บันทึกของฉัน ในวันที่ฉันก็ตัวคนเดียว

ไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์ ฉันก็ตัวคนเดียว
ไม่ว่าจะเหนื่อยหรือท้อ ฉันก็ตัวคนเดียว
ไม่ว่าจะดีหรือเลว ฉันก็ตัวคนเดียว

ฉันเอง

ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน

พระพุทธเจ้า

อย่าได้คิดเอ่ยปากขอความช่วยเหลือจากใครเลยเวลาเราตกทุกข์ได้ยาก
โดยเฉพาะคนใกล้ชิดที่นับญาติโตด้วยกันมา
เพราะบางครั่งเขามองเห็นเราเป็นภาระไม่เอาไหน
ไม่มีความรับผิดชอบ

เพราะบางเรื่องเราจ่ายอนาคตของเราให้เขาไปแล้วครึ่งชีวิต
มันไม่สำคัญสำหรับเขาและเราไม่เคยเอ่ยปากทวงบุญคุณเรื่องเหล่านั้น
เพราะมันไม่ทำให้ได้อะไรขึ้นมา

บันทึกแห่งวันที่รู้สึกแย่ๆๆ และโดดเดี่ยว
ฉันก็ตัวคนเดียว

ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน

พระพุทธเจ้า

ฉันจะไม่เอ่ยปากขอความช่วยเหลือจากใคร
ถ้าคนคนนั้นไม่ใช่คนที่ฉันเชื่อใจและไว้ใจได้จริงๆ

บันทึกของฉัน ในวันที่ฉันก็ตัวคนเดียว

OCT 11 2019

ไม่มีชีวิตไหนจะเติบโตอย่างยิ่งใหญ่ ถ้าไม่ได้ถูกตั้งเป้า อุทิศตน และวินัย

ม้านั้นไม่เดินไปไหนจนกว่าจะถูกคุมบังคับไอน้ำแก๊สไม่เคยสร้างแรงดันจนกว่าจะถูกจำกัดขอบเขต

น้ำตกไนแองการาไม่เคยเปลี่ยนเป็นแสงสว่างและพลังงานไฟฟ้าจนกว่าจะถูกบังคับให้ไหลผ่านอุโมงค์

ไม่มีชีวิตไหนจะเติบโตอย่างยิ่งใหญ่ ถ้าไม่ได้ถูกตั้งเป้า อุทิศตน และวินัย

-แฮรี่ เอเมอร์สัน ฟอสดิค-

จงทำให้ฉันรู้สึกเป็นคนสำคัญ

ทุกคนมีป้ายล่องหนห้อยอยู่ที่คอเขียนว่า “จงทำให้ฉันรู้สึกเป็นคนสำคัญ” อย่าลืมข้อความนี้เด็ดขาดเวลาที่คุณทำงานกับผู้คน

-แมรี่ แคย์ แอช-

คุณมีลักษณะบ่งบอกความเป็นเถ้าแก่ 7 อย่างในตัวคุณหรือไม่?

คุณมีลักษณะบ่งบอกความเป็นเถ้าแก่

คุณมีลักษณะบ่งบอกความเป็นเถ้าแก่ 7 อย่างในตัวคุณหรือไม่?

ถ้าคุณมีลักษณะเหล่านี้ในตัวคุณ มันจะคอยเป็นแรงผลักดันให้คุณเริ่มทำธุรกิจและจะนำคุณไปสู่ความสำเร็จ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีคุณจะรู้ได้อย่างไรว่า คุณครอบครองสัญชาติญาณนักธุรกิจ เพราะมันไม่มีทางจะรู้ได้อย่างแน่ชัด แต่อย่างน้อยผมพบปัจจัยพื้นฐานหลายสิ่งหลายอย่างในความเป็นปัจเจกบุคคลและ จากพื้นฐานครอบครัวของคนที่ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจ ที่ส่งผลให้เกิดลักษณะทั้ง 7 ประการ

อย่างไรก็ตาม คุณไม่จำเป็นต้องมีลักษณะผู้ประกอบการครบทั้ง 7 ข้อ เพื่อการจะทำธุรกิจให้สำเร็จ แต่ถ้าคุณมีลักษณะที่ว่านั้นมากเท่าไหร่ คุณก็จะใกล้เคียง ความเป็นผู้ประกอบการที่ประสบผลสำเร็จมากเท่านั้น

1 บรรพบุรุษของคุณมีธุรกิจเป็นของตัวเอง

บรรพบุรุษของคุณมีธุรกิจเป็นของตัวเอง บุคคลที่ประสบความสำเร็จในการประกอบธุรกิจมีแนวโน้มที่บรรพบุรุษ หรือคนใกล้ตัวของเขาจะทำอาชีพส่วนตัว เป็นที่ยอมรับกันดีว่า การหางานทำโดยการเป็นพนักงานบริษัทนั้นง่ายกว่าการริเริ่มทำธุรกิจด้วยตัวเอง แต่สำหรับผู้ที่เลือกจะทำธุรกิจส่วนตัว บ่อยครั้งที่เขาเหล่านั้นเห็นตัวอย่างมาจากคนในครอบครัว

2 คุณไม่ใช่พนักงานที่ดีนัก

คุณไม่ใช่พนักงานที่ดีนัก ขออภัยที่ไม่มีคำพูดหวานๆ คนที่ทำธุรกิจส่วนตัวมักจะเคยถูกให้ออกจากงานหรือเคยทำงานมามากกว่าหนึ่งที่ ผมไม่ได้หมายถึงกรณีที่คุณถูกไล่ออก เนื่องจากทำงานไม่มีประสิทธิภาพหรือเปลี่ยนงานเพราะต้องการค่าจ้างที่สูงขึ้น แต่เป็นเพราะว่าคุณต้องการ
อิสระ และคุณตัดสินใจที่จะลาออกด้วยตัวของคุณเอง เพราะในใจของคุณคิดว่า ไม่มีใครสามารถปกครองและควบคุมให้คุณทำงานได้ดีกว่าตัวของคุณเอง

3 คุณเข้าใจความหมายของคำว่า “ความมั่นคงในหน้าที่การงาน”

คุณเข้าใจความหมายของคำว่า “ความมั่นคงในหน้าที่การงาน” ผมรู้สึกอิจฉาคนบางกลุ่มที่ทำงานให้กับบริษัทใดบริษัทหนึ่งเป็นเวลากว่า 25 ถึง30 ปี ดูแล้วช่างมีความสุขเสียจริงๆ แต่คุณรู้จักกับคนแบบนั้นสักกี่คนล่ะ คนผู้ซึ่งทำงานให้กับบริษัทเดิมได้นานๆ ในสภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยน
แปลงอย่างรวดเร็วอย่างในปัจจุบัน คำว่า “ความมั่นคงในหน้าที่การงาน” ดูเหมือนความฝันที่พร้อมจะสลายไปทุกเมื่อ
ผู้ประกอบการรายหนึ่งพูดให้ผมฟังว่า “ถ้าผมทำงานให้ลูกค้าแล้วหัวหน้าของผมรู้สึกไม่พอใจ หรือหัวหน้าคิดว่าลูกค้าไม่ชอบผม, หรือผมเป็นตัวการ ทำให้ธุรกิจที่เขาดูแลอยู่ขาดทุน หรือด้วยเหตุผลใดๆก็แล้วแต่ ผมก็จะลาออก ถ้าความมั่นคงในอาชีพของผมขึ้นอยู่กับคนๆหนึ่ง บริษัทใด
บริษัทหนึ่ง แต่ถ้าลูกค้าสักคนหนึ่งไม่ชอบผม หรือไม่ทำการค้าด้วย หรืออะไรก็แล้วแต่ ผมก็ยังคงรู้สึกมั่นคง เพราะผมยังมีลูกค้าคนอื่น หรือถ้าจะยืมคำพูดของนักสังเกตการณ์ธุรกิจ(ผมคิดว่าเขาชื่อ Dilbert) “มีลูกค้ามากเรื่องสักร้อยคน ยังดีเสียกว่ามีเจ้านายงี่เง่าเพียงคนเดียว”

4 คุณจะทำให้ดีที่สุดเท่าที่คุณจะทำได้หรือเปล่า

คุณจะทำให้ดีที่สุดเท่าที่คุณจะทำได้หรือเปล่า หรือ คุณยังอยู่เฉยๆ บางครั้งการจะลงทุนอะไรสักอย่างเป็นผลมาจาก ความรู้สึกที่คุณคิดว่า คุณประสบความสำเร็จแล้ว คุณมาถึงยอดเขา คุณมองไปรอบๆ และเริ่มคิดว่า “ฉันจะทำอะไรต่อไป?” ผมไม่เถียงว่าการประสบความสำเร็จ ตั้งแต่ยังอยู่ในวัยหนุ่มสาว เป็นสิ่งที่วิเศษ แต่นั่นอาจทำให้คนประเภทนั้นคลั่งได้ถ้ารู้ว่าไม่มีอะไรที่ท้าทายความสามารถอีกต่อไปแล้ว ขณะที่ร่างกายและความคิดยังมีพลังอีกเหลือเฟือ
ในทางตรงกันข้ามแรงขับให้ทำสิ่งใหม่ๆ อาจจะมาจากความคิดที่ว่า คุณอยู่ท่ามกลางคนธรรมดาๆทั่วไปแทนที่จะได้ยืนอยู่แถวหน้า เพราะความหวาดกลัว การอยู่เฉยๆ จะเป็นแรงผลักดันที่มหาศาล โดยเฉพาะถ้าคุณคิดว่าคุณมีแนวคิดที่จะทำอะไรสักอย่างที่คุณคิดว่ามันช่างน่าสนใจ
และมีศักยภาพที่จะทำกำไรได้

5 คุณเข้าใจความเป็นไปของตลาด

คุณเข้าใจความเป็นไปของตลาด อย่าพูดถึงไอเดียธุรกิจที่คิดว่าเยี่ยมยอดของคุณ ถ้าคุณยังไม่เคยศึกษาตลาดสำหรับสินค้าหรือบริการ ที่คุณคิดจะผลิตออกมา ถ้าลองไปถามผู้อยู่เบื้องหลังธุรกิจดอตคอมช่วงสักสองสามปีก่อนหน้านี้ คำว่า “เยี่ยม” ของเขา อาจไม่ได้หมายถึง “กำไร” ก็ได้เพราะฉะนั้นอย่าเพิ่งคิดทำธุรกิจเลย ถ้าคุณยังมองตลาดไม่ออก

6 คุณมีสมาชิกในครอบครัวให้การสนับสนุน

คุณมีสมาชิกในครอบครัวให้การสนับสนุน การเริ่มต้นธุรกิจเป็นอะไรที่ตึงเครียด แม้คุณจะอยู่ท่ามกลางคนที่คอยให้กำลังใจก็ตาม ดังนั้นการเริ่มต้นโดย ไม่ได้รับการสนับสนุน จากคู่ครองของคุณ, สมาชิกในครอบครัว หรือเพื่อนฝูง เป็นอะไรที่ชวนให้อึดอัดมาก

7 คุณรู้จุดอ่อนจุดแข็งของตัวเองดี

คุณรู้จุดอ่อนจุดแข็งของตัวเองดี คุณอาจประชาสัมพันธ์สินค้าหรือบริการเก่ง คุณอาจบริหารเงินเก่ง คุณอาจจะมีความคิดสร้างสรรค์อย่างหาตัวจับยาก หรือ คุณมีความรู้เชิงเทคนิคที่ก้าวล้ำกว่าใคร

คุณมีความสามารถที่กล่าวมาบ้างหรือเปล่า คงเป็นไปไม่ได้ที่คุณจะทำอะไรได้ดีเลิศไปเสียทุกๆอย่าง หรือในทุกเรื่องที่จำเป็นต่อการทำธุรกิจ ลืมเสียเถอะคำว่า “กระบี่เดียวดาย” ไม่ว่าปรัชญาการทำงานแบบ “ข้ามาคนเดียว” ของคุณจะหมายถึงอะไรก็แล้วแต่ จงจำไว้ว่าในที่สุดแล้วคุณจำเป็น ต้องหาคนมาช่วยงานของคุณ

การมีคนคอยช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็น พนักงาน, พันธมิตรหรือที่ปรึกษา ผู้ซึ่งคอยช่วยเหลือคุณทำสิ่งที่คุณไม่ถนัด ความช่วยเหลือเหล่านี้เป็นสิ่งชี้
วัดความสำเร็จในธุรกิจของคุณ Ernesto Sirolli เขียนไว้ใน “Ripples From The Zamberi” ว่า “ไม่มีเจ้าของกิจการคนไหนประสบความสำเร็จ ด้วยความสามารถของตัวเองล้วนๆ คนที่รู้จักบริหารคนอื่นให้ช่วยทำงานให้ต่างหากจึงจะเป็นผู้ชนะ”

จาก 7 signs of of an entrepreneur

โดย Joseph Anthony
เว็บไซต์ http://www.bcentral.com/articles/anthony/187.asp

ถนนสายที่มุงสู่ความมั่งคั่งอย่างแท้จริง

การเลือกจุดเริ่มต้น ก็คือการเลือกจุดหมายปลายทางด้วย
ถนนสายที่ถูกต้องเท่านั้นที่จะพาเราไปยังจุดหมายที่ต้องการ

-เฮนรี อีเมอร์สัน ฟอสดิค-

ในตอนแรก ผู้คนปฎิเสธที่จะเชื่อว่าสิ่งแปลกใหม่นั้นทำได้

ในตอนแรก ผู้คนปฎิเสธที่จะเชื่อว่าสิ่งแปลกใหม่นั้นทำได้ แล้วพวกเขาก็เริ่มหวังว่ามันจะทำได้ ต่อมาเขาก็เห็นว่ามันทำได้ และมันก็ถูกทำให้เกิดขึ้นและคนทั้งโลกก็พากันสงสัยว่า ทำไมมันไม่ถูกทำตั้งแต่หลายร้อยปีก่อน

– ฟรานเซส ฮ็อดสัน เบอร์เนต –

ส่อง 7 วิธี ดูคนฉบับขงเบ้ง

ส่อง 7 วิธี ดูคนฉบับขงเบ้ง…แค่ทำตามก็หยั่งรู้ใจคนหมดไส้หมดพุง!?!

ส่อง 7 วิธี ดูคนฉบับขงเบ้ง

สามก๊กวิทยา ได้เผยแพร่เรื่องราวของ ขงเบ้งได้เขียนถึงวิธีการหยั่งรู้ใจคนไว้ในบทที่ 3 ของ “ตำราพิชัยสงครามขงเบ้ง” ตำราวิชาการทหารเล่มสำคัญ ที่ขงเบ้งมอบให้แก่เกียงอุยนายทหารเอก และตำราเล่มนี้ยังคงสืบทอดกันมาถึงปัจจุบัน ซึ่งในบท ๆ นี้มีใจความสำคัญว่า

“อันการหยั่งรู้ ดูอุปนิสัยใจคอคนนั้นเป็นเรื่องยาก คนมีดีชั่วแตกต่าง นิสัยใจคอหาใช่จะสัมพันธ์กับรูปลักษณ์ภายนอก บางคนหน้าซื่อแต่ใจกลับคิดคด บางคนสุภาพอ่อนหวานแต่กลับมีจิตใจเลวทราม บางคนเกรี้ยวกราดห้าวหาญแต่กลับขี้ขลาดตาขาว บางคนมีมานะแข็งขันแต่กลับกลิ้งกลอกหาความสัตย์มิได้ ใจคนนั้นแม้นจะดูยาก แต่ก็พอมีโอกาสหยั่งถึง”

วิธีที่จะหยั่งรู้จิตใจมนุษย์นั้น มีอยู่ด้วยกัน 7 ประการดังนี้

  1. ลองใจด้วยความผิดและถูก เพื่อหยั่งรู้คติธรรม ลองใจด้วยปัญหาทางศีลธรรม สอบถามประเด็นทางการเมือง เพื่อทดสอบจุดยืน ความคิดจิตใจ ทัศนคติ รวมทั้งความปรารถนาลึก ๆ ภายในจิตใจ
  2. โต้แย้งให้จนมุม เพื่อดูปฏิภาณ หาปัญหาต่าง ๆ มาซักไซ้ไล่เลียง ยั่วยุให้เขาโกรธ เพื่อทดสอบการควบคุมอารมณ์ ไหวพริบปฏิภาณ
  3. ซักถามด้วยกลอุบาย เพื่อดูสติปัญญา ปรึกษาแผนการ เรื่องราวต่าง ๆ กับเขาเพื่อทดสอบภูมิความรู้ สติปัญญา และความเข้าใจ
  4. แจ้งภัยให้รู้ เพื่อดูความกล้า แจ้งเขาให้ทราบว่า ภัยอันตรายกำลังคืบคลานเข้ามาหาตัว เพื่อพิจารณาให้เห็นความกล้าหาญและความอดทน
  5. มอมเมาด้วยสุรา พิจารณานิสัย จัดงานเลี้ยงสังสรรค์ให้เพียบพร้อมด้วยสุรายาเมา เพื่อดูอุปนิสัยใจคอในยามขาดสติ รวมทั้งวินัยในการควบคุมตน
  6. สรรเสริญด้วยลาภยศ เพื่อดูความสุจริต ใช้ผลประโยชน์ทั้งลาภ ยศ และคำสรรเสริญเข้าล่อใจ เพื่อทดสอบความซื่อสัตย์สุจริต
  7. มอบงานให้ทำ เพื่อดูความรับผิดชอบ มอบหมายงานให้เขาทำ เพื่อทดสอบว่ามีความรับผิดชอบ น่าไว้วางใจ สามารถทำงานได้ถูกต้อง ครบถ้วนและตรงต่อเวลาหรือไม่ อย่างไร

ทั้งนี้ 7 วิธีดูคนของขงเบ้ง จะต้องนำไปประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสมด้วยสติปัญญา ตามจังหวะ และโอกาสอันอำนวย หาไม่แล้วก็อาจเกิดผลเสียกับตัวผู้ใช้เสียเอง หากมีโอกาสให้ทำก็จงทำ เพราะการหยั่งรู้อุปนิสัยใจคอของคน คือ “สิ่งแรกสุดของการใช้คน”

ขอบคุณที่มา สามก๊กวิทยา

สรุปการดูคนมีอยู่ 7 วิธี คือ

  1. ยุแหย่ด้วยเรื่องร้ายดีแล้วสังเกตูซึ่ง“ปณิธาน” (ความตั้งมั่นในร้าย/ดี)
  2. ติเตียน/กล่าวโทษให้อับจนแล้วสังเกตดูซึ่ง“ปณิภาณ” (ไหวพริบ การเอาตัวรอด)
  3. สอบถามซึ่งกลยุทธ์แล้วสังเกตดูซึ่ง“ปัญญา”
  4. บอกกล่าวซึ่งเคราะห์ภัยแล้วสังเกตดูซึ่ง“ความกล้า”
  5. มอมเมาด้วยสุราแล้วสังเกตซึ่ง“อุปนิสัย”
  6. ผูกมัดด้วยอามิสสินจ้างแล้วสังเกตซึ่ง“ความสุจริต”
  7. มอบหมายภาระกิจให้จัดการในเวลาอันจำกัดแล้วสังเกตซึ่ง“สัจจะ”

จิตมนุษย์ใช่ว่าสุดจะหยั่งคาด สรรพสิ่งสามารถค้นศึกษาได้
เพราะมนุษย์มีอุตตะมะปัญญา ต่างจากสัตว์สาราโดยทั่วไป
อยากรู้ว่าบ้ายึดในอำนาจ ลองให้อำนาจก็สิ้นซึ่งสงสัย
อยากรู้จิตคิดโลภประการใด พอให้ต้องเงินตราก็รู้กล
อยากรู้ว่ามั่นคงในศักดิ์ศรี ให้ใกล้ชิดสตรีก็เห็นผล
ใคร่รู้ว่าจิตใจใช่หรือคน กล่อมสุราและจะดลให้เห็นจริง
ใคร่รู้น้ำใจซื่อหรือว่าคด ให้ลองบทพนันเล่นเห็นทุกสิ่ง
5 ประการกลหยั่งใจได้ตามจริง รู้ให้ยิ่งกระจ่างไว้เพื่อใช้คน

5 ประการกลหยั่งใจได้ตามจริง รู้ให้ยิ่งกระจ่างไว้เพื่อใช้คน

สร้างสถานการณ์ หวังดูคน

ไกล แสร้ง ใกล้
ใกล้ แสร้ง ไกล
พิเคราะห์นรลักษณ์ ดูจิตใจพิเคราะห์ท่าทาง ดูความสง่า
พิเคราะห์วาจา ดูคุณธรรม

  • หยั่งปฎิธาน ดูความคิด
  • หยอกล้อ ดูความหนักแน่น
  • ยั่วยุ ดูความตั้งมั่น
  • เยินยอ ดูสติ
  • นิ่งเฉย ดูความเคลื่อนไหว

การแบ่งคุณภาพของคน [เหมาะสำหรับผู้บริหาร]

1.ประเภทฉลาดและขยัน เขาบอกว่า ให้เลี้ยงไว้ ถ้าส่งเสริมให้ดีแล้วต่อไปภายภาคหน้าจะได้เป็นเจ้าคนนายคน เป็นหัวหน้าหน่วยงานที่มีประสิทธิภาพ ใช้เป็นแม่ทัพได้

2.ประเภทฉลาดแต่ขี้เกียจ เขาบอกว่า ไม่เป็นไร ให้ทำงานในเรื่องที่เกี่ยวกับหัวคิด หรือวางแผน จะเหมาะที่สุด ถ้าเป็นทหารก็ให้เป็นทหารฝ่ายเสนาธิการ

3.ประเภทโง่และขี้เกียจ เขาบอกว่า ก็ไม่เป็นไรอีก เพียงแต่ต้องคอยจับตาดูหรือคอยแนะนำให้ทำตามเท่านั้น ปล่อยให้ทำเองไม่ได้ ถ้าเป็นทหารก็เป็นได้แค่พลทหาร มีหน้าที่ปฏิบัติตามคำสั่ง

4.ประเภทโง่แต่ขยัน พวกนี้เป็นพวกที่เขาบอกว่า “มีอันตราย” ไม่ว่าจะให้อยู่ในตำแหน่งหน้าที่ใด ก็ก่อความวุ่นวายเดือดร้อนได้ง่าย พวกที่จัดอยู่ในประเภทหลังนี้ เลี้ยงไว้ไม่เป็นประโยชน์อะไรต่อหน่วยงานหรือสังคม ควรกำจัดทิ้ง

30 วิธีเอาชนะโชคชะตา

เกล็ดจาก คำนำ ” 30 วิธีเอาชนะโชคชะตา ” ของบัณฑิต อึ้งรังสี

หนทางที่สามารถก้าวไปถึงความสำเร็จ คือ ทำ ทำ ทำ และก็ ทำ

30 วิธีเอาชนะโชคชะตา

การที่จะช่วยให้ถึงเป้าหมายเร็วขึ้น อาจจะต้องมีพลังความช่วยเหลือ มาจากภายนอก ( จากบุคคลผู้มีอำนาจ จากเพื่อนๆ หรือจากโชค ….) นอกจาก จะต้องเก่งสู้เขาได้ หรือเก่งกว่า แล้ว จะต้องโชคดีกว่า จะต้องมีพลังอะไรต่างๆ มาคอยช่วยหนุน ประคับประคอง และผลักดันอยู่เสมอ

คุณเป็น ” คนโชคดี “ หากคุณประสบความสำเร็จ หรือได้สิ่งที่ต้องการ หรือมีความสุขได้ง่ายและเร็วกว่าคนอื่น ” โชคร้าย “ ก็เหมือนมรสุมที่คอยขัดขวางการเดินทาง ทำให้ถึงเป้าหมายได้ยากขึ้น ถ้าท้อแท้และล้มเลิกยอมแพ้ ก็อาจไม่ถึงเป้าหมายนั้นเลย

รู้ เข้าใจ เห็นด้วย แต่เมื่อไม่ได้นำไปใช้ ก็ลืม

รู้ เข้าใจ เห็นด้วย แต่เมื่อไม่ได้นำไปใช้ อย่างนานเพียงพอ อย่าด่วนสรุปว่า ไม่ได้ผล สิ่งที่จะช่วยความจำได้ดีที่สุด คือ การทำอยู่เรื่อยๆ จนติดเป็นนิสัย

สิ่งที่จะช่วยความจำได้ดีที่สุด คือ

การทำอยู่เรื่อยๆ จนติดเป็นนิสัย

สิ่งที่จะช่วยความจำได้ดีที่สุด คือ การทำอยู่เรื่อยๆ จนติดเป็นนิสัย

กฎ 30 วิธีเอาชนะโชคชะตา

กฎข้อที่ 1

คนโชคดี รู้ว่า ” โชค ” สามารถเปลี่ยนแปลงได้

กฎข้อที่ 1

ไม่มีอนาคตใคร ที่ฟ้าลิขิตมาแล้ว ทุกอย่างในอนาคตเปลี่ยนแปลงได้ โชคที่ฟ้าลิขิตมานั้น มันดีบ้าง ไม่ดีบ้าง แต่คนที่โชคดีจริงๆ นั้น สามารถเปลี่ยนสิ่งที่ฟ้าให้มา เป็นสิ่งที่ดีได้ทั้งหมด จะเปลี่ยนโชคนั้นได้ คุณต้องเปลี่ยนความคิดของตนเองตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไปว่า โชคเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้

กฎข้อที่ 2

คนโชคดีเชื่อว่าตัวเขาเองสามารถเปลี่ยนแปลงโชคนั้นได้

กฎข้อที่ 2

เราสร้างอนาคตของเราเอง แต่ไปเรียกมันว่า “โชคชะตา” (เบนจามิน ดิสเรลี)

สิ่งที่ควบคุมโชคเหล่านั้น อยู่ในมือคุณทั้งหมด คือตัวคุณเอง

การจะเรียนรู้จัก วิธีการควบคุมโชค การเป็นเจ้านายโชค และการกำราบโชคให้อยู่หมัด เราต้องเชื่อว่า เราเองเป็นผู้รับผิดชอบในความโชคดี โชคร้าย ของตัวเราเอง และต้องไม่ปัดความรับผิดชอบไปให้ผู้อื่น หรือสิ่งอื่น

การเรียนรู้การเป็นเจ้านายของโชค เป็นเหมือนการเรียน”ทักษะ” (Skill) อย่างหนึ่ง ที่เราสามารถเรียนรู้ให้เก่งได้

ข้อดีของการฝึก “ทักษะ” คือ ยิ่งเราเก่งมากเท่าใด เราก็ควบคุมสถานการณ์ได้มากขึ้นเท่านั้น

เราต้องควบคุมสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แทนที่จะให้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นควบคุมเรา

ยิ่งเราเก่งในเรื่อง “ทักษะในการควบคุมโชค” มากแค่ไหน ไม่ว่าสถานการณ์อะไรเกิดขึ้น ร้ายหรือดี เราสามารถเปลี่ยนสถานการณ์นั้นให้เป็นดี หรือดีกว่า ได้ทั้งหมด

กฎข้อที่ 3

รู้จัก กฎพ่อ และกฎแม่ แห่งโชคลาภ

กฎข้อที่ 3

กฎที่สำคัญที่สุดแห่งโชคลาภ คือ

กฎแห่งเหตุและผล ( The law of cause and effect )
กฎแห่งแรงดึงดูด ( The law of attraction )

โลกนี้ เป็นโลกที่อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ที่แน่นอน ตายตัว ไม่ยกเว้นใคร (ไม่ว่าคุณจะชอบมัน หรือเชื่อมันหรือไม่ก็ตาม) คนที่ฝ่าฝืนไม่เคารพกฎเหล่านี้ จะได้รับผลลัพธ์ที่ตนเองไม่ต้องการ แล้วเรียกมันว่า “โชคร้าย”

กฎข้อที่ 4

จงเคารพ กฎแห่ง เหตุและผล (กฎพ่อ แห่งโชคลาภ)

กฎข้อที่ 4

ทุกอย่างเกิดขึ้น โดยมีเหตุ มีผล (สำหรับผลทุกอย่าง จะมีสาเหตุที่แน่นอน)
ถ้าคุณเปลี่ยนเหตุให้ดีขึ้น ผลของคุณก็จะดีขึ้น
การกระทำ (หรือเหตุ) ทุกอย่าง จะมีผลตามมา ไม่ว่าเราจะ เห็นมันหรือไม่ และไม่ว่าเราจะชอบมันหรือไม่ ก็ตาม

** โชค ไม่ได้เป็นสิ่งที่เกิดแบบสุ่มสี่สุ่มห้า อะไรที่เกิดขึ้นกับเรา จะเป็นผลบางอย่างจากการกระทำ หรือความคิดของเรา ไม่ว่าเราจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม

ข้อปฏิบัติ

ถ้าอยากได้ผล (หรือโชค) ที่ต่างไป ก็ต้องเปลี่ยนเหตุหรือการกระทำ และความคิดของเราเอง
บางทีสาเหตุนั้นอาจไม่ชัดเจน เราอาจไม่ทราบหรือไม่เข้าใจ หน้าที่ของเรา คือ หาสาเหตุนั้น

กฎข้อที่ 5

จงบูชากฎแห่งแรงดึงดูด

 (กฎแม่แห่งโชคลาภ)

(เพื่อได้) โชคคุณต้องใช้กฎแห่งแรงดึงดูด ช่วยดึง ผู้คนและสถานการณ์ ที่จะช่วยคุณให้เดินหน้าเร็วขึ้น เข้ามาในชีวิต (ไบรอัน เทรซี่ , สรอ.)
** กฎแห่งแรงดึงดูด** “คุณจะดึงดูดสิ่งที่อยู่ในความคิดส่วนใหญ่ของคุณเข้ามาในชีวิต” ไม่ว่าจะเป็น คน สถานการณ์ สิ่งของ …ฯลฯ… (กฎนี้ เป็นกฎตายตัวของโลก เหมือนกฎแห่งแรงโน้มถ่วง ไม่ว่าคุณจะชอบมันหรือไม่ และเชื่อมันหรือไม่ ก็ตาม)

ข้อปฏิบัติ

สิ่งเดียวที่ต้องทำ คือ ควบคุมความคิด ให้คิดแต่ในเรื่องที่ต้องการเท่านั้น (พูดถึงมัน ฝันถึงมัน หมกมุ่นอยู่กับมันตลอดเวลา) สิ่งนี้ ทำยากกว่าที่คิด เพราะจิตสำนึกของเราจะคอยคิดแต่เรื่องทางลบ

เทคนิค

ลงโทษตัวเองเล็กๆ (ทุกครั้งที่คิดในเรื่องทางลบ) เมื่อความคิดเถลไถลไปเรื่องทางลบ เพื่อเทรนให้จิตสำนึกเชื่อมความเจ็บกับความคิดทางลบ (ทำติดต่อกันอย่างน้อย 21 วัน จะเป็นการพัฒนาจิตใจให้กล้าแข็งขึ้น)

มีทางสองแบบ ที่จะไปถึงเป้าหมายหรือสิ่งที่ต้องการ***

ทางแรก ทำงานลูกเดียว เพื่อให้ถึงเป้าหมายให้ได้ (วิธีนี้ เหนื่อยและช้า)

ทางที่สอง ขณะที่คุณ วิ่ง เข้าหาเป้าหมาย เป้าหมายนั้น ก็วิ่ง เข้าหาคุณ (วิธีนี้ เหนื่อยน้อยและเร็ว)

กฎข้อที่ 6

กำจัด ความเชื่อที่จำกัด

กฎข้อที่ 6

คนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่คนเราเลือกที่จะเป็นได้ ที่สำคัญ ต้องคิดเป็น (ไม่เช่นนั้น ก็อยู่เหมือนคนล้มเหลว)
** ในโลกนี้ ทุกอย่างเป็นไปได้ ถ้าตั้งใจและคิดอย่างถูกต้อง

มนุษย์สามารถเป็นอะไรที่ตนเองต้องการได้ทั้งนั้น เพราะมนุษย์จะพัฒนาการไป ตามที่ตนเองคิดเท่านั้น

ความคิดชี้นำสิ่งที่เราเป็น

ถ้าคุณคิดเป็น คุณไม่ต้องพึ่งโชค แต่คุณจะสร้างโชค
หากรู้วิธีสร้างโชคเองแล้ว อยากโชคดีแค่ไหนก็ได้ทั้งนั้น
สร้างโชค(ดี) เป็นผู้กำราบโชค เอาชนะโชคจนอยู่หมัด ย่อมมีความรู้สึกที่แตกต่างกับการตกเป็นเหยื่อของโชค(ร้าย)

กฎข้อที่ 7

ทำตัวเป็น หมอดูที่แม่นที่สุดในโลก

กฎข้อที่ 7

ไม่มีคนคนใดสามารถมาลิขิตชีวิตของมนุษย์ได้ คุณจะต้องกุมบังเหียนชีวิตนี้เอง ไม่ว่าชีวิตนี้จะออกมาดีหรือไม่ดี คุณต้องเป็นผู้รับผิดชอบมันทั้งนั้น

** มนุษย์ทุกคนมีศักยภาพที่ยิ่งใหญ่ มีความสามารถที่จะสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ โดยการคิด และการกระทำที่ถูกต้อง

เพราะในเมื่อมนุษย์จะพัฒนาการไปตามอย่างที่ตนคิด การคิดและการกระทำ

ในตอนนี้ จึงเป็นตัวกำหนดผลในอนาคต

คุณมีศักยภาพในการเปลี่ยนอนาคตของตัวเอง คุณสามารถทำนายอนาคตของคุณเองได้ ถ้าคุณ มุ่งพลังกาย พลังความคิด ไปที่สิ่งที่ดี ความฝันที่ยิ่งใหญ่ อนาคตของคุณก็จะไปในทิศทางนั้น (ดี / ไม่ดี)

“มนุษย์จะพัฒนาการไปตามอย่างที่ตนคิด” เป็นกฎที่แน่นอนและตายตัวของโลก เหมือน กฎแรงโน้มถ่วง อยู่คู่โลกมาตั้งแต่มีมนุษย์ และจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ใช้ได้ทุกประเทศ ทุกสมัย ตลอดไป เป็นกฎแห่งการทำนายอนาคต

หน้าที่ของคุณ ก็คือ ทำอย่างไรที่จะเข้าใจถ่องแท้ถึงกฎนี้ เพื่อจะได้นำไปใช้ และเมื่อไหร่ที่คุณเป็นเจ้าของกฎนี้ คุณสามารถมี และเป็นอะไรก็ได้ตามใจปรารถนา

กฎข้อที่ 8

คนโชคดี ตัดสินใจ ไขว่คว้าหาโชค

กฎข้อที่ 8

สุภาษิตญี่ปุ่นกล่าวไว้ว่า ” วันที่คุณตัดสินใจทำ เป็นวันโชคดีของคุณ “

กฎข้อที่ 9

คนโชคดี ลงมือทำวันนี้

กฎข้อที่ 9

*เมื่อคุณรู้ว่าต้องการอะไร

คุณต้องเริ่มวางแผนเดินหน้าเข้าไปหาเป้า และทำวันนี้ (วันพรุ่งนี้ไม่เคยมา ชีวิตทุกคนประกอบไปด้วยวันนี้)

**เริ่มอะไรก็ได้ แม้ว่าเล็กเท่าใดก็ตาม เพราะการเริ่มต้นนั้นยากที่สุด

แต่เมื่อได้เริ่มแล้ว การทำต่อ จะใช้แรงและความพยายามน้อยลง

กฎข้อที่ 10

รู้จัก องค์ประกอบของโชค

กฎข้อที่ 10

เซเนกา / โรมัน / คศ. 1 , กล่าวว่า โชค คือ ความเตรียมพร้อม พบกับ โอกาส

องค์ประกอบของโชคดี คือ

โอกาสและการเตรียมความเตรียมพร้อม ทั้งสองสิ่งต้องเกิดขึ้นด้วยกัน จึงจะเป็น “โชคดี”
ถ้าโอกาสมาถึง แต่เราไม่พร้อม เรียกว่า “ความน่าเสียดาย”

เราต้องรู้จักสร้างโอกาส ทำอย่างไรก็ได้ให้โอกาสเกิดขึ้นกับเรามากที่สุด

หัวใจที่แข็งแกร่ง

ธรรมชาติไม่เคยให้สิ่งที่ดีที่สุดกับมนุษย์ ให้ขามาแค่สองขา… วิ่งได้แต่ก็ไม่เร็ว ให้จมูกมาแค่สองรู…ดมได้แต่ก็ไม่เก่ง

แต่มีสิ่งหนึ่งที่ธรรมชาติให้มาแบบจัดเต็ม คือ!

