึ้นมาทันที คะแนนจากศูนย์ไปเต็มสิบ ผมมั่นใจแค่ไหนว่า คุณจะตอบสนองผม? เต็มสิบเลย ใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป มันคงตื่นเต้นดี เหมือนที่ปีนเข้าไปในถ้ำ แล้วเข้าไปให้สุด ทั้งหลากหลายและไม่แน่นอน และมันสำคัญ จริงไหม? คุณจึงเสี่ยงชีวิตเพื่อมัน นั่นคือเหตุที่เรามีความรุนแรงมาตลอด และจะคงมีต่อไป เว้นแต่จะมีการเปลี่ยนแปลงทางความคิด ของคนทั้งเผ่าพันธ์ มีเป็นล้านวิธีที่จะทำให้ตนสำคัญ แต่จะสำคัญได้ คุณต้องโดดเด่นและแตกต่าง

12:38 สิ่งที่จำเป็นคือ ความรักและความสัมพันธ์ ซึ่งเป็นข้อที่สี่ เราล้วนต้องการมัน คนส่วนใหญ่จะหยุดอยู่แค่การรู้จัก เพราะความรักนั้นน่ากลัวเกินไป ไม่อยากเจ็บ ใครเคยเจ็บจากความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง พูดว่า “ใช่” (หัวเราะ) ถ้าคุณไม่ยกมือ คุณโกหกแน่ๆ ผมรู้ (หัวเราะ) และคุณจะต้องเจ็บปวดอีก ผมพูดซะให้รู้สึกดีเลยว่ามั้ย? (หัวเราะ) แต่ความจริงคือ เราต้องการมัน โดยอาศัยความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง อาศัยมิตรสหาย การอธิษฐาน การเดินป่า ถ้าไม่ได้ผลก็หาหมามาเลี้ยง ไม่เอาแมวนะ หาหมามาเลี้ยง เพราะถ้าคุณปล่อยมันไว้สองนาที มันทำเหมือนคุณ จากมันไปหกเดือน ตอนคุณโผล่มาในไม่กี่นาทีต่อมา (หัวเราะ)

13:11 เอาละ สี่ข้อแรกนั้น ทุกๆคนหาทางบรรลุมันได้ แม้ว่าคุณอาจโกหกตัวเอง คุณต้องมีสองบุคลิก แต่สองข้อหลังนี่ซิ สื่ข้อแรกนั้นเรียกว่า ความจำเป็นทางบุคคล ผมเรียกอย่างนั้น สองข้อสุดท้ายคือความจำเป็นทางจิตใจ นั่นคือที่มาของการเติมเต็มชีวิต คุณไม่สามารถเติมเต็มได้ จากสี่ข้อแรก คุณอาจหาทาง สูบบุหรี่ ดื่มเหล้า หรืออะไรก็ตาม เพื่อบรรลุสี่ข้อแรก แต่สำหรับสองข้อหลัง เช่นข้อห้า คุณต้องเติบโตขึ้น เราที่นี่ต่างรู้คำตอบนี้ ถ้าไม่เติบโตจะเป็นอย่างไร หากความสัมพันธ์ไม่เติบโต ถ้าธุรกิจไม่เติบโต ถ้าคุณไม่เติบโต มันไม่สำคัญว่าคุณมีเงินเท่าไหร่ มีเพื่อนกี่คน มีคนรักคุณกี่คน คุณรู้สึกเหมือนตกนรก และเหตุที่ต้องเติบโตขึ้นคือ เรามีสิ่งที่จะให้ผู้อื่น