…หัวใจที่แข็งแกร่ง…

ข้าพเจ้าก็มีหัวใจที่แข็งแกร่ง ^^


Do you work?

Do you work?

Do you like your work?

What do you like about your work?

สามประโยคแรกที่ฝึกแต่งประโยคภาษาอังกฤษ กับอาจารย์แดง

50 นักธุรกิจทั่วโลกแนะนำ 50 หนังสือดีตลอดกาล

หนังสือหนึ่งเล่มสามารถเปลี่ยนชีวิตผู้อ่านได้ ผมเชื่อว่าถ้าคุณต้องการเป็นนายตัวเองระดับมืออาชีพ วิธีที่จะพัฒนาศักยภาพของคุณได้เร็วที่สุดก็คือ “การอ่านหนังสือ”

วันนี้ผมได้รวบรวมรายชื่อหนังสือ 50 เล่ม จากนักธุรกิจ 50 คนที่พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า 

พลาดไม่ได้แม้แต่เล่มเดียว

50 นักธุรกิจทั่วโลกแนะนำ 50 หนังสือดีตลอดกาล

1. Think and Grow Rich

ผู้เขียน Napoleon Hill

แนะนำโดย Sandile B. Magwaza วางจำหน่ายในรูปแบบภาษาไทยแล้ว
คิดแล้วรวย เรียงเรียงโดย กมล แสงทองศรีกมล
ความรวยนั้นฟรี เล่ม 1&2 แปลโดย บัณฑิต อึ้งรังษี, เจษฎา วีรบุญชัย

2. Start ผู้เขียน Jon Acuff

แนะนำโดย Kimberly Edwards LaComba

3. The Lean Startup

ผู้เขียน Eric Ries

แนะนำโดย Matt Barber วางจำหน่ายในรูปแบบภาษาไทยแล้ว

4. Zero to One

ผู้เขียน Peter Thiel

แนะนำโดย Franklin McCullough วางจำหน่ายในรูปแบบภาษาไทยแล้ว
Zero to One จาก 0 เป็น 1 วิธีสร้างธุรกิจให้ขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งสำหรับคนที่เริ่มต้นจากศูนย์ สำนักพิมพ์วีเลิร์น

5. Rich Dad Poor Dad

ผู้เขียน Robert Kiyosaki

แนะนำโดย Mannan Gupta วางจำหน่ายในรูปแบบภาษาไทยแล้ว พ่อรวยสอนลูก เรียบเรียงโดย จักรพงษ์ เมษพันธุ์

6. The 100 Dollar Start Up

ผู้เขียน Chris Guillebeau

แนะนำโดย Nawaz Dangra อ่านรีวิวหนังสือ The 100 Dollar Start Up ที่นี่ http://www.theceoblogger.com/online-business-the-100dollar-startup/

Produced

ผู้เขียน Faith และ Devon Franklin

แนะนำโดย Say Smith

8. The Crowd: A Study of the Popular Mind

ผู้เขียน Gustave LeBon

แนะนำโดย Ingo Behle

9. The Seven Habits of Highly Effective People

ผู้เขียน Stephen Covey

แนะนำโดย Puna Snamandla Gumede วางจำหน่ายในรูปแบบภาษาไทยแล้ว 7 อุปนิสัย สำหรับผู้ทรงประสิทธิผลยิ่ง ผู้แปล นพดล เวชสวัสดิ์

10. The Pursuit of Happyness

ผู้เขียน Chris Gardner

แนะนำโดย Vrush SG วางจำหน่ายในรูปแบบภาพยนตร์ DVD
The Pursuit of Happyness ยิ้มไว้ก่อนพ่อสอนไว้
ถูกสร้างเป็นภาพยนตร์และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์
สาขาเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ออกฉายเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม ค.ศ.2006
นำแสดงโดย วิล สมิท , เจเดน สมิท (ลูกชาย)

กฏ 5 ข้อของทองคำ จากหนังสือ The Richest Man in Babylon

หากคุณสนในเรื่องการบริหารเงินเบื้องต้นแต่ติดตรงที่ไม่ชอบอ่านหนังสือวิชาการหนักๆ ผมขอแนะนำ “เศรษฐีชี้ทางรวย” หรือ The Richest man in Babylon หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่หนังสือวิชาการหรือ How To หนักอึ้ง แต่เป็นนิทานเรื่องสั้นๆ เกี่ยวกับความรู้ทางการเงิน

หนังสือจะเล่าเรื่องของ ดาบา บุรุษผู้ร่ำรวยที่สุดในนครบาบิโลน ที่ได้รับคำสั่งจากกษัตริย์ให้ช่วยสอนประชาชนเกี่ยวกับการจัดการเงิน ซึ่งคำสอนของดาบานั่น สามารถนำมาปรับใช้ได้ในยุคปัจจุบัน แม้ว่าเวลาจะผ่านมากว่า 5000 ปีแล้วก็ตาม

กฏ 5 ข้อของทองคำนั้น คือสิ่งที่ดาบาได้ให้ติดตัวกับลูกชายพร้อมกับเงินขวัญถุงเล็กๆน้อยๆ เมื่อเขาส่งให้ลูกชายออกไปหาประสบการณ์และพิสูจน์ความสามารถว่าลูกชายเขาสามารถดูแลทรัพย์สมบัติของเขาได้แม้เขาจะลาจากโลกนี้ไปแล้ว เรามาดูกันดีกว่า กฏ 5 ข้อของทองคำมีอะไรกันบ้าง

กฏข้อที่ 1

ทองคำย่อมหลั่งไหลมามากขึ้นเรื่อยๆ สู่ทุกคนที่เก็บออมไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของรายได้ทั้งหมด เพื่อสร้างหลักฐานสำหรับอนาคตของตนเองและครอบครัว

กฏของทองคำข้อที่ 1

ถ้าเป็นภาษาง่ายๆคือเราควรจะเริ่มสะสมเงิน 10% จากรายได้ทั้งหมดเอาไว้ เพื่อเป็นเงินสำหรับตัวเราเอง ไม่ว่าจะเป็นเงินสำรองหรือเงินลงทุน เพราะถ้าแค่ 10% ของรายได้ยังเก็บไม่ได้เลย ก็อย่าหวังร่ำรวย และอีกอย่างคือ อย่าหมิ่นเงินน้อยถึงจะแค่เดือนละ 500 ก็ควรเก็บไป เพราะนอกจากจำนวฯเงินแล้วยังเป็นการฝึกนิสัยอีกด้วย

กฏข้อที่ 2

ทองคำย่อมเต็มใจทำงานอย่างขยันขันแข็ง ให้กับเจ้าของผู้ชาญฉลาดที่รู้จักนำมันไปใช้ให้เกิดดอกออกผล มันจะทวีคูณขึ้นประหนึ่งฝูงปศุสัตว์ในท้องทุ่ง

กฏของทองคำข้อที่ 2

นอกจากจะเก็บเงินแล้วเราควรหาความรู้เรื่องการลงทุนด้วย เพื่อเราจะได้นำเงินที่เราเก็บสะสมไปลงทุนให้เกิดผลตอบแทน และแน่นอนว่าการลงทุนนั้นเราต้องศึกษาเป็นอย่างดี ไม่ใช่แค่เอาเงินไปฝากเขาแล้วหวังว่าจะได้ผลตอบแทนกลับมา

กฏข้อที่ 3

ทองคำย่อมภักดีเหนียวแน่นต่อเจ้าของผู้รอบคอบ ที่นำมันไปลงทุนภายใต้คำแนะนำของคนที่ฉลาดในการจัดการ

กฏของทองคำข้อที่ 3

อย่างที่เขาบอกกันว่า “การลงทุนมีความเสี่ยงผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการลงทุน” การลงทุนใช่ว่าจะได้แต่กำไรเสมอไป เราต้องศึกษาด้วยว่าสิ่งที่เราลงทุนไปมีความเสี่ยงอะไร หรือถ้าเราไม่รู้ก็ควรปรึกษาผู้รู้และนำมาวิเคราะห์ต่อ เพราะถึงจะเป็นกูรูเองก็ใช่ว่าจะเชื่อได้ทุกอย่าง ดังนั้นเราจึงควรลงทุนอย่างรอบคอบ เพื่อรักษาเงินของเราไว้

กฏข้อที่ 4

ทองคำย่อมหลุดลอยจากมือของคนที่นำมันไปลงทุนในธุรกิจ หรือจุดประสงค์ที่เขาไม่คุ้นเคย หรือที่ผู้เชี่ยวชาญในการเก็บรักษาทองคำไม่เห็นด้วย

กฏของทองคำข้อที่ 4

ถ้าวันนึงมีคนมาชวนเราให้ไปลงทุนในสิ่งที่เราไม่เคยศึกษามาก่อน ก็ขอให้ทำใจร่มๆไว้แล้วค่อยๆศึกษาว่าการลงทุนที่บอกมานั้นเป็นอย่างไรกันแน่ เพราะถ้าเราสุ่มสี่สุ่มห้าเห็นแก่ผลตอบแทนแต่ไม่เข้าใจในสิ่งที่เราลงเงินไป เงินของเราอาจจะหายไปแบบงงๆ ที่เขามักเรียกกันว่า เสียค่าโง่ ดังนั้นอย่าลงทุนในสิ่งที่เราไม่เข้าใจ

กฏข้อที่ 5

ทองคำย่อมหลบหนีจากคนที่บังคับให้มันหารายได้แบบเป็นไปไม่ได้หรือจากคนที่ทำตามคำแนะนำล่อใจของคนเจ้าเลห์เจ้าอุบาย หรือจากคนที่นำมันไปลงทุนด้วยความอ่อนประสบการณ์ และด้วยความปรารถนาอันเพ้อฝันของตนเอง

กฏของทองคำข้อที่ 5

ถ้ามีคนมาบอกว่าแค่เอาเงินไปฝากเขาไว้แล้วเราก็จะได้ผลตอบแทนสูงๆ ก็คิดได้เลยว่าเราอาจจะเจอแก๊งต้มตุ๋นเข้าให้แล้ว เพราะการลงทุนในสิ่งที่เราไม่รู้มันเสี่ยงมากที่เราจะสูญเงินที่เราสะสมมาด้วยความยากลำบากไปอย่างง่ายดาย อย่าโลภมากนัก

The Richest man in Babylon เหมาะมากสำหรับคนที่ไม่ชอบอ่านหนังสือหนักๆ และหลักการในหนังสือยังสามารถใช้ได้ในปัจจุบัน นอกจากกฏ 5 ข้อของทองคำที่นำมาเล่าให้ฟังแล้วยังมีข้อคิดอื่นๆที่น่าสนใจในเล่มอีกมากมาย

The Richest Man in Babylon

The Richest Man in Babylon: The Five Laws of Gold

What can possibly be learned about modern finance from a book first published in 1926, you ask? What is so worthwhile about The Richest Man in Babylon that causes it to still be in print today? This week, we’ll look closer at this personal finance classic to see what hidden gems are within.

Another story central to The Richest Man in Babylon is the tale of the five laws of gold, a five-point philosophy handed down to later generations by Arkad, the titular richest man in Babylon. Here are the five laws, with discussion of what they mean in a modern context.

Laws of Gold No. 1

Gold cometh gladly and in increasing quantity to any man who will put by not less than one-tenth of his earnings to create an estate for his future and that of his family.

Laws of Gold No. 1

In other words, a person should put away 10% of his or her income for the future as a bare minimum. This rule is so incredibly fundamental, yet only a small minority even bother to follow it.

Laws of Gold No. 2

Gold laboreth diligently and contentedly for the wise owner who finds for it profitable employment, multiplying even as the flocks of the field.

Laws of Gold No. 2

If you invest your money well, your money will simply make more money. Again, a very simple and obvious rule, but one that many people never get to because they didn’t follow the first rule.

Laws of Gold No. 3

Gold clingeth to the protection of the cautious owner who invests it under the advice of men wise in its handling.

Laws of Gold No. 3

This rule encourages cautious investing, or at least encourages the investor to at least be informed. In today’s era, one can turn to the internet for plenty of investing information.

Laws of Gold No. 4

Gold slippeth away from the man who invests it in businesses or purposes with which he is not familiar or which are not approved by those who are skilled in its keep.

Laws of Gold No. 4

This goes hand in hand with the third rule: if you invest in stuff you don’t understand, you’re likely to lose money. Don’t buy the latest hot stock from your stockbroker; investigate and invest where you want.

Laws of Gold No. 5

Gold flees the man who would force it to impossible earnings or who followeth the alluring advice of tricksters and schemers or who trusts it to his own inexperience and romantic desires in investment.

Laws of Gold No. 5

The worst option is to invest in anything that promises absurdly good returns, or anything that you’re heavily pressured into buying. These investments are scams and won’t stand up to serious research.

The five rules really are all you need to know: save some money, do some research, and only invest in the fruits of that research. Anything else is a sure way to fall behind.

Tomorrow, we’ll look at the other stories included in The Richest Man in Babylon.

The Richest Man in Babylon is the seventh of fifty-two books in The Simple Dollar’s series 52 Personal Finance Books in 52 Weeks.

ประยุกต์ใช้กฎ 80/20 กับทุกสิ่ง

กฎ 80/20 เป็นกฎที่ช่วยเราได้มากที่สุดกฎหนึ่งในบรรดาแนวความคิด ของการบริหารเวลาและชีวิต มันมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า หลักปาเรโต้ ตามชื่อของบิดาแห่งหลักการนี้ ที่เป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่มีชื่อเต็มว่า วิลเฟรโด้ ปาเรโต้ (Vilfredo Pareto) ซึ่งได้เขียนอธิบายหลักการนี้ไว้ตั้งแต่ปี 1895 หรือพุทธศักราช 2438 หรือ 110 ปีมาแล้ว ปาเรโต้ได้สังเกตว่าคนในสังคมของเขาดูเหมือนจะแบ่งออกตามธรรมชาติออกเป็นสองกลุ่มซึ่งเขาเรียกว่า “คนส่วนน้อยที่สำคัญมาก (vital few)” อันเป็นกลุ่มคนที่มีปริมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ของประชากร ที่ครอบครองความมั่งคั่งและมีอิทธิพลในประเทศ และอีกกลุ่มหนึ่งคือ “ส่วนมากที่สำคัญน้อย (trivial many)” ซึ่งเป็นกลุ่มประชากรระดับล่างที่มีจำนวน 80 เปอร์เซ็นต์ของ จำนวนประชากรทั้งหมด

การค้นพบที่ยิ่งใหญ่

ต่อมาเขาได้ค้นพบว่า กิจกรรมเชิงเศรษฐกิจทั้งหมดเป็นไปตามหลักปาเรโต้เช่นกัน ตัวอย่างเช่น
กฎข้อนี้กล่าวว่า กิจกรรมจำนวน 20 เปอร์เซ็นต์ของคุณจะก่อให้เกิดผลลัพธ์ 80 เปอร์เซ็นต์

ลูกค้าจำนวน 20 เปอร์เซ็นต์ของคุณจะทำให้คุณขายได้ 80 เปอร์เซ็นต์ของยอดขายทั้งหมด

สินค้าหรือบริการ จำนวน 20 เปอร์เซ็นต์ของคุณจะก่อให้เกิดผลกำไร 80 เปอร์เซ็นต์ของผลกำไรทั้งหมด
การงาน 20 เปอร์เซ็นต์ของคุณจะส่งผลที่มีคุณค่าในสิ่งที่คุณทำเป็นจำนวน 80 เปอร์เซ็นต์ และเป็นดังนี้เรื่อยไป

นั่นหมายความว่า หากคุณมีรายการของงานที่จะต้องทำอยู่สิบรายการแล้วละก็
งานสองงานในจำนวนนั้นจะกลายเป็นงานที่มีค่ามากเท่ากับหรือมากกว่าผลของงานอีกแปดงานรวมเข้าด้วยกัน

ผลลัพธ์ที่มากที่สุด

และการค้นพบที่น่าสนใจประการหนึ่งก็คือ การงานแต่ละงานเหล่านี้อาจกินเวลาที่จะทำให้สำเร็จเท่าๆกัน แต่งานเพียงหนึ่งหรือสองอย่างในจำนวนนี้จะให้คุณค่าดีกว่าห้าถึงสิบเท่าของงานอื่นๆที่เหลือ คุณอาจไม่เชื่อ แต่บ่อยครั้งงานเพียงหนึ่งงานที่คุณต้องทำในจำนวนนั้นสามารถมีค่ามากกว่างานอีกเก้างานที่เหลือรวมกันเลย และงานนี้เองที่คุณควรจะต้องทำก่อนงานอื่นทันที

งานที่มีคุณค่ามากที่สุด

งานที่มีคุณค่ามากที่สุดที่คุณสามารถทำในแต่ละวันมันจะเป็นงานที่ยากและซับซ้อนมากที่สุด แต่ผลหรือรางวัลที่จะได้รับ เมื่อคุณทำงานนั้นสำเร็จอย่างมีประสิทธิผลนั้นสามารถเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่มหาศาลเลยทีเดียว ด้วยเหตุนี้เองที่คุณต้องไม่ยอมทำงานต่างๆ ที่ไม่สำคัญในส่วนของ 80 เปอร์เซ็นต์ แล้วหันไปทำงานในกลุ่มสำคัญ 20 เปอร์เซ็นต์นั้นโดยเร็ว

ก่อนที่คุณจะเริ่มทำงานในแต่ละวัน ให้ถามตัวเองเสมอว่า “งานนี้อยู่ในกลุ่มกิจกรรมสำคัญ 20 เปอร์เซ็นต์ ของฉันหรือว่าอยู่ในกลุ่ม 80 เปอร์เซ็นต์ที่ไม่สำคัญกันนะ”

เรามาเริ่มกันดีกว่า

สิ่งที่ยากที่สุดของงานที่สำคัญไม่ว่าจะเป็นงานใดก็คือการเริ่มต้นก้าวออกไปก้าวแรก ครั้นเมื่อคุณเริ่มลงมือทำงานที่มีคุณค่างานไปแล้วจริงๆ ก็จะดูเหมือนว่าคุณอยากทำต่อโดยไม่หยุด มันมีส่วนของสมองและจิตใจของคุณบางส่วนที่ชอบการทำงานที่สำคัญยิ่งอย่างไม่วางมือ ซึ่งงานนี้เป็นงานที่สามารถสร้างความแตกต่างขึ้นมาได้จริง คุณจะต้องใส่ข้อมูลเช่นนี้เข้าไปในสมองของคุณอยู่ตลอดเวลาด้วยการทำงานชนิดนี้ทันที

บริหารชีวิตของคุณทุกวัน

แท้จริงแล้วการบริหารเวลาก็คือการบริหารชีวิต มันเป็นการบริหารตัวตนของคุณเอง คุณจะควบคุมเหตุการณ์ต่อเนื่องที่เกิดขึ้นได้ การบริหารเวลาเป็นการที่คุณรู้ว่าขั้นต่อไปคุณจะทำอะไร คุณต้องสามารถเลือกสิ่งที่สำคัญออกจากสิ่งที่ไม่สำคัญ และนั่นคือปัจจัยความสำเร็จที่เป็นกุญแจสำคัญของชีวิตและงานที่มีความสุขและรุ่งเรือง

คนที่ผลิตอะไรออกมาได้มากๆและมีประสิทธิผลจะทำอะไรอย่างสม่ำเสมอหรือเรียกได้ว่าเขามีวินัยในตนเองก็ได้ วินัยนี้นำไปใช้กับการทำให้ตัวเองลงมือทำงานที่สำคัญทันที นั่นทำให้เขาประสบความสำเร็จและมีความสุขมากกว่าคนอื่นๆทั่วๆไปอย่างมากมาย คุณเองก็ควรจะใช้ชีวิตเช่นนี้

JUST DO IT

แบบฝึกหัดลงมือปฏิบัติ

เขียนรายการเป้าหมายหลัก กิจกรรม โครงการ และความรับผิดชอบทั้งหลายทั้งปวงในชีวิตของคุณวันนี้ แล้วพิจารณาว่างานไหนอยู่ในส่วน 20 เปอร์เซ็นต์ และงานไหนอยู่ในส่วน 80 เปอร์เซ็นต์ และส่งผลดี 80 เปอร์เซ็นต์ และ 20 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ

ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่าคุณจะทำงาน 20 เปอร์เซ็นต์เหล่านี้ทุกวันเพื่อสร้างชีวิตอนาคตของคุณ

ด้วยการใช้เวลาที่น้อยลงๆกับงานที่มีคุณค่ามากขึ้นๆ

(หนังสือ คิดแบบกฎ 80/20 ออกวางจำหน่ายแล้ว เรียบเรียงโดย พันโทอานันท์ ชินบุตร ราคาปก 99 บาท)

13 นิสัย เศรษฐี ควรค่าแก่การเดินตาม สำหรับมือใหม่หัดสร้างตัว

มีคนจำนวนไม่น้อยที่โชคดีเกิดมาพร้อมต้นทุนชีวิตที่ดี มีเงินถุงเงินถัง ได้ชื่อว่าเป็นมหาเศรษฐีแบบไม่ต้องลงแรง แต่ก็มีคนอีกมากมายที่สามารถเปลี่ยนตัวเองจากคนธรรมดาเป็นมหาเศรษฐีได้ด้วยน้ำพักน้ำแรง อะไรคือความลับของพวกเขา ไม่ต้องปวดหัวหาคำตอบอีกต่อไป เพราะ โทมัส คอร์ลีย์ ได้เฉลยคำตอบไว้ในหนังสือเรื่อง “Change Your Habits, Change Your Life” ไว้หมดแล้ว หลังจากใช้เวลาถึง 5 ปี ศึกษาเกี่ยวกับนิสัยของบรรดาเศรษฐีที่สร้างตัวด้วยตัวเองถึง 177 คน และพบว่าอุปนิสัยมีผลต่อความสำเร็จหรือล้มเหลวในชีวิตคนเราจริงๆ โดยเขาได้สรุป 13 นิสัยที่บรรดา เศรษฐี พึงมี ซึ่งคุณไม่จำเป็นต้องอายหากคิดจะทำตาม

1.รักการอ่าน

1.รักการอ่าน : เศรษฐี ส่วนใหญ่ชอบหาความรู้ใส่ตัวมากกว่าหาความบันเทิง 88%ของเศรษฐีอุทิศเวลาอย่างน้อยวันละ 30 นาทีเพื่ออ่านหนังสือ โดยหนังสือยอดฮิตที่นิยมอ่าน ได้แก่ ชีวประวัติของคนที่ประสบความสำเร็จ ประวัติศาสตร์ และหนังสือเพื่อพัฒนาตัวเอง

2.ชอบออกกำลังกาย

2.ชอบออกกำลังกาย : 76%ของเศรษฐีแบ่งเวลาอย่างน้อยวันละ 30 นาทีหรือมากกว่านั้น เพื่อออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอให้หัวใจสูบฉีด ซึ่งไม่เพียงดีต่อสุขภาพ แต่ยังส่งผลถึงสมอง ช่วยบำรุงเซลล์สมอง เพิ่มการผลิตของกลูโคสซึ่งเปรียบเหมือนเชื้อเพลิงที่พร้อมจุดประกายให้สมองโลดแล่น

3.สังสรรค์กับคนที่ประสบความสำเร็จด้วยกัน

3.สังสรรค์กับคนที่ประสบความสำเร็จด้วยกัน : คนเราจะประสบความสำเร็จได้ เมื่อห้อมล้อมด้วยคนที่ประสบความสำเร็จ เศรษฐีจึงมักคบค้ากับคนที่มีเป้าหมายในชีวิต มองโลกในแง่ดี และมีความกระตือรือร้น ขณะเดียวกันพวกเขาเลือกหันหลังให้กับพวกโลกสีเทา ชอบคิดลบ เพราะมองว่ามุมมองลบๆจะบั่นทอนความมุ่งมั่นในการไล่ล่าความสำเร็จของตัวเอง

4.ไล่ตามเป้าหมายของตัวเอง

4.ไล่ตามเป้าหมายของตัวเอง : หลายคนเสียเวลาในชีวิตไปกับการวิ่งตามความฝันของคนอื่นขณะที่เศรษฐีส่วนใหญ่มุ่งมั่นกับการวิ่งตามความฝันของตัวเอง เพราะพวกเขารู้ดีว่าแพชชั่นจะทำให้การทำงานเป็นเรื่องสนุก ทำให้มีพลังและพร้อมจะเอาชนะความล้มเหลวและความผิดพลาดที่เข้ามา

5.ตื่นแต่เช้า

5.ตื่นแต่เช้า : เกือบ 50% ของเศรษฐีจะตื่นนอน 3 ชั่วโมงก่อนที่จะเริ่มทำงาน เพื่อจะได้มีเวลาสะสางงานที่ตั้งใจทำให้เสร็จโดยไม่ต้องหวั่นเกรงว่า การประชุมที่ยืดยาว หรือ การจราจรที่ติดขัด จะกระทบกับงานที่คุณตั้งเป้าไว้ ซึ่งในทางจิตวิทยา ข้อดีของการบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้เสมอ ก็เหมือนเป็นการให้รางวัลตัวเองทางอ้อม ทำให้คุณรู้สึกว่าสามารถควบคุมปัจจัยรอบตัวได้

6.มีรายได้จากหลายแหล่ง

6.มีรายได้จากหลายแหล่ง : 65% ของคนรวยมักมีแหล่งรายได้ไม่ต่ำกว่า 3 แห่ง นอกจากเงินเดือนประจำ พวกเขายังมีช่องทางหาเงินจากการปล่อยเช่าอสังหาริมทรัพย์ การลงทุนในตลาดหุ้น และเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจ

7.มีกุนซือดี

7.มีกุนซือดี : ถือเป็นอีกหนึ่งเคล็ดลับที่ทำให้เศรษฐีจำนวนไม่น้อยประสบความสำเร็จกุนซือที่ดีต้องคอยให้กำลังใจและผลักดันให้นักธุรกิจเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง และคอยสอนว่าอะไรที่ควรหรือไม่ควรทำ รวมทั้งแบ่งปันประสบการณ์เพื่อให้นักธุรกิจนั้นได้นำมาเป็นบทเรียน

8.คิดบวกเสมอ

8.คิดบวกเสมอ : คนส่วนใหญ่ มักไม่รู้เท่าทันความคิดของตัวเอง ไม่รู้ว่าตัวเองชอบคิดลบ ซึ่งตรงข้ามกับนิสัยของเศรษฐีที่นิยมคิดบวกอยู่เสมอ

9.เป็นจ่าฝูง

9.เป็นจ่าฝูง: เศรษฐีมักเลือกที่จะสร้างกลุ่มก้อนของตัวเอง แล้วดึงคนอื่นที่มีความสนใจคล้ายกันเข้ามาอยู่ด้วยกัน มากกว่าที่จะพาตัวเองเข้าไปกับกลุ่มก๊วนที่คนส่วนใหญ่อยู่

10.รู้มารยาทสังคม

10.รู้มารยาทสังคม : นับเป็นหนึ่งในคุณสมบัติของเหล่าเศรษฐี ไม่ว่าจะต้องไปออกงานสำคัญขนาดไหนพวกเขาก็รักษามารยาทในสังคมได้เป็นอย่างดี และแต่งกายได้เหมาะสมกับวาระโอกาส

11.ช่วยคนอื่นให้ประสบผลสำเร็จ

11.ช่วยคนอื่นให้ประสบผลสำเร็จ : ไม่มีใครประสบความสำเร็จได้ด้วยตัวคนเดียว เพราะฉะนั้นเศรษฐีจึงไม่ลืมยื่นมือเข้าช่วยเหลือคนที่มีฝันมีความมุ่งมั่น ให้ประสบความสำเร็จ ไม่แน่ว่าในอนาคตคนเหล่านี้อาจกลายเป็นหนึ่งในขุนพลสำคัญของทีมงานของเขาก็ได้

12.หยุดเพื่อคิด

หยุดเพื่อคิด : เศรษฐีจะแบ่งเวลา10-15 นาทีเพื่อตั้งคำถามกับตัวเองในตอนเช้า เช่น จะทำอย่างไรเพื่อหาเงินให้ได้มากขึ้น, มีความสุขกับงานที่ทำหรือยัง,ออกกำลังกายเพียงพอหรือยัง

13.รับฟังเสียงสะท้อน

13.รับฟังเสียงสะท้อน : เศรษฐีไม่กลัวคำวิจารณ์ แต่มองว่าเป็นข้อมูลสำคัญที่ใช้ประเมินสิ่งที่ทำอยู่ว่าดีหรือไม่ สิ่งที่กำลังทำนั้นมาถูกทางหรือไม่

ขอบคุณอ้างอิงข้อมูลจาก Bussiness Insider

แปลโดย TERRABKK

ความคิดสร้างสรรค์ไม่ใช่เพียงแค่สิ่งที่นําเข้ามาใส่ แต่ร่วมถึงสิ่งที่คุณเอาออกไปด้วย

ความคิดสร้างสรรค์ไม่ใช่เพียงแค่สิ่งที่นําเข้ามาใส่

แต่ร่วมถึงสิ่งที่คุณเอาออกไปด้วย

15 แนวคิดที่จะเปลี่ยนชีวิตคุณไปตลอดกาล ภายใน 5 นาที (บทความแปล)

เกริ่นนำ

ผมไม่เคยบอกว่าชีวิตนั้นมันง่ายเลย แต่สิ่งหนึ่งที่ผมได้เรียนรู้ไม่กี่ปีที่ผ่านมา ได้เปลี่ยนแปลงทุกสิ่งไป คือ อะไรก็ตามที่เราคิด หรือเราอยู่กับมันนานๆ สุดท้ายมันจะกลายเป็นสิ่งที่บ่งบอกว่าเราเป็นคนยังไง ซึ่งทุกคนก็คงอยากที่จะประสบความสำเร็จ มีความสุขกันใช่ไหมล่ะ แต่วิธีการ “คิด” อย่างไรที่จะให้ได้ผลลัพธ์แบบที่ต้องการเนี่ย มันยากมากๆ หลายๆ คนเลยไม่ได้ทุ่มเทให้กับมันมากพอ (ก็เพราะมันยาก) ซึ่งมีประโยคหนึ่งที่ถูกกล่าวออกมาโดย Helen Keller ว่า

People don’t like to think, if one thinks, one must reach conclusions. Conclusions are not always pleasant.

อธิบายได้ประมาณว่า คนส่วนใหญ่ไม่ชอบการคิด ไม่ชอบการตั้งเป้าหมาย เพราะเมื่อคิด คาดหวังแล้ว ลงมือทำแล้ว บางครั้งสุดท้ายผลลัพธ์อาจจะไม่เป็นดังที่หวังไว้ก็เป็นได้ ฟังดูมันก็เจ็บปวดเหมือนกันนะครับ แต่ชีวิตก็แบบนี้แหละครับ

ถ้าผมบอกว่ามีวิธีคิด 15 แบบที่จะเปลี่ยนแปลงวิถีการดำเนินชีวิตของคุณไปตลอดกาลล่ะ? พร้อมนะ มาดูกันทีละข้อเลย

1: คิดใหญ่ แต่ให้เริ่มทำจากจุดเล็ก

ต้องการที่จะสร้างบริษัทใหญ่โตไหม? ต้องการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคุณหมู่มากไหม? ต้องการสร้างผลงานที่เป็นประโยชน์กับคนทั้งโลกไหม? ต้องการเป็นเศรษฐีพันล้านไหม?

ซึ่งก็แน่นอน ทุกคน “อยาก” แต่มันจะไม่มีทางที่จะเป็นจริงขึ้นมาได้เลย ถ้าเกิดเรามีความคิดบางอย่างแบบด้านล่างขวางกั้นตัวเองเอาไว้

มันยากเกินไป ทำไม่ได้หรอก

มันมีคนทำไปเรียบร้อยแล้ว เราสู้เขาไม่ได้หรอก

แล้วมีอะไรดีขึ้นไหมล่ะ? เราต้องวางเป้าหมายให้สูงเข้าไว้สิ ยังไงเราก็ไม่มีอะไรจะเสียอยู่แล้ว ความล้มเหลวก็เป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จเหมือนกัน แค่ให้แน่ใจว่าเราเริ่มทำจากสิ่งเล็กๆ หมั่นทำมันบ่อยๆ ให้คิดว่าสิ่งเดียวที่เราต้องการก็คือ เป้าหมายอันยิ่งใหญ่ที่เราวางเอาไว้ตั้งแต่แรก แต่ถ้เราาตั้งเป้าหมายไว้ต่ำเกินไป ผลลัพธ์ก็จะออกมาแบบต่ำๆ เช่นกัน

2: ปัญหาต่างๆ ก็เป็นแค่คำถามที่ยังหาคำตอบไม่เจอ

ผมไม่เข้าใจว่าทำไมเวลาคนเราชอบตื่นตระหนกเวลาเจอปัญหาใหญ่ๆ บางคนก็บอกว่า “มันเลวร้ายที่สุด ตั้งแต่เคยเจอมาแล้ว” ทุกครั้งๆ ที่เราใส่ความคิดเครียดๆ แบบนี้ ก็เหมือนกับการบั่นทอนชีวิตของเราเองไปเรื่อยๆ จนพังทลายลงไปในที่สุด ให้เราคิดแบบนี้แทนว่า

ปัญหามันก็แค่คำถามธรรมดาของชีวิต หรืออาจจะยากบ้าง ที่ยังหาคำตอบไม่เจอก็เท่านั้นเอง ให้เราใช้สติ พยายามหาคำตอบของคำถามเหล่านั้น ก็เท่านั้นเอง

3: สร้างความสัมพันธ์กับคนอื่นๆ ให้มั่นคงด้วยความรัก

มีเหตุผลหลายๆ อย่าง ที่ทำให้มนุษย์ต้องออกไปแสวงหาความสัมพันธ์กับคนอื่นๆ เช่น เรื่องเงิน ความกลัวที่จะอยู่อย่างโดดเดี่ยว ความต้องการให้คนอื่นสนใจในตัวเรา เป็นต้น ซึ่งไหนๆ มันก็เป็นสิ่งที่เราต้องทำอยู่แล้ว ก็ให้มองมันในรูปแบบของ “ความรัก” ซะเลย เพราะเมื่อเรารักใครเข้าแล้ว เราก็คงไม่สามารถที่จะรู้สึกเกลียดเขาได้ในเวลาเดียวกัน เพราะฉะนั้นความมั่นคงของความสัมพันธ์ระหว่างเรากับผู้อื่นควรจะต้องมีพื้นฐานมาจาก ความรัก ความเคารพให้เกียรติ การเชื่อใจกัน ความอดทน เพื่อนร่วมงานที่ดี เสียงหัวเราะ

4: ไม่มีของฟรีในโลก

ไม่สำคัญว่าเราจะทำอะไร แต่บอกได้เลยว่าไม่มีอะไรที่ได้มาฟรีๆ ในชีวิตแน่ๆ เราต้องจ่าย “เงิน” หรือ “เวลา” โดยเฉพาะเวลาซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีค่ามากที่สุด และอื่นๆ อีกมากมาย เพื่อแลกกับสิ่งที่เราต้องการ

ชีวิตคนเรามันก็เหมือนการทำธุรกิจประเภทหนึ่ง ซึ่งนักธุรกิจเก่งๆ เขาใช้เวลาที่มีอยู่ทุกนาทีอย่างคุ้มค่า ถามว่าเขาทำได้อย่างไร? ตอบได้ง่ายๆ เลย คือ เขา “ประเมิน” ว่าสิ่งไหนทำแล้วคุ้มกับเวลาที่เสียไป ถึงจะทำ และรู้จัก “ปฏิเสธ” ในสิ่งที่ไม่จำเป็นด้วย เพราะการปล่อยเวลาให้ผ่านไปอย่างไร้ประโยชน์ ถือเป็นสิ่งสุดท้ายในชีวิตที่พวกเขาเหล่านี้จะทำเลยทีเดียว

5: อย่ากลัวที่จะตัดสินใจ

บางครั้งเราอาจจะคิดว่า การที่เราอยู่เฉยๆ โดยไม่ต้องตัดสินใจอะไรในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง จะทำให้เราปราศจากความผิดพลาด แต่จริงๆ แล้ว สิ่งที่อันตรายที่สุดก็คือการที่เราไม่ทำอะไรเลยเนี่ยแหละ เช่น การรอคอยคนอื่นมาทำแทน การผลัดวันประกันพรุ่ง การตั้งข้อสงสัยมากเกินไปแต่ไม่ลงมือทำ เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันไม่ได้ช่วยให้ประโยชน์กับชีวิตเราขึ้นมาเลย เพราะฉะนั้นแล้ว เมื่อถึงเวลา จงกล้าที่จะตัดสินใจ “เลือก” อย่างหนักแน่น ถึงแม้ถ้าท้ายที่สุดแล้วเราตัดสินใจผิด ก็ไปขอโทษ ขออภัยกัน และเลือกตัดสินใจใหม่อีกครั้ง ยังดีเสียกว่าไม่ยอมตัดสินใจเสียอีก

6: เป็นผู้นำตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

ในบางครั้งคนเราเป็นผู้นำ บางครั้งก็เป็นผู้ตาม ตอนอยู่ที่ทำงานเราอาจจะเป็นผู้นำ และกลายเป็นผู้ตามเมื่อกลับถึงบ้าน ซึ่งก็ไม่เห็นจะมีอะไรผิดเลย

เมื่อเรารู้ว่า อะไรผิด และพบว่าคนอื่นๆ หันไปมองรอบๆ เพราะไม่มีใครอยากที่จะรับผิดชอบในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ถ้าคุณกล้าที่จะแบกความรับผิดชอบไว้ นั่นแหละ คุณคือผู้นำที่แท้จริง มันคือคุณ

7: มีความรู้สึกที่เป็นเจ้าของ ในสิ่งที่ตนทำอย่างภาคภูมิใจ

มีสิ่งเดียวเท่านั้น ที่ช่วยให้คุณจากการที่ไม่มีอะไรเลย เป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จได้ ก็คือ การทำงาน เพราะฉะนั้นแล้ว เวลาทำงานใดๆ ก็ตาม ให้ทำอย่างเต็มที่ มีความคิด ความรู้สึก เหมือนมันเป็นลูกของเรา แล้วผลลัพธ์จะออกมาอย่างดีเยี่ยมเอง

8: มองตัวเองเหมือนเป็นพนักงานขาย

จริงๆ แล้วทุกคนก็คือพนักงานขายนั่นแหละ อย่างเช่น เวลาคุณไปออกเดทกับหนุ่มหรือสาว คุณก็จะขายใสสิ่งที่ตัวเองมี ตัวเองทำ พยายามทำให้อีกฝ่ายเชื่อใจในตัวคุณให้ได้ หรือในการสมัครงานก็เช่นกัน คุณต้องทำให้บริษัทเชื่อให้ได้ว่า ถ้าเขารับคุณเข้ามาแล้ว เขาจะไม่ผิดหวัง

เพราะฉะนั้นแล้ว เมื่อใดก็ตามที่คุณ “ขาย” จงทำตัวให้โปร่งใส ซื่อสัตย์ และเลือกเป้าหมายที่คุณจะ “ขาย” ให้ถูกด้วย ไม่ต้องไปเสียเวลากับคนที่ไม่ชอบคุณ การขายไม่ใช่การมานั่งคิดว่าจะมีคนที่ไม่ชอบสินค้าหรือตัวคุณมากน้อยแค่ไหน แต่เป็นการมองหาคนที่ใช่ต่างหาก

9: ถ้าอยากเพิ่มความมั่นใจในตัวเอง จงหมั่นฝึกฝน

ถ้าคุณรู้สึกไม่มั่นใจในสิ่งที่ทำเมื่อไหร่ ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม อย่าไปเสียเวลามากกับการหาแรงบันดาลใจจากที่อื่น เช่น หนังสือ โพส talk เป็นต้น

ให้จำไว้เลยว่า การที่คุณจะมีความมั่นใจในการทำสิ่งใดๆ มันเกิดจากเรียนรู้ ลงมือทำ วิเคราะห์ผลลัพธ์ นำมาปรับปรุงแก้ไข หลังจากนั้นก็วนลูปแบบเดิมไปเรื่อยๆ ซึ่งต้องใช้เวลาพอสมควร เพราะความมั่นใจนั้นมันจะค่อยๆ เติบโตอย่างช้าๆ ทุกวัน นั่นเอง

10: ให้ความสำคัญกับมิตรสหาย

มนุษย์เรานั้นเป็นสัตว์สังคม จำเป็นต้องอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่ม ถ้าคุณอยู่ลำพัง คุณจะตายก่อนเป็นอันดับแรก คุณอาจจะคิดว่าคุณไม่จำเป็นต้องมีเพื่อนก็ได้ แต่สุดท้ายคุณก็พยายามผูกมิตรกับคนอื่นไปโดยที่ไม่รู้ตัวอยู่ดีนั่นแหละ เพราะฉะนั้นแล้ว จงให้ความสำคัญกับเพื่อน และยอมรับด้วยว่าเขาก็ต้องมีชีวิตในแบบของพวกเขาเช่นกัน

เมื่อระยะเวลาผ่านไป เมื่อความคิดของคุณโตมากขึ้น มีความรับผิดชอบมากขึ้น และมีเวลาน้อยลง หลายสิ่งหลายอย่างแปรเปลี่ยนไป คุณเปลี่ยน ผู้คนเปลี่ยน แต่มิตรภาพระหว่างคุณกับเพื่อนเท่านั้นที่จะยังคงอยู่เช่นเดิม

11: อย่าเชื่อในทุกสิ่งที่เห็น

มนุษย์เราอาศัยอยู่ในโลกที่ต้องการมีชื่อเสียงโด่งดัง ได้รับยอมรับจากคนอื่น ซึ่งพวกเขาก็จะพยายามแสดงออกมาในสิ่งที่เราอยากเห็น หรือทำให้เขาดูดี

เพราะฉะนั้นแล้วอย่าเชื่อในทุกๆ เรื่องราวความสำเร็จของคนอื่นที่คุณได้พบเจอมา ไม่ว่าจะเป็น YouTubers, นางแบบต่างๆ ใน Instagram, เศรษฐีเงินล้านจากการทำธุรกิจ มันก็จริงอยู่ที่ว่า พวกเขาเหล่านั้นดูดี ไร้ที่ติ แต่จริงๆ แล้วคุณมองเห็นแต่เพียงภายนอกเท่านั้น แต่คุณก็ห้ามไปมองพวกเขาในแง่ร้ายนะ แค่อย่าสนใจกับเปลือกนอกมากจนเกินไปก็พอ

12: เรียนรู้ที่จะรับฟังคำวิจารณ์

เวลามีใครก็ตามมาวิจารณ์คุณ ไม่ว่าจะเป็นในเชิงที่ดีหรือไม่ดีก็ตามแต่ คุณควรจะขอบคุณเขา เพราะว่ามันเหมือนเป็นแหล่งพลังงานในการขับดันให้ชีวิตคุณก้าวต่อไปข้างหน้าได้เป็นอย่างดี

คุณสามารถที่จะนำคำวิจารณ์เหล่านั้นมาพัฒนาตัวคุณ ผลิตภัณฑ์ของคุณ บริการต่างๆ ของคุณ หรือถ้าในบางครั้งคำวิจารณ์เหล่านั้นมันฟังดูไร้สาระเหลือเกิน แน่นอนมันอาจทำให้คุณเกิดอาการหัวร้อนได้ แต่มันก็จะเป็นพลังให้คุณพิสูจน์ว่า นายนั่นแหละที่ไร้สาระ ได้เช่นกัน

13: ถ้าคุณดูแลสุขภาพตัวเองไม่ได้ คุณก็ไม่สามารถดูแลอะไรได้เลย

ไม่ว่าคุณจะชอบหรือไม่ก็ตาม แต่คุณก็รู้อยู่เต็มอกว่า คนเราไม่สามารถที่จะควบคุมร่างกายเราให้ได้ดั่งใจ 100% เต็ม ทำได้ดีสุดก็แค่ กินอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกาย และอย่าใช้ร่างกายตัวเองหักโหมจนเกินไป พักผ่อนเสียบ้าง และไม่ใช่ว่าทำแค่ไม่กี่วันแล้วเลิก แต่ควรจะทำเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอด้วย ถ้าบอกว่า “เวลา” ไม่สามารถเอากลับคืนมาได้ “สุขภาพ” ก็คงไม่ต่างกันเท่าไหร่หรอกเนอะ

14: จงเลือกที่จะมีความสุขอยู่ตลอดเวลา

มีเพียงตัวคุณเองเท่านั้นที่ควบคุมความคิดของตนเองได้ ซึ่งมันส่งผลกับสิ่งที่คุณจะทำต่อไปในภายภาคหน้า ถ้าคุณเลือกที่จะไม่พอใจ โกรธ สิ้นหวัง นั่นแหละ คือ ตัวคุณเองในอนาคต

บางครั้งคนเราก็มีความคิดที่ว่า “ฉันไม่สามารถมีความสุขได้ ฉันต้องรวย ซื้อรถหรูๆ ขับ มีบ้านหลังใหญ่ๆ อยู่” แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่เลย คุณสามารถที่จะมีความสุขได้ในทุกๆ ขณะของช่วงชีวิต มันขึ้นอยู่กับมุมมองชีวิตของคุณเองต่างหาก ว่าเลือกที่จะมองมันแบบไหน

15: สร้างบางสิ่งบางอย่าง

เมื่อคุณกำลังเริ่มทำบางสิ่งบางอย่างในทางที่ดี ไม่สำคัญว่ามันจะเป็นอะไร แต่คุณกำลังทำมันแล้วนี่ คุณอาจจะช่วยแก้ปัญหาให้กับคนอื่นๆ ได้ หรือไม่ก็ให้ความบันเทิงกับพวกเขาเหล่านั้นได้ มองยังไงก็เป็นประโยชน์ทั้งนั้น

เพราะฉะนั้นแล้ว จงอย่ารอที่จะบริโภคข้อมูล สินค้า หรือความบันเทิงต่างๆ จากคนอื่นเพียงฝ่ายเดียว แต่ให้ลองสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ เพื่อคนอื่นบ้าง ซึ่งไม่จำเป็นต้องทำคนเดียวก็ได้ ทำกันเป็นคู่ เป็นกลุ่ม ก็ว่ากันไป ซึ่งในท้ายที่สุดแล้ว มันไม่สำคัญหรอกว่าคุณ หรือเพื่อนคุณกำลังทำอะไรกันอยู่ ขอแค่ทำตนเองให้มีประโยชน์ก็เพียงพอแล้ว

ก็คร่าวๆ ประมาณนี้แหละครับ ยาวพอสมควรเลยทีเดียว อย่าลืมนะครับ ความคิดของเราจะเป็นตัวกำหนดชีวิตของเรา เพราะฉะนั้น จงเลือกให้ดีครับ สำหรับวันนี้ลากันไปเพียงเท่านี้ก่อน พบกันใหม่ บทความหน้า

เครดิตแปล  itopstory
https://itopstory.com/15-ideas-to-change-your-life-forever-ef07c97999a6

สองวันที่สำคัญที่สุดในชีวิตคุณ คือวันที่คุณเกิดและวันที่คุณรู้ว่าเราเกิดมาเพื่ออะไร

สองวันที่สำคัญที่สุดในชีวิตคุณ คือวันที่คุณเกิดและวันที่คุณรู้ว่าเราเกิดมาเพื่ออะไร

The two most important days in your life are the day you ware born and the day you find out why.

– Mark Twain –

If there is a book that you want to read, but it hasn’t been written yet, you must be the one to write it.

If there is a book that you want to read, but it hasn’t been written yet, you must be the one to write it.
หากมีหนังสือสักเล่มที่คุณอยากจะอ่าน แต่ยังไม่เคยมีใครเขียนมันขึ้นมาก่อน ถ้าเช่นนั้นคุณก็ต้องเป็นคนที่เขียนมันขึ้นมาเอง

-Toni Morrison-

Do not be proud because you are learned

Do not be proud because you are learned; but discourse with the ignorant man as with the sage. For no limit can be set to skill.

จงอย่าภูมิใจว่าตนเป็นผู้รอบรู้ แต่จงภูมิใจที่ตนเป็นผู้ที่พูดคุยได้หมด ทั้งกับผู้รอบรู้และผู้ขลาดเขลา เพราะความเชี่ยวชาญนั้นต้องไม่มีข้อจำกัดใดใด

-Ptah-hotep – Ancient Egypt Quote-

If you can’t fly then run

If you can’t fly then run, if you can’t run then walk, if you can’t walk then crawl, but whatever you do you have to keep moving forward.

ถ้าเธอบินไม่ได้ก็จงวิ่ง ถ้าวิ่งไม่ได้ก็จงเดิน ถ้าเดินไม่ได้ก็จงคลาน แต่ไม่ว่าเธอจะทำอะไรก็ตาม อย่าได้หยุดมุ่งต่อไปข้างหน้า

-Martin Luther King, Jr.-

Knowing is not enough, we must apply

Knowing is not enough, we must apply.
Willing is not enough, we must do.

แค่รู้นั้นไม่พอ เราต้องประยุกต์ใช้ให้ได้ด้วย
แค่ตั้งใจนั้นยังไม่พอ เราต้องลงมือทำด้วย

-Bruce Lee-

He who is unable to live in society

He who is unable to live in society, or who has no need because he is sufficient for himself, must be either a beast or a god.

บุคคลผู้ไม่อาจอยู่ร่วมในสังคมหรือไม่จำเป็นต้องอยู่ร่วมกับผู้อื่นเพราะการพึ่งพาตนเองได้อย่างเต็มที่นั้น ก็คงจะมีแต่อสูรร้ายหรือเทพเจ้าเท่านั้น

-Aristotle-

ผลพวงของความคิด

“All that we are is the result of what we have thought. The mind is everything. What we think we become.”

-Buddha-

“ทุกสิ่งที่เราเป็น คือผลพวงของความคิด

ความคิดคือทุกสิ่ง เราคิดอะไร ก็จะเป็นแบบนั้น”

-พระพุทธเจ้า-

The mind is everything

“All that we are is the result of what we have thought. The mind is everything. What we think we become.”

-Buddha-

“ทุกสิ่งที่เราเป็น คือผลพวงของความคิด

ความคิดคือทุกสิ่ง เราคิดอะไร ก็จะเป็นแบบนั้น”

-พระพุทธเจ้า-

มงคล 38 ประการ พร้อมความหมาย

มงคล 38 ประการ หมายถึงอะไร แล้วมงคล 38 ฉบับย่อมีอะไรบ้าง เรามีบทความมาฝาก

“หลักธรรมคำสอน” ถือได้ว่าเป็นเครื่องที่ยึดเหนี่ยวและเป็นที่พึ่งทางใจให้กับ “พุทธศาสนิกชน” ทุกคน ทั้งนี้เพื่อเป็นแบบแผนและแนวทางในการดำรงชีวิตอย่างถูกต้องและมีความสุข… และถ้าหากพูดถึงเรื่องหลักธรรมคำสอนแล้ว เชื่อเลยค่ะว่า หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า “มงคลชีวิต 38 ประการ” ซึ่งเป็น “คุณธรรม” ที่หากยึดปฏิบัติแล้ว จะส่งให้ชีวิตพบเจอแต่ความสุข ความเจริญ

วันนี้กระปุกดอทคอมก็ขอนำความหมายของมงคลทั้ง 38 ประการ มาให้เพื่อน ๆ ได้ทราบ เพื่อนำไปยึดถือและปฏิบัติตามจนนำไปสู่แต่สิ่งดีงาม มาฝากกันค่ะ

คำว่า “มงคล” นั่นหมายถึง เหตุแห่งความสุข ความก้าวหน้าในการดำเนินชีวิต ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้ให้พุทธศาสนิกชนได้พึงปฏิบัติ โดยนำมาจากบท “มงคลสูตร” ที่พระพุทธเจ้าตรัสตอบปัญหาเทวดาที่ถามว่า “คุณธรรมอันใดที่ทำให้ชีวิตประสบความเจริญ” โดยพระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า คุณธรรมนั้นนั่นก็คือ “มงคลชีวิต”  ซึ่งก็มี 38 ประการ ได้แก่ …

1. การไม่คบคนพาล

ท่านว่าลักษณะของคนพาลมี 3 ประการคือ

1. คิดชั่ว คือการมีจิตคิดอยากได้ในทางทุจริต มีความพยาบาท และมิจฉาทิฏฐิ คือ เห็นผิดเป็นชอบ

2. พูดชั่ว คือคำพูดที่ประกอบไปด้วยวจีทุจริต เช่น พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ และพูดเพ้อเจ้อ

3. ทำชั่ว คือทำอะไรที่ประกอบด้วยกายทุจริต เช่น การฆ่าสัตว์ ลักขโมย ฉ้อโกง ฉุดคร่าอนาจาร ประพฤติผิดในกาม

รูปแบบของคนพาล มีข้อควรสังเกต คือ

1. ชอบแนะนำไปในทางที่ผิด หรือที่ไม่ควรแนะนำ เช่น แนะนำให้ไปเล่นการพนัน ให้ไปลักขโมย ให้กินยาบ้า ให้เสพยา ชวนไปฉุดคร่าอนาจาร เป็นต้น เหล่านี้ถือว่าเป็นพาล

2. ชอบทำในสิ่งที่ไม่ใช่ธุระ เช่น ไม่ทำงานตามหน้าที่ของตนให้เรียบร้อย แต่กลับชอบจะไปก้าวก่ายยุ่งกับหน้าที่การงานของผู้อื่น หรือไปจับผิดเพื่อนร่วมงาน แกล้ง ยุยง นินทาว่าร้ายกันและกัน เป็นต้น

3. ชอบทำผิดโดยเห็นสิ่งผิดเป็นของดี เช่น การสูบยาได้เป็นฮีโร่ เห็นคนที่ซื่อสัตย์เป็นคนโง่ไม่กินตามน้ำ ชอบรับสินบน ทุจริตในหน้าที่ หรือช่วยพวกพ้องให้พ้นจากความผิด เป็นต้น

4. จะโกรธเคืองเมื่อพูดเตือน เช่น การเตือนเรื่องการเที่ยวเตร่ เตือนเรื่องการดื่มเหล้า กลับบ้านดึก เตือนเรื่องการคบเพื่อน เป็นต้น คนพวกนี้จะโกรธเมื่อได้รับการตักเตือน และไม่รับฟัง

5. ไม่มีระเบียบวินัย เช่น ไม่เข้าคิวตามลำดับก่อนหลัง แต่ชอบแซงคิวอย่างหน้าด้าน ๆ ทิ้งขยะลงคลอง หรือข้างทาง ไม่เคารพกฎหมายของบ้านเมือง หรือของท้องถิ่น เป็นต้น

2. การคบบัณฑิต

บัณฑิต หมายถึงผู้ทรงความรู้ มีปัญญา มีจิตใจที่งาม และมีการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง รู้ดีรู้ชั่ว มีลักษณะดังนี้…

1. เป็นคนคิดดี คือการไม่คิดละโมบ ไม่พยาบาทปองร้ายใคร รู้จักให้อภัย เชื่อเรื่องบาปบุญคุณโทษ ความกตัญญูรู้คุณ เป็นต้น

2. เป็นคนพูดดี คือวจีสุจริต พูดจริง ทำจริงไม่โกหก ไม่พูดหยาบ ถากถาง นินทาว่าร้าย

3. เป็นคนทำดี คือทำอาชีพสุจริต มีเมตตา ทำทานเป็นปกตินิสัย อยู่ในศีลธรรม ทำสมาธิภาวนา

รูปแบบของบัณฑิต มีข้อควรสังเกตคือ

1. ชอบชักนำในทางที่ถูกที่ควร เช่น การชักนำให้เลิกทำในสิ่งที่ผิด ตักเตือนให้ทำความดี อย่างเช่น ให้เลิกเล่นการพนัน เป็นต้น

2. ชอบทำในสิ่งที่เป็นธุระ เช่น การทำหน้าที่ของตนให้ลุล่วง และใช้เวลาที่มีอยู่ให้เป็นประโยชน์ ไม่ก้าวก่ายเรื่องของผู้อื่นเว้นแต่จะได้รับการร้องขอ

3. ชอบทำและแนะนำสิ่งที่ถูกที่ควร เช่น การพูดและทำอย่างตรงไปตรงมา แนะนำการทำทานที่ถูกต้อง ทำตนให้เป็นประโยชน์ต่อคนอื่น

4. รับฟังดี ไม่โกรธ  เช่น  เมื่อมีคนมาว่ากล่าวก็ไม่ถือโทษ หรือโกรธ หรือทำอวดดี แต่จะรับฟังแล้วนำไปพิจารณาโดยยุติธรรม แล้วนำมาแก้ไขปรับปรุง

5. รู้ระเบียบ กฎกติกามรรยาทที่ดี เช่น การรักษาระเบียบวินัยขององค์กร เพื่อให้หมู่คณะมีความเป็นระเบียบ และการดำเนินงานไม่สับสน หรือการรักษาความสะอาด ปฏิบัติ และเคารพกฎของสถานที่ ไม่ทำตามอำเภอใจ
3. การบูชาบุคคลที่ควรบูชา

การบูชา คือการแสดงความเคารพบุคคลที่เรานับถือ ยกย่อง เลื่อมใส ในบุคคลคนนั้น ซึ่งการบูชาแบ่งออกเป็น 2 อย่างคือ

1. อามิสบูชา คือ การบูชาด้วยสิ่งของ เช่น การนำเงินให้พ่อแม่ไว้ใช้จ่าย หรือมอบทรัพย์สินให้พ่อแม่ หรือการนำดอกไม้ ธูปเทียนไปบูชาพระก็ถือเป็นอามิสบูชา เป็นต้น

2. ปฏิบัติบูชา คือ การบูชาด้วยการเจริญสมาธิภาวนา การฝึกจิตให้ไม่ฟุ้งซ่าน เห็นความจริงในความเป็นไปของโลก เป็นต้น

บุคคลที่ควรบูชา มีดังนี้คือ

1. พระพุทธเจ้า

2. พระปัจเจกพระพุทธเจ้า หมายถึงพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา

3. พระมหากษัตริย์ผู้ตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรม

4. บิดามารดา

5. ครูอาจารย์ ที่มีความรู้ดี มีความสามารถ และประพฤติดี

6. อุปัชฌาย์ หรือผู้บังคับบัญชาที่มีความประพฤติดี ตั้งอยู่ในธรรม

4. การอยู่ในถิ่นอันสมควร

ถิ่นอันสมควรควรประกอบด้วยสิ่งแวดล้อม 4 อย่าง ได้แก่

1. อาวาสเป็นที่สบาย หมายถึง อยู่แล้วสบาย เช่น สะอาด เดินทางไปมาสะดวก อากาศดี เป็นแหล่งชุมชน ไม่มีแหล่งอบายมุข เป็นต้น

2. อาหารเป็นที่สบาย หมายถึง อาหารการกินอุดมสมบูรณ์ เช่น มีแหล่งอาหารที่สามารถจัดซื้อหามาได้ง่าย เป็นต้น