13:48 เพราะข้อที่หกคือการช่วยผู้อื่น เพราะเราต่างก็รู้ว่า ถึงแม้จะฟังดูเชย ความลับของการใช้ชีวิตคือการให้ ชีวิดไม่ใช่มีแต่เรื่องของตน เป็นเรื่องของเรา วัฒนธรรมนี้ก็รู้ คนที่นี่ก็รู้เช่นนั้น มันน่าตื่นเต้นเมื่อเห็นนิโคลัสขึ้นมาพูดถึง คอมพิวเตอร์ร้อยเหรียญของเขา สิ่งที่น่าตื่นเต้นแท้จริงคือ อัจฉริยะท่านนี้ ได้ค้นพบว่าชีวิดเขาเกิดมาเพื่ออะไร สัมผัสใด้ถึงความแตกต่างในตัวเขา มันวิเศษมาก เหตุผลของเขาสัมผัสผู้อื่นได้ ในชีวิดผมเอง ผมสัมผัสได้ถึงสิ่งนี้เมื่อตอนอายุ 11 ขวบ ในวันขอบคุณพระเจ้า ไม่มีเงิน ไม่มีอาหาร และเราจะไม่ยอมทนหิว แต่พ่อผมก็กำลังแย่สุดๆ แม่ผมก็กำลังจะบอกเขา ว่าเขาแย่แค่ไหน และแล้วมีคนมาเคาะประตู มาส่งอาหารให้ พ่อผมตัดสินใจได้สามเรื่อง ผมรู้ว่ามันคืออะไร เขามองว่า “นั่นคือสื่งของบริจาค” มันแปลว่าอะไร ฉันไร้ค่า ฉันต้องทำอะไร จากครอบครัวนี้ไป” ซึ่งเขาก็ไป มันเป็นประสบการณ์ที่เจ็บปวดที่สุด นำมาซี่งหนทางใหม่ในการตัดสินใจสามข้อของผม ผมพูดว่า “อย่างน้อยเราก็มีอาหารกิน” แหม หลักการล้ำเลิศ (หัวเราะ)

14:43 ข้อสอง แต่สิ่งนี้เปลี่ยนแปลงชีวิดผม และมันบ่มเพาะความเป็นมนุษย์ของผม “ของขวัญจากใครสักคน ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นใคร” พ่อบอกเสมอว่า “ไม่มีใครสนใจเราหรอก” แล้วอยู่ดีๆ มีใครก็ไม่รู้ เอาอาหารมาให้ครอบครัวเรา โดยไม่หวังอะไรตอบแทน มาห่วงใยเรา มันทำให้ผมเชื่อว่า “คนแปลกหน้า ก็ห่วงใยเรา” และนั่นทำให้ผมตัดสินใจได้ว่า ถ้าคนแปลกหน้าห่วงใยครอบครัวผม ผมก็ห่วงใยเขา ผมจะทำอย่างไร ผมต้องทำอะไรสักอย่าง ทำให้เกิดความแตกต่าง ดังนั้นเมื่อผมอายุ 17 ผมออกไป ในวันขอบคุณพระเจ้า ปีนั้นผมมีเป้าที่จะ หาเงินพอที่จะเลี้ยงสองครอบครัว เป็นความสุขที่สุดที่ผมเคยทำในชีวิด ตื้นตันใจที่สุด ปีต่อมาเป็นสี่ครอบครัว ผมไม่ได้บอกใครในสิ่งที่ทำ ปีต่อมาเป็น แปด ผมไม่ได้ทำเพื่อคะแนน แต่หลังจากแปด ผมได้คิดว่าผมน่าจะหาคนช่วย (หัวเราะ)

15:22 และแน่นอน ผมออกไปอีกครั้ง ผมชวนเพื่อนๆมา และขยายจำนวนผู้ร่วมงาน เมื่อได้ถึง 11 คน ผมก็จัดตั้งมูลนิธิ ปัจจุบันผ่านไป 18 ปีแล้ว ผมภูมิใจที่จะบอกว่า ปีที่แล้ว เราเลี้ยงคนสองล้านคนใน 35 ประเทศโดยผ่านมูลนิธินี้ ในช่วงวันหยุด ในวันขอบคุณพระเจ้า วันคริสต์มาส (ปรบมือ) ในประเทศต่างๆทั่วโลก มันช่างวิเศษ (ปรบมือ) ขอบคุณครับ (ปรบมือ) ผมไม่ได้พูดเพื่อโอ้อวด ผมพูดเพราะผมภูมิใจ ในความเป็นคน เพราะพวกเขาต่างตื่นเต้นที่จะให้ เมื่อพวกเขาได้รับประสบการณ์นั้น ไม่ได้ดีแต่พูด