3. บุคคลเป็นที่สบาย หมายถึง ที่ที่มีคนดี จิตใจโอบอ้อมอารี ถ้อยทีถ้อยอาศัย มีศีลธรรม ไม่มีโจร นักเลง หรือใกล้แหล่งอิทธิพล เป็นต้น

4. ธรรมะเป็นที่สบาย หมายถึงมีที่พึ่งด้านธรรมะ มีที่ฟังธรรม เช่น มีวัดอยู่ในละแวกนั้น มีโรงเรียน หรือแหล่งศึกษาหาความรู้ เป็นต้น

5. เคยทำบุญมาก่อน

ขึ้นชื่อว่าบุญนั้น มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้คือ

1. ทำให้กาย วาจา และใจ สะอาดได้

2. นำมาซึ่งความสุข

3. ติดตามไปได้ หมายถึง บุญจะติดตัวเราไปได้ตลอดจนถึงชาติหน้า

4. เป็นของเฉพาะตน หมายถึง ขอยืม หรือแบ่งกันไม่ได้ ทำเองได้เอง

5. เป็นที่มาของโภคทรัพย์ทั้งหลาย คือว่าผลของบุญจะบันดาลให้เกิดขึ้นได้เองโดยไม่ได้หวังผล

6. ให้มนุษย์สมบัติ ทิพย์สมบัติ และนิพพานสมบัติแก่เราได้ หมายถึง ความสมบูรณ์ตั้งแต่ทางโลก จนถึงนิพพานได้เลย

7. เป็นปัจจัยให้ถึงซึ่งนิพพาน ก็คือเป็นปัจจัยในการส่งเสริมให้บรรลุถึงนิพพานได้เร็วขึ้นเมื่อปฏิบัติ

8. เป็นเกราะป้องกันภัยในวัฏสงสาร หมายถึงในวงจรการเกิด แก่ เจ็บ ตาย หรือที่เรียกว่าเวียนว่ายตายเกิดนั้น บุญจะคุ้มครองให้ผู้นั้นเกิดในที่ดี อยู่อย่างมีความสุข หรือตายอย่างไม่ทรมาน ขึ้นอยู่กับกำลังบุญที่สร้างสมมา

การทำบุญนั้นมีหลายวิธี แต่พอสรุปได้สั้น ๆ ดังนี้

1. การทำทาน

2. การรักษาศีล

3. การเจริญภาวนา

6. การตั้งตนชอบ

การตั้งตนชอบ หมายถึง การดำเนินชีวิตอย่างมีเป้าหมาย ด้วยความถูกต้องและสุจริต อยู่ในสัมมาอาชีพ มีแผนการที่จะไปให้ถึงจุดหมายนั้นด้วยความไม่ประมาท มีการเตรียมพร้อม และมีความอดทนไม่ละทิ้งกลางคัน

7. ความเป็นพหูสูต

คือเป็นผู้ที่ฟังมาก เล่าเรียนมาก เป็นผู้รอบรู้ โดยมีลักษณะดังนี้

1. รู้ลึก คือ การรู้ในสิ่งนั้น ๆ เรื่องนั้น ๆ อย่างหมดจดทุกแง่ทุกมุม อย่างมีเหตุมีผล รู้ถึงสาเหตุจนเรียกว่าความชำนาญ

2. รู้รอบ คือ การรู้จักช่างสังเกตในสิ่งต่าง ๆ รอบตัว เช่น เหตุการณ์แวดล้อม เป็นต้น

3. รู้กว้าง คือ การรู้ในสิ่งใกล้เคียงกับเรื่องนั้น ๆ ที่เกี่ยวข้องกัน สัมพันธ์กัน เป็นต้น

4. รู้ไกล คือ การศึกษาถึงความเป็นไปได้ ผลในอนาคตเป็นต้น

ถ้าอยากจะเป็นพหูสูตก็ควรต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้

1. ความตั้งใจฟัง ก็คือ ชอบฟัง ชอบอ่านหาความรู้ และค้นคว้า เป็นต้น

2. ความตั้งใจจำ ก็คือ รู้จักวิธีจำ โดยตั้งใจอ่านหรือฟังในสิ่งนั้น ๆ และจับใจความให้ได้

3. ความตั้งใจท่อง ก็คือ ท่องให้รู้โดยอัตโนมัติ ไม่ลืม ในสิ่งที่เป็นสาระสำคัญ

4. ความตั้งใจพิจารณา ก็คือ การรู้จักพิจารณา ตรึกตรองในสิ่งนั้น ๆ อย่างทะลุปรุโปร่ง

5. ความเข้าใจในปัญหา ก็คือ การรู้อย่างแจ่มแจ้งในปัญหาอย่างถ่องแท้ด้วยปัญญา

8. การรอบรู้ในศิลปะ

ศิลปะ คือสิ่งที่แสดงออกถึงความงดงาม และมีความสุนทรีย์ โดยลักษณะของมันมีดังนี้

1. มีความปราณีต

2. ทำให้ของดูมีค่ามากขึ้น

3. ทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์

4. ไม่ทำให้เกิดกามกำเริบ

5. ไม่ทำให้เกิดความพยาบาท

6. ไม่ทำให้เกิดความเบียดเบียน

ถ้าท่านอยากเป็นคนมีศิลปะ ควรต้องฝึกให้มีคุณสมบัติเหล่านี้ไว้ในตัว คือ

1. มีศรัทธาในความงดงามของสิ่งต่าง ๆ

2. หมั่นสังเกตและพิจารณา

3. มีความปราณีต อารมณ์ละเอียดอ่อน

4. เป็นคนสุขุม มีความคิดสร้างสรรค์

9. มีวินัยที่ดี

วินัย ก็คือ ข้อกำหนด ข้อบังคับ กฎเกณฑ์เพื่อควบคุมให้มีความเป็นระเบียบนั่นเอง มีทั้งวินัยของสงฆ์และของคนทั่วไป สำหรับของสงฆ์นั้นมีทั้งหมด 7 อย่างหรือเรียกว่า อนาคาริยวินัย ส่วนของบุคคลทั่วไปก็มี 10 อย่าง คือการละเว้นจากอกุศลกรรม 10 ประการ

อนาคาริยวินัยของพระมีดังนี้

1. ปาฏิโมกขสังวร คือการอยู่ในศีลทั้งหมด 227 ข้อ การผิดศีลข้อใดข้อหนึ่งก็ถือว่าต้องโทษแล้วแต่ความหนักเบา เรียงลำดับกันไปตั้งแต่ ขั้นปาราชิก สังฆาทิเสส ถุลลัจจัย ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ ทุกกฎ ทุพภาสิต เป็นต้น (ความหมายของแต่ละคำมันต้องอธิบายเยอะ จะไม่กล่าวในที่นี้)

2. อินทรียสังวร คือการสำรวมอายตนะทั้ง 5 และกาย วาจา ใจ ให้อยู่กับร่องกับรอย โดยอย่าไปเพลิดเพลินติดกับสิ่งที่มาสัมผัสเหล่านั้น

3. อาชีวปาริสุทธิสังวร คือการหาเลี้ยงชีพในทางที่ชอบ นั่นก็คือการออกบิณฑบาต ไม่ได้เรียกร้อง เรี่ยไรหรือเที่ยวขอเงินชาวบ้านมาเพื่อความอุดมสมบูรณ์ของตัวเอง

4. ปัจจัยปัจจเวกขณะ คือการพิจารณาในสิ่งของทั้งหลายถึงคุณประโยชน์โดยเนื้อแท้ของสิ่งของเหล่านั้นอย่างแท้จริง โดยใช้เพื่อบริโภค เพื่อประโยชน์ ความอยู่รอด และความเป็นไปของชีวิตเท่านั้น

วินัยสำหรับฆราวาส หรือบุคคลทั่วไป เรียกว่าอาคาริยวินัย มีดังนี้ (อกุศลกรรมบถ 10 ประการ)

1. ไม่ฆ่าชีวิตคน หรือสัตว์ไม่ว่าน้อย ใหญ่

2. ไม่ลักทรัพย์ ยักยอกเงิน สิ่งของมาเป็นของตัว

3. ไม่ประพฤติผิดในกาม ผิดลูกผิดเมีย ข่มขืนกระทำชำเรา

4. ไม่พูดโกหก หลอกลวงให้หลงเชื่อ หรือชวนเชื่อ

5. ไม่พูดส่อเสียด นินทาว่าร้าย ยุยงให้คนแตกแยกกัน

6. ไม่พูดจาหยาบคาย ให้เป็นที่แสลงหูคนอื่น

7. ไม่พูดจาไร้สาระ หรือที่เรียกว่าพูดจาเพ้อเจ้อไม่มีสาระ เหตุผล หรือประโยชน์อันใด

8. ไม่โลภอยากได้ของเขา คือมีความคิดอยากเอาของคนอื่นมาเป็นของเรา

9. ไม่คิดร้าย ผูกใจเจ็บ แค้น ปองร้ายคนอื่น

10. ไม่เห็นผิดเป็นชอบ เช่น เห็นว่าพ่อแม่ไม่มีความสำคัญ บุญหรือกรรมไม่มีจริงเป็นต้น

10. กล่าววาจาอันเป็นสุภาษิต

คำว่า วาจาอันเป็นสุภาษิตในที่นี้ มิได้หมายถึงเพียงว่าต้องเป็นคำร้อยกรอง ร้อยแก้ว เป็นคำคมบาดใจมีความหมายลึกซึ้งเท่านั้น แต่รวมถึงคำพูดที่ดี มีประโยชน์ต่อผู้ฟัง ซึ่งสรุปว่าประกอบด้วยลักษณะดังนี้

1. ต้องเป็นคำจริง คือ ข้อมูลที่ถูกต้อง มีหลักฐานอ้างอิงได้ ไม่ได้ปั้นแต่งขึ้นมาพูด

2. ต้องเป็นคำสุภาพ คือ พูดด้วยภาษาที่สุภาพ มีความไพเราะในถ้อยคำ ไม่มีคำหยาบโลน หรือคำด่า

3. พูดแล้วมีประโยชน์ คือ มีประโยชน์ต่อผู้ฟังถ้าหากนำแนวทางไปคิด หรือปฏิบัติในทางสร้างสรรค์

4. พูดด้วยจิตที่มีเมตตา คือ พูดด้วยจิตใจที่มีความปรารถนาดีต่อผู้ฟัง มีความจริงใจต่อผู้ฟัง

5. พูดได้ถูกกาลเทศะ คือ พูดในสถานที่เหมาะสม และในเวลาที่เหมาะสม โดยความเหมาะสมจะมีมากน้อยเช่นไร ก็ขึ้นอยู่กับเรื่องที่พูด

11. การบำรุงบิดามารดา

ท่านว่าพ่อแม่นั้นเปรียบได้เป็นทั้ง ครูของลูก เทวดาของลูก พรหมของลูก และอรหันต์ของลูก ความหมายโดยละเอียดมีดังต่อไปนี้

– ที่ว่าเป็นครูของลูก เพราะว่าท่านได้คอยอบรมสั่งสอนลูก เป็นคนแรกก่อนคนอื่นใดในโลก

– ที่ว่าเป็นเทวดาของลูก เพราะว่าท่านจะคอยปกป้อง คุ้มครอง เลี้ยงดู ประคบประหงมมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก บำรุงให้เติบใหญ่เป็นอย่างดี ไม่ให้เกิดอันตรายต่อลูกในทุกด้าน

– ที่ว่าเป็นพรหมของลูก เพราะว่าท่านมีพรหมวิหาร 4 นั่นก็คือ มีเมตตา หมายถึงความเอ็นดู ความปรารถนาดีต่อลูกในทุก ๆ ด้าน ไม่มีที่สิ้นสุด มีกรุณา หมายถึงให้ความกรุณาต่อลูก ลูกอยากได้อะไรก็หามาให้ลูก ให้การศึกษาเล่าเรียน ส่งเสียเท่าที่มีความสามารถจะให้ได้ มีมุทิตา หมายถึง ความรักที่ยอมสละได้แม้ชีวิตของตัวเองเพื่อลูก ยอมเสียสละได้ทุกอย่าง และมีอุเบกขา หมายถึงการวางเฉย ไม่ถือโกรธเมื่อลูกประมาท ซน ทำผิดพลาดเพราะความไร้เดียงสา หรือเพราะความไม่รู้

– ที่ว่าเป็นอรหันต์ของลูก เพราะว่าท่านมีคุณธรรม 4 ประการอัน ได้แก่

– เป็นผู้มีอุปการะคุณต่อลูก คือ อุปการะเลี้ยงดูมาด้วยความเหนื่อยยาก กว่าจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่

– เป็นผู้มีพระเดชพระคุณต่อลูก คือ ให้ความอบอุ่นเลี้ยงดู ปกป้องจากภยันตรายต่าง ๆ นานา

– เป็นเนื้อนาบุญของลูก คือ ลูกเป็นส่วนหนึ่งของกรรมดีที่พ่อแม่ได้ทำไว้ และเป็นผู้รับผลบุญที่พ่อแม่ได้สร้างไว้แล้วทางตรง

– เป็นอาหุไนยบุคคล คือ เป็นเหมือนพระที่ควรแก่การเคารพนับถือและรับของบูชา เพื่อเทิดทูนไว้เป็นแบบอย่าง

การทดแทนพระคุณบิดามารดาท่านสามารถทำได้ดังนี้

ระหว่างเมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่ ก็เลี้ยงดูท่านเป็นการตอบแทน ช่วยเหลือเป็นธุระเรื่องการงานให้ท่าน ดำรงวงศ์ตระกูลให้สืบไปไม่ทำเรื่องเสื่อมเสีย รวมทั้งประพฤติตนให้ควรแก่การเป็นสืบทอดมรดกจากท่าน ครั้นเมื่อท่านล่วงลับไปแล้ว ก็ทำบุญอุทิศกุศลให้ท่าน ส่วนการเป็นลูกกตัญญูต่อพ่อแม่ในคำสอนของพระพุทธเจ้าท่านกล่าวว่าไว้ดังนี้

1. ถ้าท่านยังไม่มีศรัทธา ให้ท่านถึงพร้อมด้วยศรัทธา คือพยายามให้ท่านมีความศรัทธาในพระพุทธศาสนา เชื่อในเรื่องการทำดี

2. ถ้าท่านยังไม่มีศีล ให้ท่านถึงพร้อมด้วยศีล คือพยายามให้ท่านเป็นผู้รักษาศีล 5 ให้ได้

3. ถ้าท่านเป็นคนตระหนี่ ให้ท่านถึงพร้อมด้วยการให้ทาน คือพยายามให้ท่านรู้จักการให้ด้วยเมตตาโดยไม่หวังผลตอบแทน

4. ถ้าท่านยังไม่ทำสมาธิภาวนา ให้ท่านถึงพร้อมด้วยปัญญา คือพยายามให้ท่านหัดนั่งทำสมาธิภาวนาให้ได้

12. การสงเคราะห์บุตร

คำว่าบุตรนั้น มีอยู่ 3 ประเภท ได้แก่

1. อภิชาตบุตร คือ บุตรที่มีความดี คุณธรรม และความสามารถเหนือกว่าบิดา มารดา

2. อนุชาตบุตร คือ บุตรที่มีความดี คุณธรรม และความสามารถเสมอบิดา มารดา

3. อวชาตบุตร คือ บุตรที่มีความดี คุณธรรม และความสามารถต่ำกว่าบิดา มารดา

การที่เราเป็นพ่อ เป็นแม่ของบุตรนั้น มีหน้าที่ที่ต้องให้กับลูกของเรา คือ

1. ห้ามไม่ให้ทำความชั่ว

2. ปลูกฝัง สนับสนุนให้ทำความดี

3. ให้การศึกษาหาความรู้

4. ให้ได้คู่ครองที่ดี (ใช้ประสบการณ์ของเราให้คำปรึกษาแก่ลูก ช่วยดูให้)

5. มอบทรัพย์ให้ในโอกาสอันควร (การทำพินัยกรรม ก็ถือว่าเป็นสิ่งถูกต้อง)

13. การสงเคราะห์ภรรยา

เมื่อว่าด้วยเรื่องคนที่จะมาเป็นคู่ครองของชาย หรือที่เรียกว่าจะมาเป็นภรรยานั้น ในโลกนี้ท่านแบ่งลักษณะของภรรยาออกเป็น 7 ประเภท ได้แก่

1. วธกาภริยา หมายถึง ภรรยาเสมอด้วยเพชรฆาต เป็นพวกที่มีจิตใจคิดไม่ดี ชอบทำร้าย ชอบด่าทอสาปแช่ง คิดฆ่าสามี  หรือมีชู้กับชายอื่น

2. โจรีภริยา หมายถึง ภรรยาเสมอด้วยโจร เป็นคนล้างผลาญ สร้างหนี้สิน หาได้เท่าไรก็ไม่พอ หรือเอาเรื่องในบ้านไปโพทนาให้คนข้างนอกรับรู้ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง

3. อัยยาภริยา หมายถึง ภรรยาเสมอด้วยนาย เป็นคนชอบข่มสามีให้อยู่ในอำนาจ ไม่ให้เกียรติสามีเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้อื่น ชอบสั่งการหรือเอาแต่ใจตัวเอง เห็นสามีเป็นคนไร้ความสามารถ แต่ตัวเองเป็นผู้นำ

4. มาตาภริยา หมายถึง ภรรยาเสมอด้วยแม่ คือผู้ที่มีความรักต่อสามีอย่างสุดซึ้ง ไม่เคยทอดทิ้งแม้ยามทุกข์ยาก ป่วยไข้ ไม่ทำให้มีเรื่องสะเทือนใจ

5. ภคินีภริยา หมายถึง ภรรยาเสมอด้วยน้องสาว คือผู้ที่มีความเคารพต่อสามีในฐานะพ่อบ้าน แต่ขัดใจกันบ้างตามประสาคนใกล้ชิดกันแล้วก็ให้อภัยกัน โดยไม่คิดพยาบาท เดินตามแนวทางของสามี ต้องพึ่งพาสามี

6. สขีภริยา หมายถึง ภรรยาเสมอด้วยเพื่อน ต่างคนต่างก็มีอะไรที่เหมือนกัน ความสามารถพอกัน ไม่จำเป็นต้องพึ่งพากัน ไม่ค่อยยอมกัน เป็นตัวของตัวเอง แต่ก็รักกันและช่วยเหลือกันโดยต่างคนต่างทำหน้าที่ของตัวเอง

7. ทาสีภริยา หมายถึงภรรยาเสมอด้วยคนรับใช้ คือภรรยาที่อยู่ภายใต้คำสั่งสามีโดยไม่มีข้อโต้แย้ง สามีเป็นผู้เลี้ยงดู สั่งอะไรก็ทำอย่างนั้นแม้จะไม่เห็นด้วยก็ไม่ออกความเห็น อดทนทำงานตามหน้าที่ตามแต่สามีจะสั่งการ แม้ถูกดุด่า เฆี่ยนตีก็ยังทนอยู่ได้โดยไม่โต้ตอบ

ท่านว่าคนที่จะมาเป็นสามี ภรรยาได้ดีหรือคู่สร้างคู่สมนั้นควรต้องมีคุณสมบัติดังนี้

1. สมสัทธา คือมีศรัทธาเสมอกัน

2. สมสีลา คือมีศีลเสมอกัน

3. สมจาคะ คือมีการเสียสละเหมือนกัน

4. สมปัญญา คือมีปัญญาเสมอกัน

เมื่อได้แต่งงานกันแล้ว แต่ละฝ่ายก็มีหน้าที่ที่ต้องทำดังนี้

สามีมีหน้าที่ต่อภรรยาคือ

1. ยกย่องนับถือว่าเป็นภรรยา คือ การแนะนำเปิดเผยว่าเป็นภรรยา ไม่ปิดบังกับผู้อื่น และให้เกียรติภรรยาในการตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ด้วย

2. ไม่ดูหมิ่น คือไม่ดูถูกภรรยาเมื่อทำไม่เป็น ทำไม่ถูก หรือเรื่องชาติตระกูล การศึกษาว่าต่ำต้อยกว่าตน แต่ต้องสอนให้

3. ไม่ประพฤตินอกใจภรรยา คือ การไปมีเมียน้อยนอกบ้าน เลี้ยงต้อย หรือเที่ยวเตร่หาความสำราญกับหญิงบริการ

4. มอบความเป็นใหญ่ให้ในบ้าน คือ การมอบธุระทางบ้านให้กับภรรยาจัดการ รับฟังและทำตามความเห็นของภรรยาเกี่ยวกับบ้าน

5. ให้เครื่องแต่งตัว คือ ให้ความสุขกับภรรยาเรื่องการแต่งตัวให้พอดี เพราะสตรีเป็นผู้รักสวยรักงามโดยธรรมชาติ

ฝ่ายภรรยาก็มีหน้าที่ต้องตอบแทนสามี คือ

1. จัดการงานดี คือ งานบ้านการเรือนต้องไม่บกพร่อง ดูแลด้านความสะอาด ทำนุบำรุงรักษา ด้านโภชนาการให้เรียบร้อยดี

2. สงเคราะห์ญาติสามีดี คือ ให้ความเอื้อเฟื้อญาติฝ่ายสามี เท่าที่ตนมีกำลังพอทำได้ ไม่ได้หมายถึงเรื่องทรัพย์สินเงินทองอย่างเดียว

3. ไม่ประพฤตินอกใจสามี คือ ไม่คบชู้ หรือปันใจให้ชายอื่น ซื่อสัตย์ต่อสามีคนเดียว

4. รักษาทรัพย์ให้อย่างดี คือ รู้จักรักษาทรัพย์สินไว้ไม่ให้หมดไปด้วยความสิ้นเปลือง แต่ก็ไม่ถึงกับตระหนี่

5. ขยันทำงาน คือ ไม่เกียจคร้านเอาแต่ออกงาน นอน กิน หรือเที่ยวแต่อย่างเดียว ต้องทำงานบ้านด้วย

14. การทำงานไม่ให้คั่งค้าง

ว่าด้วยสาเหตุที่ทำให้งานคั่งค้างนั้นสรุปสาเหตุได้เพราะว่า..

1. ทำงานไม่ถูกกาล

2. ทำงานไม่ถูกวิธี

3. ไม่ยอมทำงาน

หลักการทำงานให้เสร็จลุล่วงมีดังนี้

1. ฉันทะ คือ มีความพอใจในงานที่ทำ

2. วิริยะ คือ มีความตั้งใจ พากเพียรในงานที่ทำ

3. จิตตะ คือ มีความเอาใจใส่ในงานที่ทำ

4. วิมังสา คือ มีการคิดพิจารณาทบทวนงานนั้น ๆ

15. การให้ทาน

การให้ทาน คือ การให้ที่ไม่หวังผลตอบแทนโดยหมายให้ผู้ได้รับได้พ้นจากทุกข์ แบ่งออกเป็น 3 อย่าง ได้แก่

1. อามิสทาน คือ การให้วัตถุ สิ่งของ หรือเงินเป็นทาน

2. ธรรมทาน คือ การสอนให้ธรรมะเป็นความรู้เป็นทาน

3. อภัยทาน คือ การให้อภัยในสิ่งที่คนอื่นทำไม่ดีกับเรา ไม่จองเวร หรือพยาบาทกัน

การให้ทานที่ถือว่าเป็นความดี และได้บุญมากนั้นจะประกอบด้วยปัจจัย ๓ ประการอัน ได้แก่

1. วัตถุบริสุทธิ์ คือ เป็นของที่ได้มาโดยสุจริต ไม่ได้ไปยักยอกมา โกงมา หรือได้มาด้วยวิธีแยบยล

2. เจตนาบริสุทธิ์ คือ มีจิตยินดี ผ่องใสเบิกบาน ไม่รู้สึกเสียดายสิ่งที่ให้ ตั้งแต่ก่อนให้ ขณะให้ และหลังให้

3. บุคคลบริสุทธิ์ คือ ให้กับผู้รับที่มีศีลธรรม ตัวผู้ให้เองก็ต้องมีศีลที่บริสุทธิ์

การให้ทานที่ถือว่าไม่ดี และยังอาจเป็นบาปกรรมถึงเราทางอ้อมอีกด้วย ได้แก่

1. ให้สุรา ยาเสพย์ติด เป็นต้น (ถ้าเขาเมาแล้วขับรถชนตาย เราก็มีส่วนบาปด้วย)

2. ให้อาวุธ (ถ้าอาวุธนั้นถูกเอาไปใช้ประหัตประหาร บาปก็มาถึงเราด้วย)

3. ให้มหรสพ คือ การบันเทิงทุกรูปแบบ

4. ให้สัตว์เพศตรงข้ามเพื่อผสมพันธุ์ อันนี้รวมถึงการจัดหาสาว ๆ ไปบำเรอผู้มีอำนาจหรือผู้น้อยด้วย เป็นต้น

5. ให้ภาพลามก หรือสิ่งพิมพ์ลามก เพราะทำให้เกิดความกำหนัด เกิดกามกำเริบ (เมื่อดูแล้วเกิดไปฉุดคร่า ข่มขืนใคร บาปก็ตกทอดมาถึงเราด้วย)

16. การประพฤติธรรม

การประพฤติธรรม ก็คือการปฏิบัติให้เป็นไป แบ่งออกได้เป็น 2 อัน ได้แก่

กายสุจริต คือ

1. การไม่ฆ่าสัตว์ หมายรวมหมดตั้งแต่สัตว์เล็กสัตว์ใหญ่ และมนุษย์

2. การไม่ลักทรัพย์ หมายรวมถึงการคอรัปชั่น ไปหลอกลวง ปล้นจี้ชาวบ้านด้วย

3. การไม่ประพฤติผิดในกาม หมายรวมถึงการคบชู้ นอกใจภรรยา และการข่มขืนด้วย

วจีสุจริต คือ

1. การไม่พูดเท็จ คือการพูดแต่ความจริง ไม่หลอกลวง

2. การไม่พูดคำหยาบ คือคำที่ฟังแล้วไม่รื่นหู เกิดความรู้สึกไม่สบายใจรวมหมด

3. การไม่พูดจาส่อเสียด การนินทาว่าร้าย

4. การไม่พูดเพ้อเจ้อเหลวไหล คือการพูดที่ไม่เป็นสาระ หาประโยชน์อันใดมิได้

มโนสุจริต คือ

1. การไม่โลภอยากได้ของผู้อื่น คือการนึกอยากได้ของเขามาเป็นของเรา

2. การไม่คิดพยาบาทปองร้ายผู้อื่น คือการนึกอยากให้คนอื่นประสพเคราะห์กรรม คิดจะทำร้ายผู้อื่น

3. การเห็นชอบ คือมีความเชื่อความเข้าใจในความเป็นจริง ความถูกต้องตามหลักคำสอนตามแนวทางพระพุทธศาสนา

17. การสงเคราะห์ญาติ

ลักษณะของญาติที่ควรให้การสงเคราะห์ เมื่ออยู่ในฐานะดังนี้

1. เมื่อยากจนหาที่พึ่งมิได้

2. เมื่อขาดทุนทรัพย์ในการค้าขาย

3. เมื่อขาดยานพาหนะ

4. เมื่อขาดอุปกรณ์ทำมาหากิน

5. เมื่อเจ็บไข้ได้ป่วย

6. เมื่อคราวมีธุระการงาน

7. เมื่อคราวถูกใส่ความหรือมีคดี

การสงเคราะห์ญาติ ทำได้ทั้งทางธรรมและทางโลก ได้แก่

ในทางธรรม ก็ช่วยแนะนำให้ทำบุญกุศล ให้รักษาศีล และทำสมาธิภาวนา

ในทางโลก ก็ได้แก่

1. ให้ทาน คือ การสงเคราะห์เป็นทรัพย์สิน หรือเงินทองเพื่อให้เขาพ้นจากทุกข์หรือความลำบากตามแต่กำลัง

2. ใช้ปิยวาจา คือ การพูดเจรจาด้วยถ้อยคำที่อ่อนโยน สุภาพ และประกอบไปด้วยความปรารถนาดี

3. มีอัตถจริยา คือ การประพฤติตนให้เป็นประโยชน์กับเขา อาจช่วยเหลือด้วยแรงกาย กำลังใจ หรือด้วยความสามารถที่มี

4. รู้จักสมานัตตตา คือ การวางตัวให้เหมาะสม อย่างเสมอต้นเสมอปลาย ร่วมทุกข์ร่วมสุข ไม่ถือตัว

18. ทำงานที่ไม่มีโทษ

งานที่ไม่มีโทษ ประกอบด้วยลักษณะดังต่อไปนี้

1. ไม่ผิดกฎหมาย คือ ทำให้ถูกต้องตามกฎหมายของบ้านเมือง

2. ไม่ผิดประเพณี คือ แบบแผนที่ปฏิบัติกันมาแต่เดิม ควรดำเนินตาม

3. ไม่ผิดศีล คือ ข้อห้ามที่บัญญัติไว้ในศีล 5

4. ไม่ผิดธรรม คือ หลักธรรมทั้งหลาย เช่น การพนัน การหลอกลวง

ส่วนอาชีพต้องห้ามสำหรับพุทธศาสนิกชน ได้แก่

1. การค้าอาวุธ

2. การค้ามนุษย์

3. การค้ายาพิษ

4. การค้ายาเสพย์ติด

5. การค้าสัตว์เพื่อนำไปฆ่า

19. ละเว้นจากบาป

บาปคือสิ่งที่ไม่ดี เสีย ความชั่วที่ติดตัว ซึ่งไม่ควรทำ ท่านว่าสิ่งที่ทำแล้วถือว่าเป็นบาปได้แก่ อกุศลกรรมบถ 10 คือ

1. ฆ่าสัตว์

2. ลักทรัพย์

3. ประพฤติผิดในกาม

4. พูดเท็จ

5. พูดส่อเสียด

6. พูดคำหยาบ

7. พูดเพ้อเจ้อ

8. โลภอยากได้ของเขา

9. คิดพยาบาทปองร้ายคนอื่น

10. เห็นผิดเป็นชอบ

20. สำรวมจากการดื่มน้ำเมา

ว่าด้วยเรื่องของน้ำเมานั้น อาจทำมาจากแป้ง ข้าวสุก การปรุงโดยผสมเชื้อ หรืออะไรก็แล้วแต่ที่ดื่มแล้วทำให้มึนเมา เช่น เบียร์ ไวน์ ไม่ใช่แค่เหล้าเท่านั้น ล้วนมีโทษอันได้แก่

1. ทำให้เสียทรัพย์ เพราะต้องนำเงินไปซื้อหาทั้ง ๆ ที่เงินจำนวนเดียวกันนี้สามารถนำเอาไปใช้ในสิ่งที่เป็นประโยชน์อย่างอื่นได้มากกว่า

2. ทำให้เกิดการทะเลาะวิวาท ซึ่งนำไปสู่ความวุ่นวาย เจ็บตัว หรือถึงแก่ชีวิต และคดีความ เพราะน้ำเมาทำให้ขาดการยับยั้งชั่งใจ

3. ทำให้เกิดโรค โรคที่เกิดเนื่องมาจากการดื่มสุราล้วนแล้วแต่บั่นทอนสุขภาพกายจนถึงตายได้ เช่น โรคตับแข็ง โรคหัวใจ โรคความดัน

4. ทำให้เสียชื่อเสียง เมื่อคนเมาไปทำเรื่องไม่ดีเข้า เช่น ไปลวนลามสตรี ปล่อยตัวปล่อยใจ  ก็ทำให้วงศ์ตระกูล และหน้าที่การงานเสี่อมเสีย

5. ทำให้ลืมตัวไม่รู้จักอาย คนเมาทำสิ่งที่ไม่ควรทำ ทำสิ่งที่คนมีสติจะไม่ทำ เช่น แก้ผ้าเดิน หรือนอนในที่สาธารณะ เป็นต้น

6. ทอนกำลังปัญญา ทานแล้วทำให้เซลล์สมองเริ่มเสื่อมลง ก็จะทำให้สุขภาพและปัญญาเสื่อมถอย ความสามารถโดยรวมก็ด้อยลง

21. ไม่ประมาทในธรรมทั้งหลาย

ธรรมในที่นี้ก็คือหลักปฏิบัติที่ทำแล้วมีผลในทางดีและเป็นจริงที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงโปรดแนะทางไว้

คนที่ประมาทในธรรมนั้นมีลักษณะที่สรุปได้ ดังนี้

1. ไม่ทำเหตุดี แต่จะเอาผลดี

2. ทำตัวเลว แต่จะเอาผลดี

3. ทำย่อหย่อน แต่จะเอาผลมาก

สิ่งที่ไม่ควรประมาทได้แก่

1. การประมาทในเวลา คือ การปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปโดยไม่ทำอะไรให้เกิดประโยชน์ หรือผลัดวันประกันพรุ่ง เป็นต้น

2. การประมาทในวัย คือ คิดว่าอายุยังน้อย ไม่ต้องทำความเพียรก็ได้เพราะยังต้องมีชีวิตอยู่อีกนาน เป็นต้น

3. การประมาทในความไม่มีโรค คือ คิดว่าตัวเองแข็งแรงไม่ตายง่าย ๆ ก็ปล่อยปละละเลย เป็นต้น

4. การประมาทในชีวิต คือ การไม่กำหนดวางแผนถึงอนาคต คิดอยู่แต่ว่ายังมีชีวิตอยู่อีกนาน เป็นต้น

5. การประมาทในการงาน คือ ไม่ขยันตั้งใจทำให้สำเร็จ ปล่อยตามเรื่องตามราว หรือปล่อยให้ดินพอกหางหมู เป็นต้น

6. การประมาทในการศึกษา คือ การไม่คิดศึกษาเล่าเรียนในวัยที่ควรเรียน หรือขาดความเอาใจใส่ที่เพียงพอ

7. การประมาทในการปฏิบัติธรรม คือ การไม่ปฏิบัติสมาธิภาวนาหรือศึกษาหลักธรรมให้ถ่องแท้ เพราะคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว เป็นต้น

22. มีความเคารพ

ท่านได้กล่าวว่าสิ่งที่ควรเคารพมีอยู่ดังนี้

1. พระพุทธเจ้า

2. พระธรรม

3. พระสงฆ์

4. การศึกษา

5. ความไม่ประมาท คือ การดำเนินตามหลักธรรมคำสอนพระพุทธศาสนาอื่น ๆ ด้วยความเคารพ

6. การสนทนาปราศรัย คือ การต้อนรับอาคันตุกะผู้มาเยือนด้วยความเคารพ

23. มีความถ่อมตน

ความอ่อนน้อมถ่อมตน คือ การไม่แสดงออกถึงความสามารถที่ตัวเองมีอยู่ให้ผู้อื่นทราบเพื่อข่มผู้อื่น หรือเพื่อโอ้อวด การไม่อวดดี เย่อหยิ่งจองหอง แต่แสดงตนอย่างสงบเสงี่ยม

ท่านว่าไว้ว่าโทษของการอวดดีนั้นมีอยู่ดังนี้

1. ทำให้เสียคน คือ ไม่สามารถกลับมาอยู่ในร่องในรอยได้เหมือนเดิม เสียอนาคต

2. ทำให้เสียมิตร คือ ไม่มีใครคบหาเป็นเพื่อนด้วย ถึงจะมีก็ไม่ใช่เพื่อนแท้

3. ทำให้เสียหมู่คณะ คือ ถ้าต่างคนต่างถือดี ก็ทำให้ไม่สามารถตกลงกันได้ ในที่สุดก็ไม่ถึงจุดหมาย หรือทำให้เป็นที่เบื่อหน่ายของคนอื่น

การทำตัวให้เป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตนนั้นมีหลักดังนี้

1. ต้องคบกัลยาณมิตร คือ เพื่อนที่ดีมีศีลมีธรรม คอยตักเตือนหรือชักนำไปในทางที่ดีที่ถูกที่ควร

2. ต้องรู้จักคิดไตร่ตรอง คือ การรู้จักคิดหาเหตุผลอยู่ตลอดถึงความเป็นไปในธรรมชาติของมนุษย์ ต่างคนย่อมต่างจิดต่างใจ และรวมทั้งหลักธรรมอื่น ๆ

3. ต้องมีความสามัคคี คือ การมีความสามัคคีในหมู่คณะ อลุ่มอล่วยในหลักการ ตักเตือน รับฟังและเคารพความคิดเห็นของผู้อื่นอย่างมีเหตุผล

ท่านว่าลักษณะของคนถ่อมตนนั้นมีดังนี้

1. มีกิริยาที่นอบน้อม

2. มีวาจาที่อ่อนหวาน

3. มีจิตใจที่อ่อนโยน

สรุปแล้วก็คือ สมบูรณ์พร้อมด้วยกาย วาจา และใจนั่นเอง

24. มีความสันโดษ

คำว่าสันโดษไม่ได้หมายถึงการอยู่ลำพังคนเดียวอย่างเดียวก็หาไม่ แต่หมายถึงการพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ ในของของตัว ซึ่งท่านได้ให้นิยามที่เป็นลักษณะของความสันโดษเป็นดังนี้

1. ยถาลาภสันโดษ หมายถึง ความยินดีตามมีตามเกิด คือมีแค่ไหนก็พอใจเท่านั้น เป็นอยู่อย่างไรก็ควรจะพอใจ ไม่คิดน้อยเนื้อต่ำใจในสิ่งที่ตัวเองเป็นอยู่

2. ยถาพลสันโดษ หมายถึง ความยินดีตามกำลัง เรามีกำลังแค่ไหนก็พอใจเท่านั้น ตั้งแต่กำลังกาย กำลังทรัพย์ กำลังบารมี หรือกำลังความสามารถ เป็นต้น

3. ยถาสารูปสันโดษ หมายถึง ความยินดีตามควร ซึ่งโยงใยไปถึงความพอเหมาะพอควรในหลาย ๆ เรื่อง เช่น รูปลักษณ์ของตนเอง และรวมทั้งฐานะที่เราเป็นอยู่

25. มีความกตัญญู

คือการรู้คุณ และตอบแทนท่านผู้นั้น บุญคุณที่ว่านี้มิใช่ว่าตอบแทนกันแล้วก็หายกัน แต่หมายถึงการรำลึกถึงพระคุณที่เคยให้ความอุปการะแก่เราด้วยความเคารพยิ่ง ท่านว่าสิ่งของหรือผู้ที่ควรกตัญญูนั้นมีดังนี้

1. กตัญญูต่อบุคคล บุคคลที่ควรกตัญญูก็คือ ใครก็ตามที่มีบุญคุณควรระลึกถึงและตอบแทนพระคุณ เช่น บิดา มารดา อาจารย์ เป็นต้น

2. กตัญญูต่อสัตว์ ได้แก่ สัตว์ที่มีคุณต่อเราช่วยทำงานให้เรา เราก็ควรเลี้ยงดูให้ดี เช่น ช้าง ม้า วัว ควาย หรือสุนัขที่ช่วยเฝ้าบ้าน เป็นต้น

3. กตัญญูต่อสิ่งของ ได้แก่ สิ่งของทุกอย่างที่มีคุณต่อเรา เช่น หนังสือที่ให้ความรู้แก่เรา อุปกรณ์ทำมาหากินต่าง ๆ เราไม่ควรทิ้งขว้าง หรือทำลายโดยไม่เห็นคุณค่า

26. การฟังธรรมตามกาล

เมื่อมีโอกาส เวลา หรือตามวันสำคัญต่าง ๆ ก็ควรต้องไปฟังธรรมบ้างเพื่อสดับตรับฟังสิ่งที่เป็นประโยชน์ในหลักธรรมนั้น ๆ และนำมาใช้กับชีวิตเราเพื่อปรับปรุงให้ดีขึ้น ท่านว่าเวลาที่ควรไปฟังธรรมนั้นมีดังนี้

1. วันธรรมสวนะ ก็คือวันพระ หรือวันที่สำคัญทางศาสนา

2. เมื่อมีผู้มาแสดงธรรม ก็อย่าง เช่น การฟังธรรมตามวิทยุ การที่มีพระมาแสดงธรรมตามสถานที่ต่าง ๆ หรือการอ่านจากสื่อต่าง ๆ

3. เมื่อมีโอกาสอันสมควร เช่น ในวันอาทิตย์เมื่อมีเวลาว่าง หรือในงานมงคล งานบวช งานกฐิน งานวัด เป็นต้น

คุณสมบัติของผู้ฟังธรรมที่ดีควรต้องมีดังนี้

1. ไม่ดูแคลนในหัวข้อธรรมว่าง่ายเกินไป

2. ไม่ดูแคลนในความรู้ความสามารถของผู้แสดงธรรม

3. ไม่ดูแคลนในตัวเองว่าโง่ ไม่สามารถเข้าใจได้

4. มีความตั้งใจในการฟังธรรม และนำไปพิจารณา

5. นำเอาธรรมนั้น ๆ ไปปฏิบัติให้เกิดผล

27. มีความอดทน

ท่านว่าลักษณะของความอดทนนั้นสามารถจำแนกออกได้เป็นดังต่อไปนี้

1. ความอดทนต่อความลำบาก คือ ความลำบากที่ต้องประสพตามธรรมชาติ ซึ่งอาจมาจากสภาพแวดล้อม เป็นต้น

2. ความอดทนต่อทุกขเวทนา คือ ทุกข์ที่เกิดจากสังขารของเราเอง เช่น ความไม่สบายกาย เป็นต้น

3. ความอดทนต่อความเจ็บใจ คือ การที่คนอื่นทำให้เราต้องผิดหวัง หรือพูดจาให้เจ็บช้ำใจ ไม่เป็นอย่างที่หวัง เป็นต้น

4. ความอดทนต่ออำนาจกิเลส คือ สิ่งยั่วยวนทั้งหลายถือเป็นกิเลสทั้งทางใจและทางกาย เช่น ความนึกโลภอยากได้ของเขา หรือการพ่ายแพ้ต่ออำนาจเงิน เป็นต้น

วิธีทำให้มีความอดทนคือ มีหิริโอตัปปะ

1. หิริ ได้แก่การมีความละอายต่อบาป การที่รู้ว่าเป็นบาปแล้วยังทำอีกก็ถือว่าไม่มีความละอายเลย

2. โอตตัปปะ ได้แก่การมีความเกรงกลัวในผลของบาปนั้น ๆ

28. เป็นผู้ว่าง่าย

ท่านว่าผู้ว่าง่ายนั้นมีลักษณะที่สังเกตได้ดังนี้

1. ไม่พูดกลบเกลื่อนเมื่อได้รับการว่ากล่าวตักเตือน คือ การรับฟังด้วยดี ไม่ใช่แก้ตัวแล้วปิดประตูความคิดไม่รับฟัง

2. ไม่นิ่งเฉยเมื่อได้รับการเตือน คือ การนำคำตักเตือนนั้นมาพิจารณาและแก้ไขข้อบกพร่องนั้น ๆ

3. ไม่จับผิดผู้ว่ากล่าวสั่งสอน คือ การที่ผู้สอนอาจจะมีความผิดพลาด เนื่องจากความประมาท เราควรให้อภัยต่อผู้สอน เพราะการจับผิดทำให้ผู้สอนต้องอับอายขายหน้าได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ดีงาม

4. เคารพต่อคำสอนและผู้สอน คือการรู้จักสัมมาคารวะต่อผู้ทำให้คำสอน และเคารพในสิ่งที่ผู้สอนได้นำมาแนะนำ

5. มีความอ่อนน้อมถ่อมตน คือ ไม่แสดงความยโส ถือตัวว่าอยู่เหนือผู้อื่นเพราะสิ่งที่ตัวเองเป็นตัวเองมี

6. มีความยินดีต่อคำสอนนั้น คือ ยอมรับในคำสอนนั้น ๆ ด้วยความยินดี เช่น การไม่แสดงความเบื่อหน่ายเพราะเคยฟังมาแล้ว เป็นต้น

7. ไม่ดื้อรั้น คือ การไม่อวดดี คิดว่าของตัวเองนั้นผิดแต่ก็ยังดันทุรังทำต่อไปเพราะกลัวเสียชื่อ เสียฟอร์ม

8. ไม่ข้ดแย้ง เพราะว่าการว่ากล่าวตักเตือนหรือสั่งสอนนั้นก็คือ สิ่งที่ตรงข้ามกับที่เราทำอยู่แล้ว เราควรต้องเปิดใจให้กว้างไม่ขัดแย้งต่อคำสอน คำวิจารณ์นั้น ๆ

9. ยินดีให้ตักเตือนได้ทุกเวลา คือ การยินดีให้มีการแสดงความคิดเห็นตักเตือนได้โดยไม่มีข้อยกเว้นเรื่องเวลา

10. มีความอดทนต่อการเป็นผู้ถูกสั่งสอน คือ การไม่เอาความขัดแย้งในความเห็นเป็นอารมณ์ แต่ให้เข้าใจเจตนาที่แท้จริงของผู้สอนนั้น

การทำให้เป็นคนว่าง่ายนั้นทำได้ ดังนี้

1. ลดมานะของตัว คือ การไม่ถือดี ไม่ถือตัว ความไม่สำคัญตัวเองว่าเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ เช่น ถือตัวว่าการศึกษาดีกว่า เป็นต้น

2. ละอุปาทาน คือ การไม่ยึดถือในสิ่งที่เรามี เราเป็น หรือถือมั่นในอำนาจกิเลสต่าง ๆ

3. มีสัมมาทิฏฐิ คือ มีปัญญาที่เห็นชอบ การเห็นถูกเห็นควรตามหลักอริยสัจ 4 เชื่อเรื่องความไม่เที่ยง เชื่อในเรื่องบุญเรื่องบาป เป็นต้น

29. การได้เห็นสมณะ

คำว่าสมณะแปลตรงตัวได้ว่า ผู้สงบ (หมายถึงผู้อยู่ในสมณเพศ) ท่านว่าคุณสมบัติของสมณะต้องประกอบไปด้วย 3 อย่าง คือ

1. ต้องสงบกาย คือ มีความสำรวมในการกระทำทุกอย่าง รวมถึงกิริยา มรรยาท ตามหลักศีลธรรม

2. ต้องสงบวาจา คือ การพูดจาให้อยู่ในกรอบของความพอดี มีความสุภาพสงบเสงี่ยมในคำพูดและภาษาที่ใช้ เป็นไปตามข้อปฏิบัติ ประเพณี

3. ต้องสงบใจ คือการทำใจให้สงบปราศจากกิเลสครอบงำ ไม่ว่าจะเป็น โลภ โกรธ หลง หรือความพยาบาทใด ๆ ตั้งมั่นอยู่ในสมาธิภาวนา

การได้เห็นสมณะมีอยู่ดังนี้ คือ

1. เห็นด้วยตา ความหมายก็ตรงตัวคือการเห็นจากการสัมผัสด้วยสายตาของตนเอง แล้วมีความประทับใจในความสำรวมในกาย

2. เห็นด้วยใจ เนื่องจากความสำรวมกาย วาจา ใจของสมณะจะช่วยโน้มน้าวจิตใจของเราให้โอนอ่อนผ่อนตาม และรับฟังหลักคำสอนด้วยใจที่ยินดี ซึ่งนั่นก็หมายถึงการเปิดใจเราให้สมณะได้ชี้นำนั่นเอง

3. เห็นด้วยปัญญา หมายความถึงการรู้โดยการใช้ปัญญาใคร่ครวญ พิจารณาในการสัมผัสและเข้าถึงและรับรู้ถึงคำสอนของสมณะผู้นั้น และรู้ว่าท่านเป็นผู้ตั้งมั่นอยู่ในศีลธรรมอย่างแท้จริง

เมื่อเห็นแล้วก็ต้องทำอย่างนี้ คือ

1. ต้องเข้าไปหา คือ เข้าไปขอคำแนะนำ ชี้แนะจากท่าน หรือให้ความเคารพท่าน

2. ต้องเข้าไปบำรุงช่วยเหลือ คือ การช่วยเหลือท่านในโอกาสอันควร เพื่อแบ่งเบาภาระของท่าน

3. ต้องเข้าไปฟัง คือ การรับฟังคุณธรรม หลักคำสอนของท่านมาไว้เป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาชีวิต

4. หมั่นระลึกถึงท่าน คือ การระลึกถึงความดีที่ท่านมีแล้วนำมาเป็นตัวอย่างกับตัวเราเอง

5. รับฟังรับปฏิบัติ คือ การรับคำแนะนำของท่านมาปฏิบัติทำตามเพื่อให้เกิดผล ครั้นเมื่อติดขัดก็ใคร่แก้ไขเพื่อให้รู้จริงเห็นจริงตามนั้น

30. การสนทนาธรรมตามกาล

การได้สนทนากันเรื่องธรรม ทำให้ขยายขอบเขตการเรียนรู้ แลกเปลี่ยนความรู้ และได้รู้ในสิ่งใหม่ ๆ ที่เราอาจนึกไม่ถึง หรือเป็นการเผื่อแผ่ความรู้ที่เรามีให้แก่ผู้อื่นได้ทราบด้วย

ก่อนที่เราจะสนทนาธรรม ควรต้องพิจารณาและคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้ คือ

1. ต้องรู้เรื่องที่จะพูดดี

2. ต้องพูดเรื่องจริง มีประโยชน์

3. ต้องเป็นคำพูดที่ไพเราะ

4. ต้องพูดด้วยความเมตตา

5. ต้องไม่พูดจาโอ้อวด ยกตนข่มท่าน

ข้อปฏิบัติเมื่อมีการสนทนาธรรม

1. มีศีลธรรม คือ การเป็นผู้ที่รักษาศีล 5 หรือศีล 8 เป็นนิจศีลอยู่แล้ว การเป็นผู้ปฏิบัติถือเป็นหน้าที่ขั้นต้นในการเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดี

2. มีสมาธิดี คือ การมีจิตใจจดจ่ออยู่กับเรื่องที่สนทนา ไม่ว่อกแวก พร้อมทั้งเป็นผู้ที่หมั่นเจริญสมาธิภาวนาด้วย

3. แต่งการสุภาพ คือ การแต่งตัวให้เหมาะสมกับยุคสมัย อยู่ในกรอบประเพณีของสังคมแวดล้อม ณ ที่นั้น ๆ ถูกกาลเทศะ

4. มีกิริยาสุภาพ คือ มีความสุภาพในท่วงท่าไม่ว่าจะเดิน นั่ง ยืน หรือการกระทำใด ๆ การที่มีกิริยางดงาม สุภาพย่อมโน้มน้าวจิดใจผู้พบเห็นให้เกิดความประทับใจที่ดี

5. ใช้วาจาสุภาพ คือ การใช้ถ้อยคำที่สุภาพในการสนทนา ไม่ใช้คำหยาบคาย หรือก้าวร้าว

6. ไม่กล่าวค้านพระพุทธพจน์ คือ การไม่นำเอาคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้ามาเป็นข้อสงสัย หรือกล่าวค้าน เพราะสิ่งที่กล่าวไว้ในพระพุทธพจน์ย่อมเป็นความจริงตลอดกาล

7. ไม่ออกนอกประเด็นที่ตั้งไว้ คือ การพูดให้อยู่ในหัวข้อที่ตั้งไว้ ไม่พูดแบบน้ำท่วมทุ่งผักบุ้งโหรงเหรง

8. ไม่พูดนานจนน่าเบื่อ คือ การเลือกเวลาที่เหมาะสมตามสถานการณ์ เนื่องจากเรื่องบางเรื่องอาจไม่จำเป็นต้องขยายความมากเกินไป

31. การบำเพ็ญตบะ

ตบะ โดยความหมายแปลว่า ทำให้ร้อน ไม่ว่าด้วยวิธีใด การบำเพ็ญตบะหมายความถึงการทำให้กิเลส ความรุ่มร้อนต่าง ๆ หมดไป หรือเบาบางลง ลักษณะการบำเพ็ญตบะมีดังนี้

1. การมีใจสำรวมในอินทรีย์ทั้ง 6 (อายตนะภายใน 6 อย่าง) ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ไม่ให้หลงติดอยู่กับสัมผัสภายนอกมากเกินไป ไม่ให้กิเลสครอบงำใจเวลาที่รับรู้อารมณ์ผ่านอินทรีย์ทั้ง 6 (อินทรีย์สังวร)

2. การประพฤติรักษาพรหมจรรย์ เว้นจากการร่วมประเวณี หรือกามกิจทั้งปวง

3. การปฏิบัติธรรม คือการรู้และเข้าใจในหลักธรรม เช่น อริยสัจ เป็นต้น ปฏิบัติตนให้อยู่ในศีล และถึงพร้อมด้วยสมาธิ และปัญญา โดยมีจุดหมายสูงสุดที่พระนิพพาน กำจัดกิเลส ละวางทุกสิ่งได้หมดสิ้นด้วยปัญญา

32. การประพฤติพรหมจรรย์

คำว่าพรหมจรรย์ หมายความถึง การบวชซึ่งละเว้นเมถุน การครองชีวิตที่ปราศจากเมถุน การประพฤติธรรมอันประเสริฐ ท่านว่าลักษณะของธรรมที่ถือว่าเป็นการประพฤติพรหมจรรย์นั้น (ไม่ใช่ว่าต้องบวชเป็นพระ) มีอยู่ดังนี้

1. ให้ทาน บริจาคทานไม่ว่าจะเป็นทรัพย์ สิ่งของ เงินทอง หรือปัญญา

2. ช่วยเหลือผู้อื่นในกิจการงานที่ชอบ ที่ถูกที่ควร (เวยยาวัจจมัย)

3. รักษาศีล 5 คือไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักขโมย ไม่ทำผิดในกาม ไม่พูดปด ไม่ดื่มน้ำเมา (เบญจศีล)

4. มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขากับคนที่เราต้องพบปะด้วยทุกคน (อัปปมัญญา)

5. งดเว้นจากการเสพกาม (เมถุนวิรัติ)

6. ยินดีในคู่ของตน คือการมีสามีหรือภรรยาคนเดียว (สทารสันโดษ)

7. เพียรพยายามที่จะละความชั่ว ไม่ท้อถอยในความบากบั่น (วิริยะ)

8. รักษาซึ่งศีล 8 คือ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักขโมย ไม่ร่วมประเวณี ไม่พูดปด ไม่ดื่มน้ำเมา ไม่บริโภคอาหารตั้งแต่เที่ยงวันเป็นต้นไป ไม่ฟ้อนรำ ขับร้อง บรรเลงดนตรี ดูการละเล่น ใช้ของหอมหรือเครื่องประดับ ไม่นอนบนที่สูงใหญ่ หรูหรา (อุโบสถ)

9. ใช้ปัญญาเห็นแจ้งใน ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค (อริยธรรม)

10. ศึกษาปฏิบัติในศีล สมาธิ ปัญญา ให้รู้แจ้งเห็นจริง (สิกขา)

*ขออธิบายเพิ่มเติมว่าข้อ 5 ที่บอกว่าให้งดเว้นการเสพกาม แต่ข้อ 6 ให้ยินดีในคู่ของตนนั้น เพราะว่าการประพฤติพรหมจรรย์ในที่นี้หมายถึง บุคคลทั่วไปที่อาจมีครอบครัวแล้ว ก็ประพฤติพรหมจรรย์ได้โดยการงดเว้นการร่วมประเวณี เช่น ในวันสำคัญ ๆ

33. การเห็นอริยสัจ

อริยสัจ หมายถึงความจริงอันประเสริฐ หลักแห่งอริยสัจมีอยู่ 4 ประการตามที่ท่านได้สั่งสอนไว้ มีดังนี้

1. ทุกข์ คือ ความไม่สบายกายไม่สบายใจ ความเป็นจริงของสัตว์โลกทุกผู้ทุกนามต้องมีทุกข์ ๓ ประการคือ การเกิด ความแก่ ความตาย นอกจากนี้ก็มีความทุกข์ที่เป็นอาการ หรือเกิดจากสภาพแวดล้อมสรุปได้ดังนี้ คือ

-ความโศกเศร้า (โสกะ)

-ความรำพันด้วยความเสียใจ (ปริเทวะ)

-ความเจ็บไข้ได้ป่วย (ทุกขะ)

-ความเสียใจ (โทมนัสสะ)

-ความท้อแท้ สิ้นหวัง คับแค้นใจ (อุปายาสะ)

-การตรอมใจ ผิดหวังจากสิ่งที่ไม่รัก (อัปปิเยหิ สัมปโยคะ)

-การพลัดพรากจากสิ่งที่รัก (ปิเยหิ วิปปโยคะ)

-ความหม่นหมองเมื่อปรารถนาแล้วไม่ได้สิ่งนั้น (ยัมปิจฉัง นลภติ)

2. สมุทัย คือ เหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ นอกจากเหตุแห่งทุกข์ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ต้นตอของทุกข์ก็อยู่ที่ใจของเราด้วยนั่นก็คือความอยาก ท่านว่าเป็นตัณหา 3 อย่าง ซึ่งแบ่งออกได้เป็นดังนี้

-ความอยากได้ หมายรวมถึงอยากทุกอย่างที่นำมาสนองสัมผัสทั้ง 5 และกามารมณ์ (กามตัณหา)

-ความอยากเป็น คือความอยากเป็นโน่นเป็นนี่ (ภวตัณหา)

-ความไม่อยากเป็น คือความไม่พอใจในสิ่งที่ตัวเองเป็นอยู่ (วิภวตัณหา)

3. นิโรธ คือ ความดับทุกข์ ภาวะที่ตัณหาดับสิ้นไป ความหลุดพ้น หรือหมายถึงภาวะของพระนิพพานนั่นเอง

4. มรรค คือ ข้อปฏิบัติ หรือหนทางที่นำไปสู่การดับทุกข์ การเดินทางสายกลางเพื่อไปให้ถึงการดับทุกข์ คือ มรรคมี 8 ประการ คือ

– ความเห็นชอบ เช่น ความศรัทธาในเบื้องต้นต่อหลักธรรม คำสอน เช่น การเชื่อว่ากรรมดีกรรมชั่วมีจริงเป็นต้น (สัมมาทิฏฐิ)

– ความดำริชอบ หรือความคิดชอบ มีความคิดที่ถูกต้องตามหลักธรรม เช่น การใช้ปัญญาพิจารณาความไม่เที่ยงของสังขาร หรือการไม่คิดอยากได้ของเขามาเป็นของเราเป็นต้น (สัมมาสังกัปปะ)

– เจรจาชอบ คือ การปฏิบัติตามหลักธรรม ไม่พูดโกหก ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดเพ้อเจ้อเป็นต้น (สัมมาวาจา)

– ทำการชอบ หรือการมีการกระทำที่ไม่ผิดหลักศีลธรรม เช่น ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์เป็นต้น (สัมมากัมมันตะ)

– เลี้ยงชีพชอบ คือ การทำมาหากินในทางที่ถูก ไม่เบียดเบียนหรือทำความเดือดร้อนให้กับสัตว์หรือผู้อื่น อยู่ในหลักธรรมที่กำหนด เช่น ไม่มีอาชีพค้ามนุษย์ หรืออาชีพค้าอาวุธเป็นต้น (สัมมาอาชีวะ)

– ความเพียรชอบ คือ การหมั่นทำนุบำรุงในสิ่งที่ถูกต้อง เช่น การพยายามละกิเลสออกจากใจ หรือการพยายามสำรวม กาย วาจา ใจให้ดำเนินตามหลักธรรมของท่าน เป็นต้น (สัมมาวายามะ)

– ความระลึกชอบ คือ มีสติตั้งมั่นในสิ่งที่ถูกต้องตามหลักธรรม เช่น การพึงระลึกถึงความตายที่ต้องเกิดกับทุกคนเป็นต้น (สัมมาสติ)

– จิตตั้งมั่นชอบ คือ มีจิตที่มีสมาธิ ไม่ว่อกแวกหรือคิดฟุ้งซ่าน และการทำสมาธิภาวนาตามหลักการที่ท่านได้บัญญัติแนะนำเอาไว้ (สัมมาสมาธิ)

34. การทำให้แจ้งในพระนิพพาน

นิพพาน คือ ภาวะของจิตที่ดับกิเลสได้หมดสิ้น หลุดจากอำนาจกรรม และไม่ต้องวนเวียนอยู่ในสังสารวัฏอีก ซึ่งก็คือพ้นจากทุกข์นั่นเอง

ท่านว่าลักษณะของนิพพานมีอยู่ 2 ระดับดังนี้คือ

1. การดับกิเลสขณะที่ยังมีเบญจขันธ์เหลืออยู่ หรือการเข้าถึงนิพพานขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ -อุปาทิเสสนิพพาน

2. การดับกิเลสที่ไม่มีเบญจขันธ์เหลืออยู่เลย คือการที่ร่างกายเราแตกดับแล้วไปเสวยสุขอันเป็นอมตะในพระนิพพาน (ตรงนี้ไม่สามารถอธิบายให้กระจ่างมากไปกว่านี้ได้) -อนุปาทิเสสนิพพาน

การที่จะเข้าถึงพระนิพพานได้ ก็ต้องปฏิบัติธรรมและเจริญสมาธิภาวนาจนถึงขั้นสูงสุด

35. มีจิตไม่หวั่นไหวในโลกธรรม

คำว่า โลกธรรม มีความหมายถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นอยู่เป็นประจำบนโลกนี้ ซึ่งเราไม่ควรมีจิดหวั่นไหวต่อสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ท่านว่าลักษณะของโลกธรรมมี ๔ ประการ คือ

1. การได้ลาภ เมื่อมีลาภผลก็ย่อมมีความเสื่อมเป็นธรรมดา มีแล้วก็ย่อมหมดไปได้ เป็นแค่ความสุขชั่วคราวเท่านั้น

2. การได้ยศ ยศฐาบรรดาศักดิ์ล้วนเป็นสิ่งสมมุติขึ้นมาทั้งนั้น เป็นสิ่งที่คนยอมรับกันว่าเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ พอหมดยศก็หมดบารมี

3. การได้รับการสรรเสริญ ที่ใดมีคนนิยมชมชอบ ที่นั่นก็ย่อมต้องมีคนเกลียดชังเป็นเรื่องธรรมดา การถูกนินทาจึงไม่ใช่เรื่องผิดปกติ

4. การได้รับความสุข ที่ใดมีสุขที่นั่นก็จะมีทุกข์ด้วย มีความสุขแล้วก็อย่าหลงระเริงไปจนลืมนึกถึงความทุกข์ที่แฝงมาด้วย

การทำให้จิตไม่หวั่นไหวในโลกธรรม มีวิธีดังนี้

1. ใช้ปัญญาพิจารณา โดยตั้งอยู่ในหลักธรรมของพระพุทธศาสนา พิจารณาอยู่เนือง ๆ ถึงหลักธรรมต่าง ๆ

2. เจริญสมาธิภาวนา ใช้กรรมฐานพิจารณาถึงความเป็นไปในความไม่เที่ยงในสรรพสิ่งทั้งหลายในโลก และสังขาร

36. มีจิตไม่โศกเศร้า

ท่านว่ามีเหตุอยู่ 2 ประการที่ทำให้จิตเราต้องโศกเศร้า คือ

1. ความโศกเศร้าที่เกิดเนื่องมาจากความรัก รวมถึงรักสิ่งของ ทรัพย์สินเงินทองด้วย

2. ความโศกเศร้าที่เกิดจากความใคร่

การทำให้จิตใจไม่โศกเศร้านั้น มีข้อแนะนำดังนี้

1. ใช้ปัญญาพิจารณาอยู่เนือง ๆ ถึงความไม่เที่ยงในสิ่งของทั้งหลาย และร่างกายของเรา

2. ไม่ยึดมั่นในตัวตน หรือความจีรังยั่งยืน ในคนหรือสิ่งของว่าเป็นของเรา

3. ทุกอย่างในโลกล้วนเปลี่ยนแปลงอยู่ทุกขณะ แม้ร่างกายเราก็ใช้เป็นที่อาศัยชั่วคราวเท่านั้น

4. คิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างล้วนไม่เที่ยงด้วยกันทั้งนั้น

37. มีจิตปราศจากกิเลส

กิเลส ก็คือสิ่งที่ทำให้เกิดความเศร้าหมอง ซึ่งได้แก่ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ท่านได้แบ่งประเภทของกิเลสออกเป็นดังนี้

1. ราคะ สามารถแบ่งย่อยออกได้เป็น

– ความโลภอย่างแรงจนแสดงออกมา เช่น การลักขโมย ปล้น จี้ ข่มขืนกระทำชำเรา เป็นต้น (อภิชฌาวิสมโลภะ)

– ความเพ่งเล็งจะเอาของคนอื่นมาเป็นของตัว มีใจอยากได้ของคนอื่นแต่ยังไม่ถึงกับแสดงออก (อภิชฌา)

– ความอยากได้ในทางไม่ชอบ เช่น การยอมรับสินบน การทุจริตเพื่อแลกกับการมีทรัพย์เป็นต้น (ปาปิจฉา)

– ความมักมากเห็นแก่ได้ ด้วยการเอามาเป็นของตนจนเกินพอดี เอาประโยชน์ใส่ตัวโดยไม่คำนึงถึงคนอื่น (มหิจฉา)

– ความยินดีในกาม ก็คือยังไม่สามารถละกิจกรรมทางเพศได้ ยังมีความรู้สึก มีแรงกระตุ้น มีความพอใจในเรื่องเพศ (กามระคะ)

– ความยินดีในรูปธรรมอันปราณีต ก็คือติดอยู่ในอารมณ์ของรูปฌาณ ปรารถนาในรูปของภพเมื่อทำสมาธิขั้นสูงขึ้นไป (รูปราคะ)

– ความยินดีในอรูปฌาณ ก็คือติดอยู่ในอารมณ์ของอรูปฌาณเมื่อทำสมาธิถึงภพของอรูปพรหม (อรูปราคะ)

2. โทสะ สามารถแบ่งย่อยออกได้เป็น

– พยาบาท คือการผูกใจอาฆาต มีใจที่ไม่หวังดี การจองเวร

– โทสะ คือการคิดประทุษร้าย เนื่องด้วยมีใจพยาบาทแล้วก็มีใจคิดหมายทำร้าย

– โกธะ คือความโกรธ ความเดือดร้อนใจ ซึ่งล้วนเป็นเหมือนไฟที่เผาตัวเอง

– ปฏิฆะ คือความขัดใจ ความไม่พอใจอันทำให้อารมณ์หงุดหงิด

3. โมหะ สามารถแบ่งย่อยออกได้เป็น

– ความเห็นผิดเป็นชอบ เช่น การไม่เชื่อในเรื่องบาป เรื่องบุญเป็นต้น (มิจฉาทิฐิ)

– ความหลงผิด ไม่รู้ตามความเป็นจริง (โมหะ)

– การเห็นว่ามีตัวตน เช่น การเชื่อในสิ่งที่มองเห็นด้วยตาเปล่าเท่านั้น (สังกายทิฏฐิ)

– ความสงสัย คือ สงสัยในพระธรรม คำสั่งสอนในเรื่องการปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์ (วิจิกิจฉา)

– การยึดถืออย่างงมงาย เช่น การไปกราบไหว้สัมพเวสีที่อยู่ตามต้นไม้ ขอลาภเป็นต้น (สีลัพพตปรามาส)

– ความถือตัว คือ การสำคัญตัวเองผิดว่าเป็นอย่างโน้นเป็นอย่างนี้ (มานะ)

– ความฟุ้งซ่าน คือ การที่จิตใจว่อกแวก คิดไม่เป็นสาระ ไม่อยู่กับร่องกับรอย ไม่มีสมาธิ หรือการทำสมาธิไม่นิ่ง (อุทธัจจะ)

– ความไม่รู้จริง คือ การที่รู้แค่ผิวเผิน หรือการทึกทักเอาเอง ไม่ปฏิบัติตามหลักพระธรรม ยังไม่เกิดปัญญา (อวิชชา)

โทษของการมีกิเลสดังกล่าวข้างต้นพอสรุปได้สั้น ๆ ดังนี้คือ

1. ราคะ มีโทษน้อย แต่คลายช้า

2. โทสะ มีโทษมาก แต่คลายเร็ว

3. โมหะ มีโทษมาก แต่คลายช้า

38. มีจิตเกษม

เกษม หมายถึงมีความสุข สบาย หรือสภาพที่มีจิตใจที่เป็นสุข มีจิดเกษมก็คือว่ามีจิตที่เป็นสุขในที่นี้หมายถึงการละแล้วซึ่งกิเลส ที่ท่านว่าไว้ว่าเป็นเครื่องผูกอยู่ 4 ประการ คือ

1. การละกามโยคะ คือ การละความยินดีในวัตถุ สิ่งมีชีวิตทั้งหลายเรียกว่ากามคุณซึ่งประกอบด้วย รูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส

2. การละภวโยคะ คือ การละความยินดีในภพ โดยให้เห็นว่าสิ่งใด ๆ ในโลกล้วนไม่เที่ยงแท้ หรือคงอยู่ตลอดไป

3. การละทิฏฐิโยคะ คือ การละความยินดีในความเห็นผิดเป็นชอบ โดยให้ดำเนินตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าที่กล่าวมาแล้ว

4. การละอวิชชาโยคะ คือ การละความยินดีในอวิชชาทั้งหลาย ความไม่รู้ทั้งหลาย โดยให้มุ่งปฏิบัติเพื่อปัญญาที่รู้แจ้งเห็นจริง

ขอขอบคุณข้อมูลจาก tripod.com

เรามักทำก่อน แล้วค่อยรู้สึก แทนที่จะรู้สึก แล้วค่อยทำ

“เรามักทำก่อน แล้วค่อยรู้สึก แทนที่จะรู้สึก แล้วค่อยทำ” ฉะนั้น จงลงมือทำ! ไม่ว่าอะไรที่รู้ว่าควรทำ ให้ทำไปเลย

สูตรกำหนดโชคชะตาให้ตัวเอง

“สูตรกำหนดโชคชะตาให้ตัวเอง”

——

การเตรียมตัว+ทัศนคติ+โอกาส+การกระทำ=โชค

——

การเตรียมตัว(การพัฒนาตนเอง)

+ บวก

ทัศนคติ

+ บวก

โอกาส

+ บวก

การกระทำ (ลงมือทำอะไรบางอย่าง)

วิสัยทัศน์ของคุณจะชัดเจน ก็ต่อเมื่อได้มองเข้าไปในหัวใจตัวเอง

วิสัยทัศน์ของคุณจะชัดเจน ก็ต่อเมื่อได้มองเข้าไปในหัวใจตัวเอง คนที่มองออกไปข้างนอก เท่ากับกำลังฝัน แต่คนที่มองเข้ามาข้างใน เท่ากับกำลังตื่น

-คาร์ล จุง-

นักธุรกิจไม่เพียงต้องเข้าใจนักออกแบบให้ดีขึ้น พวกเขาต้องเป็นนักออกแบบด้วย

นักธุรกิจไม่เพียงต้องเข้าใจนักออกแบบให้ดีขึ้น พวกเขาต้องเป็นนักออกแบบด้วย

คน 5 แบบที่คุณควร ‘ลืม’ ซะ

คน 5 แบบที่คุณควร ‘ลืม’ ซะ

1.คนที่คุณให้ความสำคัญกับเขาเป็น ‘อันดับแรก’

แต่เขาให้ความสำคัญกับคุณเป็น ‘อันดับสุดท้าย’

2.คนที่คุณพยายาม ‘อยู่’ ในชีวิตเขา

แต่เขาไม่เคยพยายาม ‘อยู่’ ในชีวิตคุณ

3.คนที่คุณมองเขา ‘พิเศษ’ กว่าคนอื่นๆ

แต่เขามองคนอื่นๆ ‘พิเศษ’ กว่าคุณ

4.คนที่คุณ ‘ภูมิใจ’ มากเมื่อพูดถึงเขา

แต่เขาไม่เคย ‘ภูมิใจ’ เมื่อพูดถึงคุณ

5.คนที่คุณยอม ‘ทำทุกอย่าง’ เพื่อเขา

แต่เขาไม่เคย ‘ทำอะไรสักอย่าง’ เพื่อคุณ

…คน 5 แบบนี้ ไม่ใช่ ‘ไม่ดี’…

เขาแค่ ‘ไม่รัก’ และ ‘ไม่แคร์’ คุณ เพราะฉนั้น ‘ลืม’ ไปซะ.. !!

=================

Cr. เฌอมาณย์ รัตนพงศ์ตระกูล

100 คนคิด 10 คนทำ 1 คนสำเร็จ

เปิดเสรีทางความคิดคนเรา เกิดมาทุกคนมีความคิดอยากจะได้อยากจะเป็น คิดไปต่างๆนาๆ คิดไปเถอะแต่ต้องคิดให้อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง อย่าคิดฟุ้งซานและอย่ากลัวว่าถ้าคิดออกมาแล้วคนอื่นจะหัวเราะ ในเมื่อมันเป็นความคิดทุกคนย่อมมีอิสระในการที่จะคิดอย่าปิดกั้นตัวเอง และคิดอย่างมีสติและความคิดที่ดีจะส่งผลดีแก่ตัวเราเอง และไม่ทำให้ผู้อื่นได้รับความเดือดร้อน การที่คนเราได้คิดได้จิตนาการเป็นการเปิดโลกกว้างให้กับตัวเอง และการที่เราได้คิดได้จิตนาการอย่าทำให้มันเพียงแค่ความคิด หรือความฝันเฉยๆแต่เราต้องลงมือกระทำด้วยการลงมือ ทำย่อมดีกว่าการที่จะคิดหรือฝันเฉยๆ ถ้าไม่ลงมือกระทำก็เป็นแค่ความฝันไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย การที่คนเราจะฝันต้องฝันให้ไกลๆและต้องไปให้ถึงจุดมุงหมาย การที่จะไปให้ถึงจุดหมายได้มันยาก แต่ก็ต้องมีความพยายามที่จะทำตามความฝัน มองโลกในแง่ดีเข้าไว้ ไม่ท้อเมื่อเจอกับปัญหาเราต้องเปลี่ยนความฝัน ให้เป็นความคิด เปลี่ยนความคิดให้เป็นความจริงแล้ว สิ่งที่เราได้ฝันไว้ต่อ ให้ไกลแค่ไหนก็อยู่แค่เอื้อม

ต้องมีการวางแผนแบบคร่าวๆก่อนจะทำการวางแผนหรือทำอะไรก็ต้องดูความพร้อมของตัวเองก่อนว่า มีความพร้อมแค่ไหนไม่ว่าจะเป็นความพร้อม ทางด้านร่างกายจิตใจ ทางการเงิน อุปสรรค์ที่จะต้องพบเจอในมีอะไรบ้าง เมื่อดูความพร้องของตัวเองแล้วก็ตั้งเป้าหมายให้กับตัวเองเลยว่า ยากทำอะไรในอนาคตอยากประสบความสำเร็จในด้านไหนบ้าง การตั้งเป้าหมายในชีวิตไม่ใช่เรื่องยากแต่สิ่งที่ยากก็คือ การลงมือกระทำให้ประสบความสำเร็จต่อมาเรามาดูโอกาส และความเป็นไปได้เมื่อมีโอกาสเราต้องรีบคว้าไว้อย่าไปกลัว เพราะความกลัวคือ มารร้ายที่จะทำให้สูญเสียโอกาสดีๆ ต้องมีความกล้าเข้าไว้ต้องกล้าที่จะรักษาโอกาสนั้นไว้และ จงรักอุปสรรค์เหมือนรักโอกาส เพราะในโลกนี้ไม่มีใครได้อะไรมาโดยปราศจากอุปสรรค์ก่อนที่คนเราจะประสบความสำเร็จก็ต้องพบเจอกับอุสรรค์ทุกคน และเราต้องฟันฝ่าอุปสรรค์ไปให้ได้อย่าท้อแท้หรือถอดใจค่อยๆ ก้าวไปอย่างช้าๆ แต่มีสติ

คิดบวกเข้าไว้อย่างในตัวอย่างของหนังสือเล่าว่า กบแข่งกันขึ้นเสาไฟพวกกองเชียก็ต่างพูดว่าขึ้นไม่ได้หรอกดูถูกต่างๆนาๆกบหลายตัวหล่นลงมาทีละตัวๆ แต่มีกบตัวหนึ่งพยายามจะขึ้นให้ได้จนมันสามารถทำสำเร็จกบทุกตัวต่างสงสัยว่าทำไมกบตัวเล็กๆ จึงมีพลังที่จะปีนขึ้นเสาไฟและทำให้ประสบความสำเร็จได้อย่างไร เรื่องกลับกลายเป็นว่า แท้จริงแล้วเจ้ากบน้อยตัวนั้นหูหนวก ดังนั้นเมื่อเวลาจะทำงานอะไรก็ตามให้ประสบความสำเร็จ เราต้องทำตัวให้คล้ายกับกบตัวนั้นคือต้องทำตัวให้เป็นคนหูหนวกเสียบ้าง คิดในทางบวกเข้าไว้คิดว่าเราทำดีแล้วและเราทำได้อย่าให้ความคิดที่เป็นลบมาแซรกแซงความคิด อย่าดูถูกตัวเอง และต้องรู้จักให้กำลังใจตัวเองเสมอ

ตัวเอง 30 ลิขิตฟ้า 70 ต้องฝ่าฟัน ชีวิตเราเมื่อผ่านกระบวนการคิดและการตั้งจุดมุ่งหมายแล้วการที่จะทำให้ชีวิตประสบความสำเร็จได้ ต้องฟันฝ่าอุปสรรค์ต่างๆโดยไม่ย่อท้อ อย่ารอโชคช่วยเพราะสิ่งที่มองไม่เห็นเราไม่รู้ว่าจะมาเมื่อไรถ้ามัวแต่รออาจจะต้องรอไปตลอดชีวิต คำว่า 30 ลิขิตฟ้า 70 ต้องฝ่าฟันก็มีความหมายในตัวของมันเองอยู่แล้ว คนเราจะประสบความสำเร็จได้ต้องพึ่งตัวเองเองมากกว่าที่จะไปรอพึ่งโชคชะตา แต่ในบางจริงอยู่การที่จะทำอะไรก็ต้องอาศัยทั้ง 2 ตัวความพยายามและโชคชะตา แต่ถึงยังไงเราก็ต้องพึ่งตัวเองมากกว่า หลังจากนั้นเราก็ต้องคิดถึงผลสำเร็จในวันข้างหน้าสิ่งที่สำคัญในข้อนี้ก็คือ อย่าลืมเป้าหมายของตัวเองเป็นอันขาด จงตั้งหมั่นในเป้าหมายและคิดถึงความสำเจของวันข้างหน้าหากเรารู้สึกว่าเหนื่อยมากและท้อแท้ไม่มีแรกสู้ต่อไปแล้ว จงหยุดและคิดถึงเป้าหมายของตัวเองและคิดถึงความสำเร็จที่เราอยากได้ เช่น การเรียนปริญญาตรีทุกคนมีเป้าหมายเดียวกันคือ ใบปริญญาการที่จะได้มาก็ต้องมีความพยายามมีความอดทนบอกกับตัวเองดสมอ ว่าเป้าหมายของเราคือ ใบปริญญาเวลาสอบขี้เกียจอ่านหนังสือ ท้อแท้เหนื่อยก็หยุดคิดและนำเป้าหมายที่ตั้งไว้มาคิด รวมถึงคิดถึงคนรอบข้างด้วยพยายามคิดว่า เราจะเสียดายเวลาไหมที่ได้มายีนในจุดนี้แล้ว ไม่ประสบความสำเร็จ คนรอบข้างจะเป็นอย่างไร ถ้าจะล้มเลิกที่จะทำวันนี้แล้วความพยายามที่มีมาตลอดเพื่ออะไร เบื้องหลังของความโชคดีของใครบางคนคือ ความทุมเทขยันมุ่งมันและรับผิดชอบต่อเป้าหมายที่ตั้งไว้แต่จะไม่แค่ไม่กี่ครั้งที่จะพูดได้ว่าการประสบความสำเร็จเกิดจากความโชคดี เมื่อมีเป้าหมายที่พร้อมจะก้าวไปต้องมีระยะเวลากำหนดระยะเวลาในการที่จะทำให้ตัวเองประสบความสำเร็จ เช่น การศึกษาเมื่อเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรี ต้องจบตามหลักสูตรและภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้คือ 4 ปี หลังจากที่จบออกมาแล้วก็ต้องมีงานทำที่ดีมีครอบครัวที่ดี เป็นต้น

วางลำดับขั้นของเป้าหมายอย่างชัดเจนและกำหนดระยะเวลาของแต่ละขั้นไว้ด้วยให้ชัดเจนที่สุด หลังจากนั้นก็สำรวจวิเคราะห์ตนเอง และสิ่งที่ต้องทำการวิเคราะห์ตัวเองเป็นสิ่งที่สำคัญมากต้องรู้ว่าตัวเองมีความมั่นใจแค่ไหน มีความพยายามแค่ไหนที่จะพาตัวเองไปถึงเป้าหมาย มีความมุ่งหมั่นมีความหมั่นคงทางอารมณ์แค่ไหน เป็นคนที่มีความรู้ กล้าที่จะเผชิญกับปัญหาหรือไม่ สิ่งที่ตั้งเป้าหมายไว้คือสิ่งที่อยากได้จริงๆใช่ไหม เราต้องดูจากความถนัดเละประสบการณ์ที่ผ่านมาเมื่อเรามีประสบการณ์และเรามีความชอบ เรามักจะให้งานประสบความสำเร็จเสมอ การที่เราจะทำได้ ไม่ได้ก็ต้องดูความสารถของตัวเองว่าจะทำได้แค่ไหนสอบถามตัวเองเสมอว่าอะไรคือสิ่งที่เราไม่ชอบทำ และอะไรคือสิ่งที่เราชอบ ต้องพยายามหาสิ่งใหม่ๆให้กับชีวิตอย่าหยุดนิ่งอยู่กับที่และก่อนที่จะบอกตัวเองว่านี่เหละคือเป้าหมายของฉันต้องหมั่นใจว่าสิ่งนั้นคือสิ่งที่ต้องการจริงๆ เพราะเมื่อได้ลงมือกระทำต่อให้เจออุปสรรค์มากแค่ไหนก็จะพยายามเอาชนะให้ได้

ใจพร้อมสู้กายพร้อมด้วยหรือไม่ เมื่อรู้แล้วว่าอะไรคือสิ่งที่ต้องการและสิ่งที่เราต้องการนั้นเรามีความถนัดอยู่ด้วยมากน้อยเพียงใดเราต้องถามตัวเองก่อนว่า พร้อมหรือยังพร้อมที่จะฟันฝ่าอุปสรรค์ที่จะเกิดขึ้นได้ไหม เรากลัวความล้มเหลวไหมเป็น เราคนสู้งานหนักหรือไม่ กล้าที่จะเสี่ยงกล้าที่จะได้และกล้าที่จะเสียต้องถามตัวเองตลอด และเมื่อใดที่หมั่นใจในคำตอบก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อมทำตัวเองให้แข็งแกร่ง เพื่อที่จะเผชิญกับความเป็นจริงที่จะเกิดขึ้นในขณะเดียวกัน การเตรียมตัวให้พร้อมเพียงอย่างเดียวไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดต้องมีการพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา เพราะการพัฒนาตัวเองในโลกแห่งความจริงและปัจจุบันนี้ มีความก้าวหน้าไปตลอดคนเราต้องรู้จักเรียนรู้ในสิ่งใหม่ หาเหตุผลว่าทำไมคนอื่นถึงคิดต่างจากเรา ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น และเพราะอะไรถึงเป็นเช่นนั้น ต้องพยายามที่จะหาคำตอบและอธิบายเหตุผลให้ได้และในการพัฒนาตัวเองนั้น ต้องหาจุดแข็งจุดอ่อนของตัวเองก่อน เมื่อรู้แล้วต้องยอมรับในจุดนั้นและนำมันมาแก้ไขปรับปรุงในจุดอ่อนของตัวเองเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ถ้าหากยอมรับตัวเองไม่ได้คนในสังคมก็จะไม่ยอมรับตามไปด้วย เช่น คนที่คิดว่าตัวเองนี้ถูกเสมอถ้าเปรียบกับผู้นำก็คงเป็นแบบเผด็จการคือ ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นจากคนอื่นเอาความคิดของตัวเองเป็นใหญ่ทำแบบนี้ส่วนใหญ่งานจะไม่ประสบความสำเร็จเพราะคนอื่นจะไม่มีโอกาสได้เสนอความคิด เพาระถึงยังไงเสนอไปแล้ว คนที่เป็นผู้นำก็ไม่รับฟังความคิดของคนอื่นอยู่ดีจึงทำให้เกิดความไม่หลากหลายทางความคิด ใครที่มีจุดอ่อนในลักษณะที่กล่าวมาข้างต้น ก็ต้องพยายามปรับปรุงตัวเองเพื่อความสำเร็จในอนาคต พอทราบจุดแข็งจุดอ่อน และนำมาปรับปรุงแล้ว เราก็มาวิเคราะห์สิ่งที่จะทำ คือแยกแยะความคิดให้ละเอียดถี่ถ้วน เพื่อที่จะได้มองเห็นองค์ประกอบต่างๆอย่างชัดเจนและต้องเปรียบเทียบให้เป็น ว่าจะทำแบบไหนอะไรที่ทำให้เราได้ประโยชน์มากกว่าและอะไรที่ทำให้คุ้มค่าคุ้มเวลามากกว่าและจากหนังสือ กล่าวว่า WELL BEGUN IS HALF DONE เริ่มต้นด้วยดีเท่ากับสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง เช่น ตัวอย่างนี้เป็นการยกขึ้นมาเองใน การเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยหารใครสามารถทำ เกรดในเทอมแรกได้ดีก็ถือว่าเป็นความสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่งเพราะในเทอมแระเกรดจะได้มากไม่มีตัวหารอะไรแต่ถ้าต้องการจะให้ประสบความสำเร็จในขั้นต่อๆ ไปก็ต้องเรียนรู้และมีความพยายามอย่างมากในการที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้

เราต้องกำหนดวันเริ่มทำและกำหนดวันแห่งความสำเร็จอย่าเอาแต่ใช้คำว่าอยากๆๆๆแต่ต้องลงมือกระทำด้วย กำหนดเลยว่าจะลงมือทำวันไหน จะทำอะไรก่อนและกำหนดวันเลยว่า จะต้องเสร็จภายในวันไหนการที่จะรู้ว่าจะเสร็จวันไหนก็ต้องมีการคำนวลเวลาก่อนว่าจะนานหรือเร็วไปไหม ต้องทำการแก้ไขปรับเปลี่ยนจนแผนที่ตั้งไว้ลงตัวและ นำไปแปะบนผนังตรงที่สะดุดตาที่สุดเพื่อเป็นการกระตุ้นและคอยเตือนไม่ให้ขี้เกียจ และอะไรที่เราได้ทำไปแล้ว ก็ทำเครื่องหมายบอกไว้และสิ่งไหนที่ยังไม่ได้ทำตามเวลาที่กำหนดไว้ให้ทำตัวสีแดงใหญ่ เช่น การเรียนหนังสือเราต้องเขียนว่า ต้องทำอะไรบ้าง ในแต่ละวันการบ้านมีวิชาอะไรต้องทำสิ่งไหนก่อนดีก็เรียงลำดับไว้หลังจากนั้น ก็ลงมือทำอันไหนที่เราทำเสร็จแล้ว เราก็ทำเครื่องหมายบอกไว้ ส่วนอันไหนที่ยังไม่ทำแล้วเลยเวลาที่กำหนด ก็ทำเป็นตัวสีแดงใหญ่ เพื่อเตือนสติแล้วลงมือกระทำในสิ่งที่ต้องทำ และจากหนังสือที่อ่านก็กล่าวว่า หัวใจที่ยิ่งใหญ่จะมีเป้าหมายส่วนหัวใจทั่วไปจะมีแต่ความปรารถนา คือ คนที่จะประสบความสำเร็จได้จริงๆ ต้องมีเป้าหมายและต้องไปให้ถึงเป้าหมายให้ได้ ส่วนคนที่ได้แต่ปรารถนาว่าอยากแต่ไม่ทำก็คงได้ปรารถนาก็เป็นแค่คนธรรมดาๆ
10 คนทำ

ทุกคนสามารถที่จะคิดได้แต่จะมีสักกี่คนที่กล้านำความคิดนั้น มาลงมือทำในในการลงมือทำ เราต้องทำในสิ่งที่สำคัญก่อนเรื่องไหนที่ไม่สำคัญเอาไว้ที่หลัง และปัญหาในในการลงมือกระทำนี้ก็คือ พอถึงเวลาทำจริงๆก็เราก็มัวแต่ทำงานที่เราสนใจมากกว่าทั้งที่ก็ไม่ได้สำคัญมากนัก แต่ก็อยากที่จะทำเราต้อง ห้ามตัวเองให้ได้โดยการเรียงลำดับความสำคัญงานไหนด่วน งานไหนที่ต้องส่งก่อนก็เก็บไว้ทำก่อนแน่นอนอยู่แล้วว่า งานมันมีเยอะอย่ามัวแต่คิดว่า งานเยอะไม่รู้ว่า จะหยิบอะไรมาทำก่อน จึงไม่ได้ทำอะไรเลยปล่อยให้เป็นดินพอกหางหมูในทางตรงกันข้าม หากหยิบขึ้นมาทำไม่ว่างานจะเยาะแค่ไหน ก็สมารถทำให้เสร็จเรียบร้อยได้ ในที่สุดเมื่อเราคิดไม่ออกคิดคนเดียวอาจจะทำให้งานออกมาไม่ดีเท่าที่ควร เราก็หาคนช่วยคิดหาคน และคนที่ช่วยคิดนั้น ไม่จำเป็นต้องเก่งและมีความเชี่ยวชานในด้านนั้นเสมอไปแต่ปรึกษาคนที่มีประสบการณ์ก็ได้ ไม่มีใครประสบความสำเร็จได้คนเดียวโดยผู้อื่นไม่อาศัยผู้อื่น การที่คนเราจะประสบความสำเร็จได้ก็ต้องอาศัยทีมงานตรงกับสุภาษิตที่ว่า คนเดียวหัวหายสองคนเพื่อนตาย หลังจากที่ได้คนปรึกษาแล้ว ต้องบริหารเวลาแบบมืออาชีพการบริหารเวลาแบบมืออาชีพ ก็คือวันมี 24 ชั่วโมง แต่เราอย่าให้หนึ่งวันมีเวลาแค่นั้น เราคงทำอะไรได้ไม่มาก บางคนบอกเวลาเหลือพอที่จะไปเดินเล่น ชอบปิ้ง แต่บางคนกลับไม่มีเวลาเลย การที่คนสองคนมีเวลาว่างไม่เท่ากันก็เกิดจากการบริหารเวลา การบริหารเวลาดีแสดงว่า คนนั้นมีความรับผิดชอบและมีเวลาว่างพอที่จะทำกิจกรรมต่างๆเพื่อหาความสุขเข้าตัวเอง แต่พวกที่ไม่มีเวลาแสดงว่า พวกนี้ใช้เวลาว่างไม่เป็นประโยชน์ทำให้ไม่มีเวลาทำงานจึงทำให้งานที่ค้างเยอะแยะมากมายทำให้ไม่มีเวลาว่างในการทำงานเวลาของคนทุกคนในหนึ่งวันมี 24 ชั่วโมงเท่ากันขึ้นอยู่กับว่าใครจะใช้เวลาอย่างคุ้มค่าที่สุดเลิกขี้เกียจ เลิกพลัดวันประกันพรุ่ง ไร้สาระให้น้อยลงอีกเท่านี้ก็ถือว่า เป็นคนที่บริหารเวลาได้ดี การปฏิบัติตัวก็ต้องทำอย่างมีขั้นตอนและมีระเบียบวินัยกับตนเอง อะไรควรทำก่อนอะไรควรทำที่หลังบวกกับการมีวินัยในตัวเอง เส้นทางสู่ความสำเร็จอยู่แค่เอื้อม วินัยในตัวคนมีไม่เหมือนกันบางคนมีมากและบางคนมีน้อยมาก แต่ถ้าจะให้ดีก็อย่าให้ตึงหรือหย่อนเกิดไปเดินทางสายกลาง อย่าที่พระพุทธเจ้าได้บอกไว้หลังจากนั้นเราต้องวางแผนอย่างชัดเจน แผนพวนนี้นอกจากจะบอกให้รู้ว่า มีอะไรต้องทำตอนไหนบ้างแล้วยังบอกให้รู้ด้วยว่า ต้องเตรียมตัวอย่างไรถ้ามีปัญหานี้เกิดขึ้นจะกระทบอะไรในอนาคตบ้างเมื่อรู้ก่อนก็เตรียมรับมือได้สบายๆหลังจากทำการวางแผนแล้วแผนฉุกเฉินก็ต้องมีด้วย

แผนฉุกเฉินต้องมี หากมีเหตุการณ์ฉุกเฉินที่เราไม่ได้คาดคิดว่าจะเกิดขึ้นเราจะแก้ไขปัญหาได้ทันเวลา ถึงแม้เหตุการณ์ร้ายๆไม่เกิดขึ้นก็ยังดี ถือว่าเป็นคนมีความรอบคอบ ตัวอย่างในหนังสือบอกว่า ถ้าเราทำกิจการขนส่ง ช่วงแรกก็ได้กำไรดี แต่ถ้าหากวันหนึ่งน้ำมันเกิดแพงมา จะต้องทำอย่างไร ถ้ามีแผนสำรองไว้ไม่เสียหาย ถ้าหากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินจะได้นำมาแก้ไขได้ แต่ถ้าไม่มีแผนสำรอง หากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินเราก็ได้แต่ยืนดูความล้มเหลว โดยไม่ได้ทำอะไรเลย ถือว่าคนแบบนี้เป็นคนประมาท

ปัญหาและอุปสรรค์ คือการเรียนรู้ในโลกนี้ทุกคนต้องพบเจอกับปัญหาทั้งนั้น ไม่มีใครหรอกที่จะทำอะไรก็ราบรื่นไปเสียหมด เราต้องรู้จักพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส เมื่อเราเจอกับปัญหามารุมเล้าให้ขาดสติเราต้องหยุดพักทำใจให้สบาย แล้วค่อยกลับมาคิดแก้ไขใหม่ โดยใช้สติ การที่คนเราได้พบเจอกับปัญหาใหม่โดยใช้สติ การที่คนเราได้พบกับปัญหาและอุปสรรค์บ่อยครั้ง จะทำให้แข็งแกร่งขึ้นและตอนนั้น จะทำให้มันเป็นโอกาสที่ดีสำหรับตัวเรา เช่น จากตัวอย่างในหนังสือบอกว่า มีชายแก่เลี้ยงเจ้าล่าโง่อยู่ตัวหนึ่ง ชายแก่จูงเจ้าลาไปอยู่ดีๆ เจ้าลาตกท่อ ทำให้ขึ้นมาไม่ได้ ชายแก่ก็ไปขอให้ชาวบ้านมาช่วย แต่ก็หมดหนทาง ชายแก่ถอดใจจึงบอกให้ชาวบ้านขุดดินกลบเจ้าลาตัวนั้นซะ ในขณะที่ชาวบ้านกำลังนำดินกลบลงไป หลังของเจ้าลาก็สัมผัสกับดิน เจ้าลาสะบัดตัวทำให้ดินลงมาจากตัว แล้วก็เอาเท้าเหยียบ ทำให้เจ้าลาจากอยู่ลึกก็สามารถขึ้นจากบ่อได้ในที่สุด นิทานเรื่องนี้เป็นตัวอย่างที่ดีเลย ว่าการเจอกับปัญหาและอุปสรรค์อย่ามัวแต่ถอดใจ และจงพริกวิกฤตให้เป็นโอกาสเหมือนเจ้าลาตัวนั้น