15:50 ท้ายสุด เวลาใกล้จะหมดแล้ว เป้าหมายที่หล่อหลอมคุณ นั่นคือสิ่งที่แตกต่างจากคนสู่คน เราต่างมีความต้องการ คุณเป็นพวกไม่เสี่ยงหรือ นั่นคือสิ่งที่ให้ค่าสูงสุดหรือ หรือชอบเสี่ยง ผู้ชายคนนี้คงไม่ใช่พวกกลัวเสี่ยงตาย ถ้าเขาอยากปีนเข้าไปในถ้ำเหล่านั้น คุณขับเคลื่อนด้วยความสำคัญ หรือความรัก? เราต้องการทั้งหกอย่าง แต่อย่างไรก็ตาม ระบบนำร่องของคุณ เบนเข็มไปในทิศต่างๆกัน เมื่อคุณไปในทิศทางนั้น ก็จะมีเป้าหมายหรือชะตาของตนเอง ส่วนที่สองคือแผนที่ เหมือนระบบควบคุมการทำงาน ที่บอกให้ไปถึงได้อย่างไร สำหรับบางคนแผนที่ก็คือ “ฉันจะช่วยชีวิตคน แม้ว่าต้องตายแทนคนอื่น” เขาจึงเป็นนักดับเพลิง แต่สำหรับบางคน “ฉันต้องฆ่าคนเพื่อให้ได้มา” พวกเขาพยายามบรรลุ ความต้องการสำคัญตน ใช่ไหม? พวกเขาทำเพื่อพระเจ้า เพื่อครอบครัว แต่เขาได้แผนที่คนละฉบับ

16:31 มีความเชื่อแตกต่างกันอยู่ 7 อย่างซึ่งผมไม่สามารถพูดได้ เดี๋ยวหมดเวลาเสียก่อน ข้อสุดท้ายคืออารมณ์ ส่วนหนึ่งของแผนที่เป็นเหมือนเวลา บางคนคิดว่า ระยะเวลายาวนานคือ 100 ปี คนอื่นอาจแค่ 3 วินาที และนั่นคือเวลาที่ผมมีเหลือ (หัวเราะ) และข้อสุดท้ายที่ผมพูดไปแล้ว เป็นเรื่องคุณ ถ้าคุณมีเป้าหมายและมีแผนที่ เช่น ผมไม่สามารถใช้กูเกิล เพราะว่าผมชอบแมค และแผนที่ในแมค ยังไม่ดีพอ — ถ้าคุณใช้ MapQuest — มีกี่คนที่ พลาดไปใช้ MapQuest กันบ้าง? (หัวเราะ) คุณใช้มันแล้วคุณไปไม่ถึงที่ ลองคิดดูซิ ถ้าความเชื่อของคุณรับประกันให้คุณไปไม่ถึงที่หมาย (หัวเราะ)

17:03 ข้อสุดท้ายคืออารมณ์ สิ่งที่จะพูดเรื่องอารมณ์คือว่า เรามีถึง 6000 อารมณ์ ที่มีคำศัพท์ระบุไว้ในภาษาอังกฤษ ซึ่งนั่นเป็นเพียงตัวอย่างของคำเรียก ซึ่งเปลี่ยนไปตามภาษาที่ใช้ แต่ถ้าเป็นอารมณ์หลักๆ ถ้ามีเวลา ผมจะมีสัก 20000 คนหรือสักพันคน และให้พวกเขาเขียนอารมณ์ทั้งหมดที่ประสบมา ในแต่ละสัปดาห์ และให้เวลาเท่าที่ต้องการ เขียนลงในด้านหนึ่งว่าเป็น อารมณ์บวก อีกด้านเป็น อารมณ์ลบ ลองทายดูว่าได้อารมณ์กี่แบบ? น้อยกว่า 12 และครึ่งหนึ่งทำให้รู้สึกแย่มาก ดังนั้นเขาได้สักห้าหรือหก อารมณ์ที่รู้สึกดี ก็คงประมาณว่า “สุข สุข ตื่นเต้น ฉิบหาย หงุดหงิด หงุดหงิด พ้ายแพ้ เศร้าสร้อย” มีกี่คนที่รู้จักคนที่ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ก็หาเรื่องฉุนเฉียวจนได้ กี่คนที่รู้จักคนแบบนี้? (หัวเราะ) หรือ ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น เขาหาทางที่จะมีความสุขหรือเร้าใจได้ มีกี่คนที่รู้จักคนแบบนี้บ้าง?