ให้กำลังใจตัวเอง กำลังใจเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เมื่อยามใดที่ท้อแท้ เหนื่อยหน่าย ขอเพียงแต่เรามีกำลังใจก็จะสามารถผ่านพ้นวิกฤตนั้นไปได้ เราต้องมองว่าเรายังมีวันพรุ่งนี้อยู่ เมื่อท้อพักได้แต่อย่าถอย เพราะเมื่อถอยเมื่อไรก็จบทันทีเราต้องมองโลกในแง่ดีคิดในสิ่งที่ดีๆ และทำในสิ่งที่ดีๆผลดีก็จะตอบสนองกับตัวเราเอง อย่าทำเป็นคนลืมตัวเป็นวัวลืมตีน ต้องไม่ลืมอดีตของตนเองว่า ได้พบเจออะไรมาบางสามารถฟันฝ่าอุปสรรค์อย่างยากเย็นแค่ไหนกว่า จะได้มายืนอยู่จุดนี้เราต้องเป็นคนรู้จักศึกษาชีวิตของคนอื่นการเอาใจเขามาใส่ใจเรา เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขเชื่อไหมว่าเวลาเราท้อแท้หรือเหนื่อยใจมากที่สุด เราจะมีครอบครัวอยู่ข้างๆเราเสมอไม่ว่าเราจะดีหรือทำผิดมายังไง ครอบครัวจะอยู่ข้างเราเสมอ เมื่อเวลาได้อยู่กับครองครัวคุณรู้สึกไหมว่ามันอุ่นใจและมีกำลังใจที่จะสู้ต่อไป และก้าวต่อไปกล้าที่จะเผชิญ กับปัญหาที่จะเกิดขึ้นอย่างมีกำลังใจที่ดีที่สุด
1 คนสำเร็จ

คนที่สามารถทำได้สำเร็จจากคนนับร้อยคุณคือผู้ชนะ และคุณคือที่ 1 สำหรับตัวคุณเองอดทนเพื่อความสำเร็จ หากคุณคิดจะทำตามขั้นตอนที่กล่าวมาทั้งหมด ข้างต้น เพื่อความสำเร็จมันก็ขึ้นอยู่แค่เอื้อม แต่การที่จะประสมความสำเร็จจริงๆ เวลาอาจไม่ได้อยู่ตามแผนที่วางไว้จริงๆ อาจจะมากหว่านั้นเป็นเท่าตัวเลย เช่น คุณตั้งเป้าหมายไว้ 4 ปีจะประสบความสำเร็จ แต่เอาเข้าจริง 5-6 ปี นี้เหตุที่ต้องใช้คำว่าอดทนเพื่อความสำเร็จในวันข้างหน้า คุณอาจคิดว่าการรอคอยเป็นสิ่งที่ทรมารมาก รู้สึกเหนื่อยกับการที่ต้องมาอดทน แต่การอดทนเป็นเหตุให้คุณประสบความสำเร็จได้ และความสำเร็จที่ได้มาเป็นสิ่งที่มีค้าหอมหวานที่สุด

ทำตัวให้เป็นเหมือนน้ำครึ่งแก้ว เพราะว่าน้ำครึ่งแก้วเปรียบว่ามีความรู้ในระดับพื้นฐานแล้ว และพร้อมที่จะรับเอาสิ่งใหม่ๆ เขามาเสมอ ผิดจาดน้ำเต็มแก้ว เอาอะไรไปก็มีแต่ล้นออกไม่ยอมรับสิ่งใหม่ๆ ส่วนในแก้วไม่มีน้ำอยู่เลย รับเอามาเติมที่โดยไม่มีความรู้หรือพื้นฐานอะไรให้กับตัวเองเลยนี้ไงถึงบอกว่า ให้ทำตัวเป็นน้ำครึ่งแก้วไม่ทิ้งสิ่งเก่าๆ และยอมรับในสิ่งใหม่ๆ มาใช้ในการดำเนินชีวิต การทำแบบนี้สามารถทำให้ชีวิตประสบความสำเร็จได้ง่าย ถ้าจะมองอีกด้านหนึ่งก็คือ เป็นคนที่มีการปรับตัวอยู่ตลอดเวลายอมรับสิ่งใหม่ๆ

การเรียนรู้ตลอดเวลา การเรียนรู้เป็นสิ่งที่สำคัญมากคนเราจะประสบความสำเร็จได้นั้น ต้องมีการเรียนรู้ การเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ที่เราไม่เคยรู้มาก่อน การเรียนรู้ไม่จำเป็นต้องเรียนรู้ในตำราเรียนเท่านั้น เราต้องรู้จักเรียนรู้ด้านประสบการณ์ ประสบการณ์เป็นการเรียนรู้อีกทางหนึ่งที่สำคัญมาก เพราะการมีประสบการณ์การสังเกต สิ่งรอบตัวเป็นประโยชน์ต่อตัวเราเองทั้งสิ้น ทำให้เราได้รู้ได้จดจำในสิ่งที่เราไม่เคยรู้มาก่อน เพื่อนำมาใช้ในการดำเนินชีวิต โดยการนำมาใช้หรือประยุกต์ใช้ เราก็ต้องจำแต่สิ่งที่ดีๆ และสิ่งไหนที่ไม่ดีก็เก็บไว้ในใจ ไม่ต้องแสดงออกมา จะให้ดีลบมันออกจากจิตใจ คิดแต่สิ่งดีๆ

รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น การบริการงานที่ดีหรือการทำงานที่ดี เราต้องยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น เพื่อที่จะได้แนวความคิดที่หลากหลาย การตัดสิ้นใจทำอะไรก็จะทำได้ดีที่สุด มีคำคำหนึ่งมักจะมาพร้อมกันเสมอ คือ ปัญหากับความสำเร็จ การที่คนเราจะประสบความสำเร็จได้ ต้องพบเจอกับปัญหาด้วยกนทั้งนั้น ปัญหามีไว้ให้แก้ ปัญหาสร้างความเข็งแกร่งให้กับตัวเรา ปัญหาทำให้เราสามารถที่จะฟันฝ่าให้ประสบความสำเร็จได้

10 วิธีรับมือกับปัญหา

มองว่าการแก้ปัญหาเป็นสิ่งที่ท้าทาย
การทำอะไรข้อมูลต้องสมบูรณ์
มีมุมมองในเชิงบวก
เป็นนักฟังที่ดี
บันทึกเรื่องราวที่เกิดขึ้น
ลดและควบคุมความเครียด
เรียนรู้ที่จะรับมือกับความเสี่ยง
เรียนรู้วิธีการปฏิเสธ
อย่าพยายามเปลี่ยนให้คนอื่นเป็นอย่าที่ต้องการ
อย่าทำหลายๆเรื่องพร้อมกันในเวลาเดียวกัน

ต้องรู้จักการทำงานเป็นทีม ถ้าจะฉายเดี่ยวก็ได้เมื่อไรที่ต้องการฉายเดี่ยว คุณต้องกลั่นกรองความคิดให้ดีเป็นรูปธรรม ให้ทุกคนมองเห็นภาพและ ก่อนที่เราจะไปทำงานเป็นทีมเราต้องแสดงศักยภาพของเราให้เพื่อนในกลุ่มเห็นก่อน เพราะการทำงานในบางครั้ง เราต้องพึ่งพาความสามารถของตัวเอง เป็นหลัก คนทุกคนมีความรู้ความสามารถในด้านต่างๆไม่เท่ากัน การทำงานแต่ละงานก็แตกต่างกันต้องอาศัยทักษะของทุกคนในทีม เพื่อที่จะมาทำงานให้เกิดประสิทธิภาพ การทำงานเป็นทีมทุกคนในทีมต้องมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน ทุกคนในทีมมีความสำคัญทั้งหมด เคารพสิทธิของบุคคลอื่น มีกฎระเบียบที่ชัดเจนและต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด จากหนังสือให้กลอนมา ร่วมใจ ร่วมคิด ร่วมทำ คำ 3 คำที่จะนำพาทีมไปสู่จุดมุงหมาย

การทำงานที่ดีเราต้องมีความเป็นผู้นำ เพราะการตัดสินใจคิดทุกอย่าง อยู่ในความรับผิดชอบของเรา การตัดสินใจที่ดีต้องเป็นการตัดสินใจที่เด็ดขาด ไม่ลังเล การเป็นผู้นำที่ดี คือต้องมีความรู้ในเรื่องที่จะทำมากที่สุด ต้องมีความอดทน ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น เป็นคนที่ไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่เปิดเสรีภาพ ทางความคิด รับสิ่งใหม่ๆเขามาเสมอ การที่คนใดคนหนึ่งจะเป็นผู้นำได้ เป็นเรื่องง่าย แต่จะเป็นผู้นำที่ดีได้นั้นเป็นเรื่องยากที่เดียว การเป็นผู้นำแล้วพาทีมประสบความสำเร็จถือว่าเป็นผู้นำที่ดีที่สุด
ความสำเร็จของชีวิต

การที่คนเรามีงานที่มั่นคง มีครอบครัวที่ดี คือประสบความสำเร็จสูงสุดที่ตั้งเป้าหมายไว้แล้วเราก็ต้องรู้จักแบ่งเวลาให้เป็น คือเวลาทำงานก็ต้องทำให้ดีที่สุด ส่วนเวลาที่เหลือก็ต้องแบ่งให้ครอบครัว เพราะครอบครัวเป็นกำลังใจที่สำคัญในการทำให้ชีวิตประสบความสำเร็จ

รู้จักพอ พอใจในสิ่งที่มีและเป็นอยู่ในตอนนี้ อย่าหลงใหลในลาบยศ คำว่าพอใช้ได้หลายทาง เช่น ต้องรู้จักใช้เงินพอประมาณ คือไม่ใช้เงินสุรุยสุราย ใช้อย่างมีสติ และคำว่าพอในเงินทอง แค่เรามีอยู่มีกินมีความสุขก็พอแล้วไม่ต้องดินรนจนทำให้รู้สึกเหนื่อยหน่าย จนทำให้ไม่มีความสุขในชีวิต แค่เรารู้จักคำว่าพอ คำเดียวก็ทำให้ชีวิตเรามีความสุขได้

ความกตัญญูเป็นสิ่งที่สำคัญมาก การรู้คุณคนเป็นสิ่งที่ดีเป็นอย่างยิ่ง การที่เราประสบความสำเร็จจนได้มายืนอยู่ตรงจุดนี้เพราะใคร เราต้องตอบแทนพระคุณคนที่มีพระคุณต่อเรา เราต้องย้อนกลับไปคิดว่าถ้าไม่มีพวกเขาในวันนั้น ในวันนี้เราจะได้มายืนอยู่จุดนี้ไหม ความกตัญญูเป็นผลดีกับตัวเราหากเรารู้จักตอบแทนบุญคุณ เราจะล้มสักกี่ครั้งก็ยังจะมีคนยื่นมือมาช่วยเราเสมอ

เราต้องทำตัวเสมอต้นเสมอปลายอย่าทำเป็นวัวลืมตีน แต่ก่อนเคยปฏิบัติตัวอย่างไรปัจจุบันก็ทำอย่างนั้นด้วย ไม่ใช่ประสบความสำเร็จแล้วจะลืมว่า เมื่อก่อนเคยเป็นอย่างไร นี้เป็นการปฏิบัติตัวไม่ถูกต้อง ต้องไม่ลืมผู้มีพระคุณ ไม่ลืมเพื่อนฝูงที่เขาฟันอุปสรรค์มากับเรา นึกถึงเขาอยู่เสมอ แล้วจะทำให้ประสบความสำเร็จ เราต้องรู้จักคบคนให้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นคนดีหรือไม่ดี แต่การคบคนดีย่อมจะพาไปในทางที่ดีเสมอ คนไม่ดีถึงเราไม่อยากคบแต่หากจำเป็นที่จะต้องคบก็ต้องเตือนสติตัวเองว่าอย่านำพาตัวเองเข้าไปในทางที่ไม่ดี คบไว้รู้ว่าไม่ดีก็อย่าทำตาม แต่ควรนำมาใช้กับตัวเอง คือการที่เรารู้ว่าคนไหนปฏิบัติตนอย่างไร มีสติจนต้องบอกตนเองว่า สติติดตัวอย่าได้ขาด มีสติทำให้เราพ้นภัยจากอันตรายทั้งสิ้น เช่น สมมุติเราจะถูกลากไปข่มขืน ถ้าเราขาดสติเราก็จะต่อสู้ดิ้นร้น ร้องโว้ยวาย อาจทำให้ โจนฆ่าเราได้ หากเรามีสติ พุดกับมันดีๆ ทำเป็นยอมแล้วหาจังหวะที่มันเผลอ ชีวิตเราก็จะปลอดภัย

การที่คนเราจะประสบความสำเร็จได้เป็นสิ่งที่ยากแต่ถ้าหากเราทำอย่างตั้งใจและไม่ย่อท้อมีความพยายามมีความคิด มีการวางแผน การตั้งเป้าหมายให้กับชีวิต มีความอดทนรอในสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เราต้องมีความกตัญญู ไม่ลืมตน หาสิ่งใหม่ๆให้กับชีวิต ใฝ่หาความรู้และสิ่งที่สำคัญต้องมีสติในการทำทุกขั้นตอน ทั้งหมดจะทำให้ชีวิตประสบความสำเร็จได้
เราต้องทำตัวให้เหมือนเป็ด เพราะเป็ดทำอะไรได้หลากหลายอย่าง ไม่ว่าจะเดิน ลอยน้ำ หรือบิน เป็ดก็สามารถทำได้ เปรียบเหมือนกับคนเรา ต้องมีความสามารถหลากหลายด้าน ต้องมีการปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ต่างๆ ให้ได้อย่างดี และมีประสิทธิภาพ

สรุปโดย กาญจนา ดวงแก้ว ผลงานเขียนหนังสือ 100 คนคิด 10 คนทำ 1 คน ของ พรหมมาตร์ ชายสิม

แนวทางในการบริหารเวลาให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

GETTING ORGANIZED AT WORK นี่สิ .. มืออาชีพ
แนวทางในการบริหารเวลาให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

เวลา เป็นสิ่งที่มีค่า และคุณต้องรู้จักที่จะจัดการบริหาร เวลาของคุณให้ได้ประโยชน์สูงสุด หัวใจสำคัญ คือ การปฏิบัติ โดย เลือกความคิด และกลยุทธ์ที่สามารถนำมาปรับใช้ได้กับตัวคุณ แล้ว ก็ลงมือทำให้เกิดผล
คุณสามารถเลือกที่จะเป็นผู้บริหารจัดการเวลาในแต่ละวัน หรือ เป็นผู้ที่ถูกควบคุมโดยเวลาได้เช่นกัน ทุกสิ่งทุกอย่างนั้น ขึ้นอยู่กับการจัดระเบียบวินัยให้ตนเอง คุณสามารถควบคุมเวลาในแต่ละวัน

• เปลี่ยนกระบวนการทางความคิด : คุณสามารถควบคุมเวลาได้มากกว่าที่คุณคิด แต่คุณต้องเริ่มลงมือปฏิบัติ และจัดการกับกิจกรรมต่างๆ ในแต่ละวัน
• อดทนให้มากขึ้น : คุณควรทำงานอย่างค่อยเป็นค่อยไป แทนที่จะวิ่งพล่านไปรอบๆ ไม่รู้ว่า จะทำอะไรก่อนหลัง
• ควรมีระเบียบวินัยมากขึ้น : ถ้าคุณไม่มีระเบียบวินัยคุณจะทำงานอย่างไม่เป็นระบบ และใช้เวลา ไปกับการทำงานอย่างไร้ประสิทธิภาพ
• ทำแต่ละงานให้เสร็จแทนที่จะทำงานนั้นทีงานนี้ที เมื่อคุณได้รับการร้องขออะไรก็ตาม พยายามจัดสรรเวลาเพื่อดำเนินการตามคำขอนั้นๆ
• ทำงานแต่ละอย่างเหมือนบุคคลที่ประสบความสำเร็จเขาทำกัน

ระวัง หากคุณไม่มีจุดหมายปลายทางที่ชัดเจน คุณอาจไปไม่ถึงจุดหมายปลายทางที่ตั้งไว้
ขั้นตอนแรกของการบริหารการทำงานในเวลาคือ รู้ถึงความต้องการหรือเป้าหมายที่ต้องการทำงานนั้นๆ ให้แล้วเสร็จ

การตั้งเป้าหมายที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
1. เข้าใจความสำคัญงานขององค์กรในภาพรวม ควรรู้ว่าเป้าหมายของหน่วยงานคืออะไร
2. รู้ว่าผู้บริหารขององค์กรให้ความสำคัญกับงานใดบ้าง
สิ่งที่ควรดำเนินการเมื่อได้รับมอบหมายโครงการ
• นำประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมาปรับใช้กับปัจจุบัน
• วิเคราะห์ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในอดีต

การวางแผนงานอย่างมีประสิทธิภาพ
• บันทึกแผนงานอย่างละเอียด
• สื่อสาร
• ตั้งรางวัลตอบแทนความสำเร็จในแต่ละขั้นตอนการทำงาน
การผัดวันประกันพรุ่ง ทำให้งานที่ง่ายนั้นยากยิ่งขึ้น และงานที่ยากอยู่แล้วนั้นยิ่งยากขึ้นไปอีก
• แนวทางที่ดีที่สุดที่จะจัดการกับการผัดวันประกันพรุ่ง คือ การแบ่งงานออกเป็นส่วนๆ และค่อยๆ ทำให้เสร็จไปแต่ละวัน
• ควรทำงานที่ได้รับมอบหมายในช่วงเช้าของวัน คุณจะมีพลังและสมาธิในช่วงเช้ามากกว่าช่วงอื่นๆ ของวัน อาจเริ่มจากภารกิจเร่งด่วนก่อน และตามด้วยภารกิจประจำวัน
• ควรลดความตื่นตระหนกเมื่อได้รับมอบหมายงานที่เร่งด่วน ผู้ที่สามารถทำงานภายใต้แรงกดดันได้ คือ ผู้ชนะ ส่วนคนที่ชอบฉายเดี่ยวทำตัวเป็นฮีโร่ อาจไม่เหมาะสมที่จะเป็นเพื่อนร่วมงานและลูกน้องที่ดี

การจัดทำเป้าหมายของงาน จะทำให้การจัดลำดับความสำคัญของงานง่ายยิ่งขึ้น
• เมื่องานล้นมือ ควรบันทึกงานนั้นๆ ในรายละเอียด ที่จะช่วยประหยัดเวลาในการทำงานและป้องกันการเข้าใจผิด
• ควรบันทึกข้อมูลคร่าวๆ ด้วยความรวดเร็ว โดยไม่กังวลเรื่องการจัดลำดับความสำคัญของข้อมูล แต่คิดว่าเป็นการทุ่มข้อมูลต่างๆ ลงไปเก็บไว้ในคลังสมอง
• ควรหาเวลาในช่วงหลังเลิกงานเพื่อเตรียมงานสำหรับวันรุ่งขึ้น
• ควรทำงานที่สำคัญให้เสร็จก่อนพักเที่ยงวัน เพื่อที่คุณจะได้มีสมาธิ และมีพลังทำงานมากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้การทำงานทั้งสองชิ้น หรืองานใดงานหนึ่งให้แล้วเสร็จ ประหยัดเวลาทำงาน และลดข้อผิดพลาด การทำงานในแต่ละวันจะดำเนินไปอย่างราบรื่น เพราะคุณได้ทำงานที่สำคัญเสร็จสิ้นไปแล้ว
• คุณต้องบริหารชีวิตการทำงานควบคู่ไปกับชีวิตส่วนตัว

ระยะเวลาที่คุณนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน กับปริมาณงานที่คุณทำในแต่ละวันนั้น ไม่ใช่สองสิ่งที่มี ความสัมพันธ์กัน

• ควรพักระหว่างการทำงาน การศึกษาพบว่าคนเราจะมีสมาธิได้นานถึง 90 นาที หลังจากนั้น ควรพักสัก 10 นาที เพื่อเติมพลัง ระหว่างพักอาจดื่มน้ำ และ/หรือทำกิจกรรมส่วนตัว
• ควรเริ่มทำงานก่อนเวลาและกลับบ้านตรงเวลา ซึ่งจะดีกว่าเริ่มงานตรงเวลาและกลับบ้านช้า
จัดลำดับความสำคัญของงาน
• สาเหตุหลักที่ทำให้คนเราจัดลำดับความสำคัญของงานได้ไม่
ถูกต้องก็คือการพยายามที่จะจัดลำดับความสำคัญ
โดยขาดข้อมูลที่บอกว่า ทำไมงานนี้จึงมีความสำคัญ และมีกำหนดส่งเมื่อไร
• รู้ว่าอะไรมีความสำคัญต่อผู้บังคับบัญชา

คนที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ได้เรียนรู้วิธีที่จะต่อรองเพื่อจัดการกับสิ่งต่างๆ ที่แทรกเข้ามาในตารางชีวิตประจำวัน
• คุณควรถามเมื่อได้รับมอบหมายงาน และถามถึงกำหนดเวลาส่ง ถ้าเขาไม่แจ้ง คุณก็ควรถาม เพราะถ้าคุณไม่ทราบ คุณจะไม่สามารถจัดลำดับความสำคัญของงานได้ ถ้าคุณขาดข้อมูลดังกล่าว
• บันทึกสิ่งที่ต้องทำและวงวันส่งงานในปฏิทินไว้ด้วย เมื่อคุณมีความมุ่งมั่นที่จะทำงานให้แล้วเสร็จ คุณควรรักษาคำมั่น หากคุณไม่สามารถทำตามคำพูดได้ คุณจะสูญเสียอำนาจการต่อรอง
• จากการศึกษาพบว่าผู้ที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน มักเป็นคนทำงาน ทีละอย่าง เนื่องจากใช้เวลาในการทำงานน้อยกว่า นอกจากนั้นยังจะทำให้มีสมาธิและเกิดข้อผิดพลาดน้อยกว่าการทำงานนั้นงานนี้ที
• ความสามารถที่จะทำงานได้หลากหลายเป็นทักษะที่อาจได้รับความชื่นชม และเป็นคุณสมบัติที่ถ้าใครมีแล้ว หลายองค์กรอยากรับเข้าทำงาน แต่ในความเป็นจริง การทำงานที่หลากหลายในเวลาเดียวกันมักทำให้ขาดประสิทธิภาพในการเผชิญกับปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นผลจากความสามารถในการบริหารจัดการเวลาที่ต่ำ
• คุณจะสามารถหลีกเลี่ยงการทำงานหลายอย่าง ซึ่งทำได้สองทาง คือ ทางหนึ่งขึ้นอยู่กับความสำคัญ และอีกทางหนึ่งขึ้นอยู่กับความเร่งด่วนของงานที่เข้ามาแทรกเวลาทำงาน

หากคุณต้องการทำงานให้เสร็จ เพื่อที่จะกลับบ้านได้เร็วขึ้น 2 ชั่วโมง คุณควรเริ่มจากการตัดกิจกรรมต่างๆ ที่จะเอาเวลา 2 ชั่วโมงของคุณออกไป
• ควรจัดเวลาการทำงานโดยคำนึงถึงสภาพความเป็นจริงเป็นหลัก และควรคิดถึงเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่ได้คาดไว้ล่วงหน้าด้วย
• การทำงานจะมีประสิทธิภาพมากกว่าถ้าคุณใช้เวลาประมาณ 15 นาทีระหว่างช่วง ที่คุณพัก หรือ 1 ชั่วโมงระหว่างรอทำงานสำคัญ ในการอ่านและเขียนอีเมล์ ตอบข้อความและประสานงานทางโทรศัพท์ก่อนที่จะเริ่มทำงานสำคัญอื่นๆ ต่อไป

จัดระเบียบโต๊ะทำงานของคุณ
ระเบียบก็คือ ผู้จัดการของเวลาที่ดีที่สุด หากไม่มีการจัดระเบียบในการทำงานที่ดี
จะทำให้คุณสูญเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์
• การมีโต๊ะทำงานที่รกจะทำให้คุณเสียเปรียบในการทำงานอย่างน้อย 3 ประการ ประการแรก คุณต้องใช้เวลา 45 นาทีเป็นประจำทุกวันเพื่อค้นหาเอกสารและบันทึกบนโต๊ะ ซึ่งจะทำให้คุณขาดสมาธิและเวลาในการทำงาน
• ควรเก็บเอกสารที่จะต้องใช้ในปัจจุบันไว้บนโต๊ะทำงาน หรือคุณใช้ทำงานอยู่ขณะนี้รวมถึงในอีก 4 สัปดาห์ข้างหน้า
• แยกเอกสารในอดีตหรือเอกสารที่ใช้งานเสร็จแล้วออกจากโต๊ะ
• แยกเอกสารในอนาคตออกจากโต๊ะ

การมีระเบียบเป็นหลักการที่เป็นประโยชน์ที่สุดในการบริหารทุกสิ่งทุกอย่าง ซึ่งหลักการก็คือ มีที่ไว้สำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง และต่างอยู่ในที่ที่ควรจะอยู่
• ไม่ควรวางเอกสารหลายๆ ประเภทไว้บนโต๊ะทำงาน
• จัดเอกสารทีละเล็กละน้อยทุกๆ วัน จะช่วยลดปริมาณเอกสารที่กองพะเนินได้
ควรนำเอกสารที่ไม่ต้องการออกไปทิ้ง และทบทวนระบบเอกสารต่างๆ เป็นประจำทุกวันศุกร์ เพื่อทิ้งเอกสารที่เป็นสำเนาหรือเอกสารที่ไม่ต้องการออกไป
• ควรทำความสะอาดโต๊ะทำงานเป็นประจำทุกวันทั้งเมื่อเสร็จงานและเมื่อถึงที่ทำงาน เพื่อที่จะไม่ต้องกังวลเรื่องการวางเอกสารที่เป็นความลับ หรือที่มีโอกาสเสียหาย

การสื่อสารควรมีความสะดวกและมีประสิทธิภาพ โดยการแบ่งสรรเวลาสำหรับการใช้โทรศัพท์ไปหาบุคคล โดยช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดอาจเป็นเวลา 11.30 น. ถึงเที่ยงและก่อนเลิกงาน
• โดยเฉลี่ยแล้ว การโทรศัพท์ที่ไม่ได้มีการวางแผนเอาไว้ จะทำให้คุณเสียเวลาการทำงานมากกว่าการโทรที่ได้วางแผนไว้แล้วถึง 5 นาที การโทรศัพท์ที่มีการวางแผนการสนทนา อาจจะใช้เวลาเพียงแค่ 30 วินาทีก็ได้ ก็เพียงแค่บอกว่าคุณต้องการอะไรเท่านั้น
• จัดสรรช่วงเวลาการโทรศัพท์ประสานงาน โดยใช้เวลาในช่วงเช้าประสานงานที่สำคัญ ช่วงพักกลางวัน และก่อนเลิกงาน เพื่อประสานงานที่มีความสำคัญรองลงมา

มีผู้ยิ่งใหญ่บางคนที่ทำให้บุคคลรอบข้างรู้สึกว่าตัวเองไม่สำคัญ แต่ผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่แท้จริง จะทำให้บุคคลรอบด้าน รู้สึกยิ่งใหญ่เช่นกัน
• การแจกจ่ายงานเป็นหนึ่งในวิธีการบริหารเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ
• ขณะที่แจกจ่ายงาน ควรให้ผู้ใต้บังคับบัญชารับรู้ถึงความเชื่อมั่นที่คุณมีต่อเขา และแสดงให้เห็นโดยให้อิสระแก่พวกเขา ซึ่งส่วนหนึ่งได้แก่การที่ให้เข้ามาปรึกษาหารือกับคุณหากมีข้อสงสัยใดๆ คุณไม่ควรบริหารงานในเชิงแคบ และควรติดตามงาน

ผลการสำรวจพบว่า นักธุรกิจร้อยละ 90 เห็นว่าครึ่งหนึ่งของเวลาที่ใช้ไปในการเข้าร่วมประชุม สามารถที่จะใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มากกว่านี้ โดยเฉลี่ยแล้ว พนักงานจะสูญเสียเวลา 31 ชั่วโมงต่อเดือนในการเข้าร่วมประชุมที่ไม่ได้อะไร
• การประชุมที่ไม่มีประสิทธิภาพ เป็นการประชุมที่ใช้เวลานานเกินกว่าความจำเป็น การหารือไม่เป็นระบบ ผู้เข้าร่วมไม่มีการเตรียมตัวที่ดี และไม่มีการประสานงานกับเพื่อนร่วมงาน
• ควรจัดประชุมเมื่อมีเหตุผล เป็นที่น่าสังเกตว่าการประชุมในหลายวาระเป็นเพียงพบปะประจำสัปดาห์ หรือประจำวัน ในเวลาและสถานที่เดิมๆ ซึ่งความสม่ำเสมอไม่ใช่เป็นสาเหตุของการจัดประชุม

ไม่มีเวลาที่ดีที่สุดในการจัดประชุมที่ไม่มีความจำเป็น

• ถ้าการประชุมเลยเวลาที่กำหนด ควรขออนุญาตปลีกตัวจากที่ประชุม เพื่อจะได้ไปทำงานที่คอยอยู่ได้อย่างตรงเวลา ไม่ควรให้คนอื่นมา ควบคุมเวลาการ ทำงานของคุณ การขออนุญาตออกจากที่ประชุม จะช่วยเตือนว่าการประชุมควรดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ
สูญเสียเวลามีความแตกต่างจากการสูญเสียวัตถุ เพราะเวลาเป็นสิ่งที่ไม่สามารถจะกู้กลับคืนได้
และเวลาก็เป็นทั้งสิ่งที่สูญเสีย ได้ง่ายที่สุด และได้รับการแก้ไขได้ยากที่สุดด้วยเช่นกัน
เวลาที่สูญเสียไปไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตา ซึ่งต่างจากขยะที่ทิ้งลงบนพื้น

ถ้าคุณไม่รักงานที่ทำ มันเป็นไปไม่ได้ที่จะประสบความสำเร็จในระยะยาว

ถ้าคุณไม่รักงานที่ทำ มันเป็นไปไม่ได้ที่จะประสบความสำเร็จในระยะยาว

– ไบรอัน เชอร์ –

#ทำสิ่งที่รัก

เคล็ดลับความสำเร็จ คือ การเตรียบตัวให้พร้อมเสมอสำหรับโอกาสที่จะมาถึง

เคล็ดลับความสำเร็จ คือ การเตรียบตัวให้พร้อมเสมอสำหรับโอกาสที่จะมาถึง

– เบนจามิน ดิสราเอลี –
อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ
#ความสำเร็จ

“คุณจะพบเสมอว่าคนเห็นแก่ตัวทุกคนพยายามที่จะยึดอำนาจเหนือผู้อื่น มีการควบคุมเหนือผู้อื่น”

“คุณจะพบเสมอว่าคนเห็นแก่ตัวทุกคนพยายามที่จะยึดอำนาจเหนือผู้อื่น มีการควบคุมเหนือผู้อื่น”

ปากกาในมือคุณใช้เขียนและกำหนดชะตาชีวิตคุณเองได้

“ปากกาในมือคุณใช้เขียนและกำหนดชะตาชีวิตคุณเองได้”
แล้วใช้มันเป็น “Blueprint” เป็นเป้าหมายแผนที่นำทางชีวิต
และก็ลงมือทำสิ่งที่คุณต้องการนั้นซ่ะ!!!