17:51 ตอนเหตุการณ์ 9/11 — ผมจะจบด้วยเรื่องนี้นะ — ผมอยู่ที่ฮาวาย ผมอยู่กับคน 2,000 คนจาก 45 ประเทศ เราแปลกัน 4 ภาษา ตลอดการฝึกอบรม ที่จัดขึ้นหนึ่งสัปดาห์ คืนก่อนหน้านั้นเรียกว่า “การควบคุมอารมณ์” ผมขึ้นไปโดยไม่ได้เตรียมเรื่องที่จะพูด เราจุดพลุ เฮฮา เราเล่นกันอย่างเต็มที่ ท้ายสุดผมก็หยุดทุกสิ่ง ผมมีแผนว่าจะพูด แต่ผมไม่ได้พูดสิ่งที่ผมคิด และทันใดนั้นผมก็บอกเขาว่า “คนเราเริ่มใช้ชีวิตจริงๆ เมื่อไร? เมื่อเผชิญกับความตาย” จากนั้นผมก็เล่าเรื่องราวที่ว่า ถ้าคุณกำลังออกจากเกาะนี้ในเก้าวันข้างหน้า แล้วคุณกำลังจะตาย คุณจะโทรหาใคร จะบอกเขาว่าอะไร คุณจะทำอะไร? มีหญิงคนหนึ่ง ในคืนที่เกิดเหตุการณ์ 9/11 หญิงผู้นั้นมาที่สัมมนาและเล่าว่า แฟนเก่าเธอถูกลักพาตัวไป และถูกฆาตกรรม แฟนใหม่ของเธอได้ขอเธอแต่งงาน แต่เธอปฏิเสธไป

18:39 เขาบอกเธอว่า “ถ้าคุณไปงานที่ฮาวาย เรื่องของเราถือว่าจบกัน” เธอบอกเขาไปว่า “มันจบแล้ว” เสร็จงานคืนนั้นเธอโทรหาเขา และฝากข้อความไว้ — นี่เป็นเรื่องจริง — บนตึกเวิล์ดเทรดเซ็นเตอร์ ณ ที่ทำงานเขา เธอบอกว่า “ที่รัก ฉันรักเธอ ฉันเพียงอยากให้เธอรู้ว่า ฉันอยากแต่งงานกับคุณ ฉันช่างโง่จัง” เมื่อตอนเธอหลับอยู่ เพราะเวลาของเราคือตีสาม ตอนที่เขาโทรกลับมา จากยอดตึกเขาบอกว่า “ที่รัก ผมพูดไม่ออกว่ามันมีความหมายแค่ไหน ผมไม่รู้จะบอกคุณว่าอย่างไร แต่คุณได้ให้ของขวัญที่วิเศษสุด เพราะว่าผมกำลังจะตาย” และเธอเล่นเทปนั้นให้พวกเราฟังในห้อง เธอไปในรายการ Larry King ซึ่งเขาได้ถามว่า “คุณคงสงสัยว่า เกิดเรื่องแบบนี้ถึงสองครั้งได้อย่างไร” และเขาพูดว่า “ผมบอกได้แต่ว่า คงเป็นสัญญาณจากพระเจ้า ทุกวันต่อจากนี้ไป คือการให้ และรักให้หมดใจ อย่าให้มีอะไรหยุดคุณได้อีก” เมื่อจบลง ชายคนหนึ่งลุกขึ้น และพูดว่า “ผมมาจากปากีสถาน ผมเป็นมุสลิม ผมอยากจะกุมมือคุณและบอกว่า ผมเสียใจ แต่มันเป็นกรรมตามสนอง” ผมไม่สามารถเล่าเรื่องที่เหลือ เพราะผมหมดเวลาแล้ว (หัวเราะ) 10 วินาที (ปรบมือ)

19:48 10 วินาที ด้วยความเคารพ ผมขอเพียง 10 วินาที ผมบอกได้แต่เพียงว่า ผมพาชายผู้นี้มาขึ้นเวที พร้อมกับชายอีกคนจากนิวยอร์ก ผู้เคยทำงานที่ World Trade Center เพราะว่าผมรู้จักประมาณ 200 คนจากนิวยอร์ก มากกว่า 50 คน เสียบริษัท เสียเพื่อน ขีดค่าชื่อ ที่อยู่ในมือถือ — มีหญิงนักลงทุน หญิงเหล็ก เสียงดัง ตัดชื่อเพื่อน 30 คนทิ้ง เพราะพวกเขาตายหมด และผมพูดว่า “จะทำอย่างไรต่อไป? มันมีความหมายอย่างไร และเราจะทำอะไรต่อไป?”

20:13 ผมชักนำกลุ่มให้ผู้คนสนใจ ถ้าคุณไม่ได้สูญเสียใครในวันนี้ เป้าหมายวันนี้ก็คือ จะช่วยผู้อื่นอย่างไร ยังมีผู้คนอีกมากมาย — มีหญิงคนหนึ่งลุกขึ้นตะโกนด้วยความโกรธ ผมรู้ทีหลังว่าเธอไม่ได้มาจากนิวยอร์ก เธอไม่ใช่อเมริกัน เธอไม่รู้จักใครที่นั่น ผมถามเธอว่า “คุณโมโหตลอดเลยหรือ?” เธอตอบว่า “ใช่” คนผิดย่อมรู้สึกผิด คนเศร้าย่อมรู้สึกเศร้า และผมได้นำชายทั้งสองมาทำการเจรจากันทางอ้อม ชาวยิวที่ผ่านสงครามโลก ชาวนิวยอร์ก ผู้ซึ่งอาจตายถ้าเขาไปทำงานในวันนั้น และชายอีกคน ผู้ต้องการเป็นผู้ก่อการร้าย และผมเก็บภาพการร่วมมือกันบนแผ่นฟิล์ม ซึ่งผมยินดีที่จะส่งให้คุณได้ดู ให้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นแทนที่จะฟังจากผม แต่ทั้งคู่ไม่เพียงมาร่วมกันเพื่อ เปลี่ยนความเชื่อต่อโลกใบนี้ แต่พวกเขาทำงานร่วมกันเพื่อนำ ตลอดสี่ปีที่ผ่านมา ผ่านสุเหร่าและโบสถ์ยิว นำความคิด ของการสร้างสันติภาพ และเขาเขียนหนังสือที่ชื่อว่า “สงครามศักดิ์สิทธิ์ หนทางสู่สันติของข้าฯ” เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

21:01 สิ่งที่ผมเชิญชวนให้ท่านทำคือ ค้นหาเครือข่ายท่านดู เครือข่ายที่นี่ ทั้งความต้องการ ความเชื่อ อารมณ์ที่ควบคุมคุณอยู่ เพื่อสองเหตุผล: เพื่อเป็นผู้ให้ที่มากขึ้น และผู้รับที่มากขึ้น เราต่างต้องการทำ เพราะการให้ คือสิ่งที่เติมคุณให้เต็ม และข้อสอง เพื่อให้คุณได้เห็นค่า ไม่เพียงแต่เข้าใจ นั่นมันแค่ความคิด ในสมอง แต่ให้เห็นคุณค่าในสื่งขับเคลื่อนผู้อื่น มันเป็นวิธีเดียวที่โลกเราจะเปลี่ยนได้ ขอให้พระเจ้าคุ้มครองคุณ ขอบคุณครับ ผมหวังว่าสิ่งนี้เป็นประโยชน์ (ปรบมือ)

Categories
การเงิน บันทึก

21 ข้อที่คนรวยคิดต่าง 21 Ways Rich People Think Differently

1. คนทั่วไปคิดว่า “เงิน” นำมาซึ่งปัญหา แต่คนรวยคิดว่า “ความยากจน” นำมาซึ่งปัญหา
Average people think MONEY is the root of all evil. Rich people believe POVERTY is the root of all evil.

2. คนทั่วไปคิดว่า การเห็นแก่ตัวคือเรื่องที่แย่ แต่คนรวยมองว่าการเห็นแก่ตัวคือเรื่องที่ดี : Siebold บอกว่า สาเหตุที่ทำให้พวกเขา(คนจน)ยังคงไม่รวยอยู่ต่อไป เพราะคิดถึงตัวเองน้อยไป
Average people think selfishness is a vice. Rich people think selfishness is a virtue.

3. คนทั่วไปลองเล่นหวยเผื่อรวย คนรวยทำงานเพื่อให้รวย
Average people have a lottery mentality. Rich people have an action mentality.

4. คนทั่วไปคิดว่าการศึกษาทั่วไปคือเรื่องสำคัญและนำไปสู่ความร่ำรวย แต่คนรวยเชื่อว่าความรู้เฉพาะเป็นด้านๆ สำคัญที่สุด
Average people think the road to riches is paved with formal education. Rich people believe in acquiring specific knowledge.

5. คนทั่วไป คิดถึงวันดีๆ ในอดีต และ ปรารถนาจะกลับไป คนรวยมองแต่ข้างหน้า
Average people long for the good old days. Rich people dream of the future.

6. คนทั่วไปมองเงินด้วยอารมณ์ คนรวยมองเงินด้วยเหตุผล
Average people see money through the eyes of emotion. Rich people think about money logically.

7. คนทั่วไปหาเงินจากการทำสิ่งที่ไม่ชอบ ไม่รัก คนรวยทำสิ่งที่เขารัก
Average people earn money doing things they don’t love. Rich people follow their passion.

8. คนทั่วไปไม่ตั้งเป้าสูงเกินเพราะกลัวผิดหวัง แต่คนรวยกล้าตั้งเป้าให้สูงที่สุด และท้าทายตัวเอง
Average people set low expectations so they’re never disappointed. Rich people are up for the challenge.

9. คนทั่วไปเชื่อว่า ต้อง “ทำ” อะไรซักอย่างถึงจะรวย แต่คนรวยคิดว่า ต้อง “เป็น” อะไรซักอย่าง ถึงจะรวย
Average people believe you have to DO something to get rich. Rich people believe you have to BE something to get rich.
0228_billionaires-kors-sandberg-ho-zuckerberg-dangote-lauder_650x455
10. คนทั่วไปคิดว่าต้องมีเงิน ถึงจะนำเงินไปทำให้รวย แต่คนรวยใช้เงินคนอื่น ทำให้ตัวเองรวย
Average people believe you need money to make money. Rich people use other people’s money.

11. คนทั่วไปคิดว่าตลาด ขับเคลื่อนด้วยเหตุผล คนรวยคิดว่าตลาดขับเคลื่อนด้วยอารมณ์ และความอยากได้อยากมีของมนุษย์
Average people believe the markets are driven by logic and strategy. Rich people know they’re driven by emotion and greed.

12. คนทั่วไปใช้เงินเกินตัว คนรวยใช้เงินประหยัด
Average people live beyond their means. Rich people live below theirs.

13. คนทั่วไปสอนลูกให้อยู่รอด คนรวยสอนลูกถึงวิธีที่ทำให้รวย
Average people teach their children how to survive. Rich people teach their kids to get rich.

14. คนทั่วไปเอาเรื่องเงินมาทำให้เครียด คนรวยสงบนิ่งในความมั่งคั่งของตน
Average people let money stress them out. Rich people find peace of mind in wealth.

15. คนทั่วไปอยากสนุก มากกว่าเรียนรู้ คนรวยอยาก เรียนรู้มากกว่าสนุก
Average people would rather be entertained than educated. Rich people would rather be educated than entertained.

16. คนทั่วไปมองว่าคนรวยหยิ่ง คนรวยชอบอยู่กับคนที่คิดเหมือนๆ กัน
Average people think rich people are snobs. Rich people just want to surround themselves with like-minded people.

17. คนทั่วไปชอบออมเงิน คนรวยชอบหาเงิน
Average people focus on saving. Rich people focus on earning.

18. คนทั่วไปชอบเพลย์เซฟกับเงิน คนรวยรู้ว่าเมื่อไหร่ต้องกล้าเสี่ยง
Average people play it safe with money. Rich people know when to take risks.

19. คนทั่วไปชอบอะไรที่สบายๆ แต่คนรวยชอบความท้าทาย หาความสบายในความไม่แน่นอน
Average people love to be comfortable. Rich people find comfort in uncertainty.

20. คนทั่วไปไม่เคยมองความสัมพันธ์ระหว่างเงินกับสุขภาพ คนรวยคิดว่าเงินช่วยชีวิตพวกเขาได้
Average people never make the connection between money and health. Rich people know money can save your life.

21. คนทั่วไปคิดว่า อาจต้องเลือกระหว่างครอบครัว กับความรวย แต่คนรวยเอาทุกอย่าง
Average people believe they must choose between a great family and being rich. Rich people know you can have it all.

http://www.businessinsider.com/how-rich-people-think-differently-from-the-poor-2012-8?op=1
http://www.kiitdoo.com/21-ข้อที่-คนรวย-คิดต่าง/