W.King York @W.King York
Jan/25/2018
#wkingyork

#ความรู้ #ความคิด #คำพูด #การกระทำ #ส่งต่อเป็นมรดก

ชีวิตเป็นเรื่องยาก แต่มันจะ… ยิ่งยากขึ้นไปอีก ถ้าคุณ…งี่เง่า

ชีวิตเป็นเรื่องยาก แต่มันจะ… ยิ่งยากขึ้นไปอีก ถ้าคุณ…งี่เง่า

Life’s hard. It’s even harder when you’re stupid.
-John Wayne-

@wkingyork #wkingyor

จงอย่ายอมแพ้

จงอย่ายอมแพ้ อย่าถอดใจ จนกว่าจะถึงที่สุดของที่สุด คุณต้องสู้ต่อไป คุณล้มได้ คุณแพ้ได้ แต่คุณยอมแพ้ไม่ได้ เพราะถ้าคุรยอมแพ้เมื่อไหร่เกมจะจบลงทันที

การถามว่า “ทำไม” เป็นสิ่งสำคัญมาก (The why of things is extremely important)

การถามว่า “ทำไม” เป็นสิ่งสำคัญมาก
(The why of things is extremely important) เนื่องจากสมองมนุษย์ถูกพัฒนาให้ละทิ้งข้อมูลที่มันคิดว่าไม่จำเป็นหรือไม่เกี่ยวข้อง

จงสร้างความยืดหยุ่นให้ตนเอง

จงสร้างความยืดหยุ่นให้ตนเอง เมื่อต้องพบกับความโศกเศร้าหรือผิดหวัง จงรู้ไว้ว่าคุณนั้นมีความสามารถพอจะก้าวผ่านมันไปได้ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม คนเรามักจะอ่อนแอกว่าที่ตัวเองคิด แต่ในขณะเดียวกัน ก็เข้มแข็งกว่าที่ตนเองจินตนาการไว้เช่นกัน

เชอรีล แซนด์เบิร์ก (Sheryl Sandberg)
เธอเป็น COO (Chief Operating Officer) ของเฟซบุ๊ก และนอกจากจะประสบความสำเร็จด้านธุรกิจแล้ว (Forbes รายงานว่าเธอมีทรัพย์สินในครอบครองมูลค่าสูงถึง 1.13 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) เธอยังเป็นหนึ่งในเฟมินิสต์ที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลกอีกด้วย

“Build resilience in yourselves. When tragedy or disappointment strike, know that you have the ability to get through absolutely anything. I promise you do. As the saying goes, we are more vulnerable than we ever thought, but we are stronger than we ever imagined.”

เบื่อพูดคำว่ารักไหม? ลอง 8 วิธีบอกรัก ที่ไม่ต้องเอ่ยคำว่า ‘รัก’ สักคำแต่ยังซึ้งใจ

เพราะการกระทำ นั้นจับต้องและสัมผัสได้ชัดเจนกว่าคำพูด อย่าปล่อยให้คำบอกรักเป็นเพียงแค่ลมปากที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป มาลงมือ บอกรักด้วยภาษากายและการกระทำดีๆ ให้คนที่เรารักกันดีกว่า เพราะมันมีคุณค่าและความหมายลึกซึ้งส่งตรงจากใจถึงใจ

1. จุ๊บเบาๆ การจุ๊บที่แก้มเบาๆ หรือจุ๊บที่ปากอย่างอ่อนโยน คือการส่งข้อความบอกรักด้วยสัมผัสทางกายที่ทำให้คนได้รับรู้สึกดี๊ดี มีงานวิจัยเผยว่าการจูบนั้นช่วยกระตุ้นการเต้นของหัวใจ และช่วยเพิ่มความรู้คุณค่าในตัวเอง (self-esteem) ให้กับผู้ที่ได้รับด้วย จัดว่าเป็นการบอกรักที่นุ่มนวลและอบอุ่น แต่ได้ผลเกินคาดนะจ๊ะ จุ๊บๆ

2. อ้อมกอดอันอบอุ่น การสัมผัสทางกายอย่างการกอดกัน การแนบชิดอิงแอบ โอบไหล่ จับมือกัน ล้วนให้สัมผัสที่อบอุ่น ปลอดภัย และรู้สึกดีอย่างมากมาย เป็นการส่งภาษากายว่าฉันรู้สึกดีที่อยู่ใกล้เธอ ดีกว่าบอกรักกันผ่านสมาร์ทโฟนแต่ชีวิตจริงนั่งอยู่คนละมุมโซฟา

3. เป็นผู้ฟังที่ดี ลองคิดดูสิว่ามันจะดีขนาดไหน ถ้าในวันที่แสนเหน็ดเหนื่อยหรือเครียดจากงาน แล้วมีคนๆหนึ่งคอยรับฟังเรื่องราวปัญหาของเราอย่างตั้งใจ ปล่อยให้เราพูดระบายความรู้สึก ใส่ใจเรื่องราวและความรู้สึกของเรา ไม่ใช่แค่ฟังหูซ้ายทะลุหูขวา นี่เป็นของขวัญชิ้นพิเศษสำหรับวันนั้นเลยทีเดียวเชียวล่ะ ฉะนั้น ถ้ารักใคร จงมอบของขวัญชิ้นนี้ให้เขาคนนั้นเลยจ้า

4. ให้ความสำคัญ สำหรับสาวไฮเปอร์เป็นเจ้าแม่โปรเจ็คต์ชอบหาอะไรทำตลอดเวลา แต่! ต้องไม่ลืมหันมาใส่ใจคนข้างๆด้วยนะ ใช้เวลาแม้เพียงแค่ 1 นาทีก็ยังดี หันไปสบสายตา ส่งยิ้ม หรือหยุดฟังเขาพูดบ้าง เพื่อแสดงให้เขารับรู้ว่าเขาคือคนสำคัญสำหรับเรา ในทางกลับกัน เราก็ย่อมรู้สึกดีเช่นกันถ้าเขาให้ความสำคัญกับเราแบบนี้ ทำดีต่อกันในเวลาที่ได้อยู่ด้วยกันดีกว่ามานั่งเสียดายเมื่อสายไป

5. ใส่ใจเรื่องเล็กน้อย  ความรักไม่จำเป็นต้องเล่นใหญ่ แค่ให้ความสำคัญกับรายละเอียดเล็กๆน้อยๆนี่ล่ะ เช่น เขาชอบหรือไม่ชอบอะไร ไม่ว่าจะเป็นกาแฟ อาหาร ไปจนถึงเพลง หนัง หรือสถานที่ท่องเที่ยว ในวันพิเศษๆ เราอาจจัดเตรียมเซอร์ไพรส์ของที่เขาชอบไว้ให้ เป็นการบอกรักทางอ้อมแบบเบาๆ ที่ทำได้บ่อยๆ และใครได้รับก็ต้องปลื้ม (เขาเองก็อาจรอเซอร์ไพรส์เราอยู่เหมือนกัน)

 

6. โลกไม่ได้มีแค่เราสองคน การให้ความสำคัญกับคนสำคัญในชีวิตของเขาก็เป็นเรื่องสำคัญนะ เพราะนอกจากความสัมพันธ์แบบคู่รักแล้ว เขา (และเรา) ก็ยังมีความสัมพันธ์รูปแบบอื่นๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็น พ่อแม่ พี่น้อง เพื่อนสนิทมิตรสหาย ถ้ารักเขา ก็ต้องรักคนสำคัญของเขาด้วย ลองคิดดูสิถ้าแฟนเรามานั่งเม้ามอยกับแก๊งเพื่อนสาวของเราได้ดีเป็นปี่เป็นขลุ่ยเราจะปลื้มแค่ไหน ในทางกลับกัน เขาก็คงจะรู้สึกดีเหมือนกันถ้าเราเข้ากันได้ดีกับเพื่อนของเขา

7. โลกสวยด้วยคำขอบคุณ คำขอบคุณบางทีก็ดีต่อใจไม่แพ้คำบอกรักเลยเชียวล่ะ รู้จักพูดขอบคุณในสิ่งต่างๆ ที่เขาทำให้เรา หรือเรื่องราวดีๆ ที่ผ่านเข้ามา ไม่ว่าจะเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ จงบอกออกมาทันที หรือจะส่งข้อความ หรือเขียนโน้ตแปะไว้ก็ได้ บอกให้เขารู้ว่าเราซาบซึ้งและขอบคุณกับสิ่งดีๆ ที่เขาทำ เราไม่ได้มองข้ามมันไปนะที่รัก

8. รู้จักเว้นระยะห่าง มีคำกล่าวไว้ว่า ถ้าเธอรักใคร จงปล่อยให้เขาเป็นอิสระ นั่นไม่ได้หมายความว่าเราจะปล่อยให้คนรักของเราหลุดมือไปนะจ๊ะ แต่หมายถึงการปล่อยให้เขาได้มีพื้นที่ส่วนตัวบ้าง ให้เขาไปอยู่กับเพื่อนฝูงของเขา หรือทำเรื่องที่เขาชอบโดยไม่ต้องอยู่ตัวติดกับเราตลอดเวลา (เราเองก็ไปทำสิ่งที่เราชอบของเราไง) เคารพในพื้นที่ส่วนตัวของกันและกันด้วยความไว้ใจ นี่คือการบอกรักที่พิเศษกว่าใครและเป็นรักที่ยั่งยืน


ที่มาจาก www.bolde.com

10 บทเรียนจากชีวิตของขุ่นพ่อ Tony Robbins

“10 บทเรียนจากชีวิตของขุ่นพ่อ Tony Robbins”

Tony Robbins คือ นักเขียนและนักพูดเพื่อสอนการใช้ชีวิต การพัฒนาตนเองชื่อดังชาวสหรัฐฯ ผู้เป็นเบื้องหลังความสำเร็จของใครหลายๆ คนในปัจจุบัน ด้วยแง่คิดดีๆ ในการใช้ชีวิต หรือเรียกว่า “บทเรียนชีวิต” ดีๆ นั่นเอง

วันนี้เลยขอเอา 10 ข้อที่เราสามารถเรียนรู้ได้จากเขามาฝากกัน

1. แลก “ความซาบซึ้ง” มาด้วยความคาดหวัง

เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณมี “ความซาบซึ้ง” มากกว่าที่คุณจะคาดหวัง คุณจะรู้สึกพอ คุณจะรู้สึก “ขอบคุณ” ที่ไม่ว่าคุณจะมีเงินแค่ไหน ก้าวมาถึงจุดไหน คุณมีความสุขได้กับสิ่งที่คุณมี

เคยมีชายคนหนึ่ง อายุมาแล้ว แต่ยังมีกำลังวังชา มีพลังงานในหัวใจที่ยังทำนู่น ทำนี่ได้อีกมาก เมื่อมีคนถามเขาว่า ทำไมด้วยวัยขนาดนี้ยังมีพลังงานอยู่ เขาบอกว่า เพราะว่า ในทุกๆ วันเขา “ขอบคุณ” สิ่งที่เขามี และมีความสุขในทุกๆ วันนั่นเอง

2. เราจดจ่ออยู่กับอะไร พลังงานทั้งหมดของเราก็ไปอยู่ตรงนั้น

เลือกให้ดีว่าคุณอยากจะโฟกัสอะไรในชีวิตในช่วงเวลาหนึ่งๆ เพราะนั่นคือสิ่งที่จะทำให้พลังงานของคุณมุ่งไปในทางนั้นด้วย หากคุณจดจ่อในเรื่องที่แย่ เรื่องที่ลบ พลังงานก็ถูกใช้ไปทางนั้นมาก และนั่นก็เป็นการเสียพลังงานโดยเปล่าประโยชน์ เพราะฉะนั้น ควรเลือกให้ดี ว่าอย่างให้ชีวิตของคุณในแต่ละช่วงเวลา เดินไปทางไหน

3. มุ่งที่ผลลัพธ์ มากกว่า มุ่งที่การกระทำ

ไม่มีใครบอกว่าการกระทำไม่สำคัญ แต่บางทีการเน้นการกระทำ หรือขั้นตอนแต่ละขั้น มากเกินไป อาจทำให้เราลืมไปว่า เราทำทุกอย่างทั้งหมดนี้เพื่ออะไร เพื่อเป้าหมายใดกันแน่ เพราะฉะนั้น บางทีการที่เรามุ่งเน้นที่ผลลัพธ์ หรือปลายทางความสำเร็จ เราจะรู้ว่า เราอยากได้อะไร เราทำไปทำไม และนั่นจะทำให้การกระทำในแต่ละขั้นตอนมีความหมายมากขึ้น และคุณจะไม่รู้สึกว่าคุณหลงทางนั่นเอง

4. “2 mm change” อาจเป็นสิ่งที่เราต้องการก็ได้

เคยมั้ย หลายๆ ครั้งที่เหมือนเราจะทำดีที่สุดแล้ว แต่เราก็พลาดทุกที ไม่ประสบความสำเร็จ ทั้งๆ ที่เหมือนทุกอย่างจะเข้าข้างเราแล้วเชียว ในจุดนี้ Tony Robbins บอกว่า บางทีมันอาจต้องเปลี่ยนแปลงอะไรนิดหน่อยเท่านั้น แล้วเราก็จะสำเร็จตามเป้าหมายที่เราวางไว้ และบางที การเปลี่ยนแปลงที่ว่ามันเล็กน้อยขนาดเท่ากับ 2 mm เท่านั้นเอง

5.เราต้องการ 3 อย่าง “ร่างกาย, โฟกัส และภาษา”

เราสามารถจัดการณ์อารมณ์ของเราได้ดีที่สุดด้วย 3 อย่างคือ ร่างกาย โฟกัส ภาษา มันคืออะไร?

ลองนึกภาพดู คุณยืนตัวตรง อกผาย ไหล่ผึ่ง คางเชิด มือกำแน่นอย่างมั่นใจ และคุณพูดดังๆ ฟังชัดว่า คุณคือผู้ชนะ อารมณ์ของคุณตอนนั้น คุณคือผู้ชนะ

แต่ในทางกลับกัน ถ้าคุณนั่งลงอย่างห่อเหี่ยว คอตก พูดกับตัวเองเงียบๆ ว่า ทำไมคุณถึงล้มเหลว? อารมณ์ในตอนนั้นคุณก็คือ คนล้มเหลวจริงๆ นั่นเอง

จำไว้นะว่า คุณสามารถมีอิทธิพลต่ออารมณ์ของตัวคุณเองมากกว่าที่คุณคิด

6.ความต้องการของมนุษย์ 6 อย่าง

Tony Robbins บอกว่า คนเรา ไม่ว่าจะมาจากไหน แบคกราวนด์เป็นอย่างไร มี 6 สิ่งที่เป็นความต้องการพื้นฐาน ที่ทำให้ชีวิตของเรามีพลังในการเดินต่อได้ 6 สิ่งนั้นคือ

ความแน่นอน – ในความรู้สึกที่ว่า เราจะสามารถหลีกเลี่ยงความทุกข์และความเจ็บปวดได้

ความไม่แน่นอน – คือความต้องการในการเปลี่ยนแปลง การอยากเจอ อยากรู้สิ่งใหม่ๆ

ความสำคัญ – ทุกคนอยากรู้สึกว่าตนสำคัญ เป็นเอกลักษณ์ เป็นคนพิเศษ

ความสัมพันธ์ ความรัก – จากความรู้สึกผูกพันธ์กับสิ่งๆ หนึ่ง หรือ ใครสักคน

การเติบโต – ความเข้าใจที่มากขึ้น ความสามารถที่เพิ่มขึ้น

ความเสียสละ – การช่วยเหลือคนอื่น การให้ การสนับสนุนคนอื่น

7.เปลี่ยนเรื่องเล่า เปลี่ยนชีวิต

ทุกคนล้วนมีเรื่องเล่าในชีวิตที่จะเล่าให้คนอื่นๆ ฟัง บางทีเวลาคนอื่นถามคำถามเราว่า “วันนี้เราเป็นอย่างไรบ้าง” คำตอบนั้นจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับเรา เราเป็นคนกำหนดนิยามเรื่องราวของเราเองได้ และนี่คือสิ่งที่จะส่งผลกับมุมมองของชีวิตคุณได้เลย

8.การตัดสินใจของเรา นำเราสู่โชคชะตาของเรา

สิ่งที่กำหนดโชคชะตาของเรา ไม่ใช่อะไรหรอกนอกจากการตัดสินใจของเราเอง และในชีวิตของเรานั้น มีการตัดสินใจอยู่ 3 อย่างที่เราทำมาเสมอคือ เราจะโฟกัสไปที่อะไร? มันมีความหมายอย่างไรกับเรา? แล้วเราจะทำมันให้เกิดขึ้นได้อย่างไร?

9.กฎ 3 อย่างของการเป็นผู้นำ

การเป็นผู้นำที่ดีนั้น Tony Robbins บอกว่าควรเริ่มจาก การมองสิ่งที่เกิดขึ้น แบบที่มันเป็น ไม่ใช่แย่กว่าที่เป็น ต่อมาคือ มองสิ่งที่เกิดขึ้นดีกว่าที่เป็นจริง และสุดท้ายคือ การทำให้สิ่งที่คุณอยากให้มันเป็น เป็นจริงขึ้นมา เพียงเท่านี้คุณจะรู้ว่า คุณอยู่ที่จุดไหน และคุณอยากไปที่จุดไหน และคุณควรทำอย่างไรกับมัน ซึ่งสามารถใช้ได้กับทุกเรื่องในชีวิตเลยล่ะ

10.ความสำเร็จมักทิ้งคำใบ้ให้คุณเสมอ

ถ้าคุณคือคนหนึ่งที่อยากให้ความสำเร็จของคุณมาถึงเร็วๆ Tony Robbins บอกว่า ในโลกนี้ ต้องมีสักคนที่สำเร็จในแบบที่คุณต้องการ เพราะฉะนั้น สิ่งหนึ่งที่คุณควรทำคือเรียนรู้ ลอกเลียนจากคนที่ประสบความสำเร็จมาแล้ว แค่นี้คุณก็จะใช้เวลาที่สั้นลง เพราะคุณไม่ต้องไปผ่านกระบวนการลองผิดลองถูกนั่นเอง

นักวิทยาศาสตร์เผย 2 คุณสมบัติที่จะทำให้คุณเป็น คู่รักที่มีความสุข

การจะมีรักที่ดีนั้น แท้จริงแล้วต้องใช้ความพยายามและความเข้าใจในหลายด้าน แถมยังต้องใช้ความพยายามของทั้งสองฝ่ายอีกด้วย แต่ความจริงแล้ว ความรักนั้นจะยืนยาวไปได้ด้วยดีเป็น คู่รักที่มีความสุข ยาวนาน ประกอบไปด้วย 2 สิ่งนี้เท่านั้น

นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบแล้วว่า มีเพียง 2 สิ่งที่บ่งบอกถึงความสุขในความสัมพันธ์ซึ่งเป็นสิ่งประจำวันที่เรามีกันอยู่ทุกวันซึ่งนั่นก็คือ ” ความใจดี และ ความมีเมตตา”

จากการ เก็บข้อมูลกว่า10 ปีของงานวิจัย และ ศึกษาจากคู่รักกว่าพันคน นักจิตวิทยาจอห์นและจูลี่ กอตต์แมน ได้ค้นพบว่า “ความใจดีคือกาวใจของคนรักกัน” ซึ่งต้องควบคู่ไปพร้อมกับความมั่นคงทางอารมณ์ด้วย ซึ่งถือว่าเป็นกุญแจสำคัญของคนรักกัน

เหตุใดความใจดีถึงเป็นปัจจัยสำคัญล่ะ? นั่นก็เพราะความใจดีนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งเวลาที่คุณทะเลาะกับคนรัก หากคุณยังมีจิตใจที่พร้อมจะใจดีกับคนรัก ความโกรธความเกลียดเหล่านั้นจะไม่ทำร้ายความสัมพันธ์ของคุณสองคนนั่นเองค่ะ

การใจดีนั้น ไม่ได้หมายความว่า เราไม่สามารถแสดงความโกรธได้ หากแต่ความใจดีจะหล่อหลอมให้เราแสดงความโกรธในรูปแบบอื่นๆ เช่น เปลี่ยนจากการปาหอกไปทำร้ายคนรัก เป็น การอธิบายว่าเรารู้สึกยังไง ทำไมเราถึงโกรธ อธิบายด้วยเหตุผลมากกว่า จูลี่ กอตต์แมน อธิบาย

ที่มา brightside

เรียบเรียงโดย Women MThai Team

ทิศทางแห่งความฝัน

ถ้าบุคคลก้าวหน้าอย่างมั่นใจสู่ทิศทางแห่งความฝันของเขาและเพียรพยายามเพื่อใช้ชีวิตในแบบที่เขาจินตนาการ เขาจะพบกับความสำเร็จอย่างไม่คาดฝันในช่วงเวลาแสนธรรมดา

~ เฮนรี เดวิด ทอโร ~

คำพูดแห่งความเป็นผู้นำควรจำ

เกิดมาเป็นปราชญ์แท้

เกิดมาเป็นปราชญ์แท้ อยู่ที่ไหนก็อยู่ได้ และเมื่ออยู่แล้วเป็นคนที่สร้างคุณค่าและมีคุณประโยชน์ของผู้อื่นเล่า

มิตร ศัตรู

“วาสนาเป็นส่ิงที่ฟ้ากำหนด”

“เกิดมาเพื่อเป็นมิตร ย่อมเสริมส่งให้ฐานมั่นคง”

“เกิดมาเป็นศัตรู ย่อมคิดแย่งและแข่งขัน”

~ ขงเบ้ง ~

พื้นฐาน 7 ข้อ แห่งการเป็นผู้นำตัวเอง

พื้นฐาน 7 ข้อ แห่งการเป็นผู้นำตัวเอง

  1. การเรียนรู้
  2. การยืนยัน
  3. การนึกภาพจินตนาการ
  4. การจดบันทึก
  5. การตั้งเป้าหมาย
  6. การออกกำลังกาย
  7. โภชนาการ

เกิดมาเพื่อสร้างสรรค์ความดี

“การเกิดของแต่ละคน ย่อมไม่เหมือนกัน
นั้นขึ้นอยู่กับการกระทำครั้งในอดีต
เกิดมาเพื่อสร้างสรรค์ความดี
เพื่อเป็นเสบียงให้เป็นวาสนา”

~ ขงเบ้ง ~

สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ

สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ

คนเก่ง คนกล้า หรือแม้กระทั้งคนบ้า เกิดได้ทุกสถานที่ สุดแล้วแต่คุณจะเลือกเป็น

30 บทเรียนแห่งความมั่งคั่ง “ถอดรหัสลับสมองเงินล้าน”

30 บทเรียนแห่งความมั่งคั่ง

1.ถ้าคุณอยากมีชีวิตที่ดีกว่าเดิม คุณก็ต้องเต็มใจที่จะปล่อยวางวิธีคิดและการใช้ชีวิตแบบเดิมๆ แล้วนำวิธีคิดแบบใหม่เข้ามาสู่ชีวิต แล้วคุณจะประจักษ์ถึงผลที่ตามมาในที่สุด

2. โลกภายนอกของคุณเป็นเพียงเสียงสะท้อนของโลกภายในเท่านั้น ถ้าสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นนอกตัวคุณไม่ได้เป็นได้ด้วยดี นั่นเป็นเพราะสิ่งต่างๆภายในตัวคุณก็ไม่ได้เป็นไปด้วยดีเช่นเดียวกัน

3. ความคิดนำไปสู่ความรู้สึก ความรู้สึกนำไปสู่การกระทำ การกระทำนำไปสู่ผลลัพธ์

4. เงินเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับทุกเรื่องที่ต้องใช้เงิน ในขณะเดียวกัน มันก็ไม่มีความสำคัญแม่แต่นิดเดียวสำหรับทุกเรื่องที่ไม่ต้องใช้เงิน

5. เมื่อคุณบ่น คุณกำลังกลายร่างเป็น “แม่เหล็กดึงดูดความเลวร้าย” ที่มีชีวิต!

6.จำไว้ว่าคุณเป็นผู้ลิขิตชะตาชีวิตทางการเงินของตัวคุณเอง ว่าจะมั่งคั่ง ถังแตก หรือมีฐานะในระดับใดก็ตาม

7. เหตุผลอันดับแรกที่คนส่วนใหญ่ไม่ได้สิ่งที่ต้องการ ก็เพราะพวกเขาไม่รู้ว่าตนเองต้องการอะไร

8. ถ้าคุณไม่มุ่งมั่นกับการสร้างฐานะอย่างเต็มตัวและสุดหัวใจ คุณก็จะไม่มีโอกาสร่ำรวย

9. การคิดเล็กและทำแต่เรื่องเล็กจะนำไปสู่การสิ้นเนื้อประดาตัวและความไม่พอใจในตนเอง ส่วนการคิดใหญ่และทำการใหญ่จะนำไปสู่การมีพร้อมทั้งเงินและความหมายในชีวิต คุณเลือกเอาได้ตามใจ!

10.ไม่มีทางที่โชค หรือสิ่งอื่นใดที่มีค่า จะมาถึงตัวคุณได้เลยถ้าคุณไม่ลงมือทำการใดๆ (เพื่อเตรียมตัวรับโชคหรือสิ่งนั้นๆ)

11.คนรวยให้ความสนใจกับสิ่งที่พวกเขาต้องการ ส่วนคนจนให้ความสนใจกับสิ่งที่พวกเขาไม่ต้องการ

12. คนรวยมองเห็นโอกาส กระโจนใส่มัน และร่ำรวยยิ่งขึ้น แล้วคนจนล่ะ มัวทำอะไรอยู่? พวกเขาก็ยัง“เตรียมตัว”อยู่นะสิ!

13.คนรวยมักเป็นผู้นำ และผู้นำที่ยิ่งใหญ่ล้วนแต่เป็นนักโปรโมทที่ยอดเยี่ยม การเป็นผู้นำย่อมมีผู้ตามและผู้สนับสนุน นั่นหมายความว่าคุณต้องช่ำชองด้านการขาย การสร้างแรงบันดาลใจ และการจูงใจให้ผู้คนเชื่อในวิสัยทัศน์ของคุณ

14. ถ้าคุณเชื่อว่าสิ่งที่คุณมีสามารถช่วยเหลือคนอื่นได้อย่างแท้จริง หน้าที่ของคุณก็คือการบอกให้คนจำนวนมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้รับรู้ และวิธีนี้ไม่เพียงแต่จะทำให้คุณช่วยเหลือคนอื่นได้เท่านั้น แต่คุณยังจะร่ำรวยอีกด้วย!

15.เคล็ดลับสู่ความสำเร็จไม่ใช่การพยายามหลีกเลี่ยง ปัดหรือหันหลังให้กับปัญหา สิ่งที่คุณต้องทำคือ การพัฒนาตนเองให้ยิ่งใหญ่เหนือกว่าทุกๆปัญหา

16. ถ้าคุณบอกว่าคุณมีค่า คุณก็มีค่า ถ้าคุณบอกว่าคุณไร้ค่า คุณก็ไร้ค่า ไม่ว่าอย่างไรคุณก็จะดำเนินชีวิตไปตามเรื่องราวที่คุณแต่งขึ้นเอง

17. คนจนแลกเวลากับเงิน กลยุทธ์นี้มีปัญหาเพราะเวลาของคุณมีอยู่อย่างจำกัด นั่นหมายความว่าคุณกำลังแหกกฎแห่งความมั่งคั่งที่สำคัญที่สุด ซึ่งระบุว่า “อย่าให้มีเพดานจำกัดรายได้ของคุณ”

18.มาตรวัดความมั่งคั่งที่แท้จริง คือ “มูลค่าทรัพย์สิน” ไม่ใช่รายได้จากการทำงาน

19. ถ้าคุณไม่ควบคุมเงินของคุณ มันก็จะควบคุมคุณ การจะควบคุมเงินของคุณ คุณต้องรู้จักบริหารเงิน

20. อิสรภาพทางการเงิน คือ ความสามารถที่จะดำเนินชีวิตในรูปแบบที่ต้องการโดยไม่ต้องทำงานหรือพึ่งพาคนอื่นในเรื่องเงิน

21. คุณจะมีอิสรภาพทางการเงินเมื่อรายได้งอกเงย (รายได้จากทรัพย์สินหรือธุรกิจที่ทำงานแทนคุณและสร้างรายได้ด้วยตัวของมันเอง) ของคุณมีจำนวนมากกว่ารายจ่าย

22. คนจนทำงานหนักและใช้เงินทั้งหมดที่ทำมาหาได้ พวกเขาจึงต้องทำงานหนักตลอดไป ส่วนคนรวยทำงานหนัก สะสมเงิน และนำไปลงทุน พวกเขาจึงไม่จำเป็นต้องทำงานหนักอีก

23. ความผิดพลาดอันยิ่งใหญ่ที่สุดของคนส่วนใหญ่ คือ การรอให้ความกลัวลดน้อยลงหรือจางหายไปก่อนจะเริ่มลงมือทำ (บางสิ่งบางอย่างไปสู่ความมั่งคั่ง) และคนเหล่านี้ก็มักลงเอยด้วยการนั่งรอตลอดไป

24. คนรวยและผู้ที่ประสบความสำเร็จก็มีความกลัว ความไม่แน่ใจ และความกังวลเช่นกัน เพียงแต่พวกเขาไม่ยอมปล่อยให้ความรู้สึกเหล่านั้นมาหยุดยั้งตนเอง

25. ความสุขไม่ได้มาจากการใช้ชีวิตอย่างสบายๆไปวัน พร้อมๆกับนึกสงสัยตลอดเวลาว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับชีวิตบ้าง แต่ความสุขเกิดจากการเติบโตตามอัตราการเติบโตที่ควรจะเป็นและการใช้ชีวิตด้วยศักยภาพสูงสุดของตัวเรา

26. การฝึกฝนและบริหารความคิดของคุณ เป็นทักษะที่สำคัญที่สุดที่คุณควรมีไว้ครอบครอง เพื่อให้บรรลุความสุขและความสำเร็จ

27. น้อยคนนักจะรู้ว่าวิธีที่รวดเร็วที่สุดในการสร้างและรักษาความมั่งคั่งเอาไว้ก็คือ การพัฒนาตัวคุณเอง เพื่อให้คุณเติบโตเป็นคนที่ “ประสบความสำเร็จ”

28.คนจนและชนชั้นกลางส่วนใหญ่เชื่อว่า “ถ้าฉันมีมากๆ ฉันก็จะสามารถทำในสิ่งที่ฉันต้องการและเป็นคนที่ประสบความสำเร็จได้” ส่วนคนรวยเข้าใจว่า “ถ้าฉันกลายเป็นคนที่ประสบความสำเร็จ ฉันจะสามารถทำในสิ่งที่ฉันจำเป็นต้องทำเพื่อให้มีสิ่งที่ฉันต้องการ รวมไปถึงจำนวนเงินมากๆด้วย”

29.คนรวยคือผู้เชี่ยวชาญในงานที่ตัวเองทำ ชนชั้นกลางคือพวกที่ทำงานของตัวเองได้ดีในระดับปานกลาง และคนจนคือพวกที่ทำงานของตัวเองไม่ได้เรื่องเลย

30. การจะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้อย่างถาวรนั้น มันต้องเกิดขึ้นในระดับที่ลึกซึ้ง….เครือข่ายในสมองคุณต้องถูกสร้างขึ้นใหม่ นั่นหมายความว่าคุณต้องนำมันไปปฏิบัติจริง อย่าเพียงแต่อ่าน อย่าเพียงแต่พูดถึงมัน…และอย่าเอาแต่คิด “จงลงมือทำจริงๆ”

จากหนังสือ “ถอดรหัสลับสมองเงินล้าน” โดย T.Harv Eker

Secrets of the Millionaire Mind

T.Harv Eker

20 วิธีคิดเพื่อชีวิตก้าวกระโดด

20 วิธีคิดเพื่อชีวิตก้าวกระโดด

1.การมีเป้าหมายจะทำให้เราไม่หลงทาง

2.เวลาเป็นสิ่งมีค่า

3.ลงมือทำทุกวัน

4.เเรงบันดาลใจสร้างเองได้

5.ลองก่อนเดียวรู้เอง

6.มีครูเเละเพื่อนดี ชีวีจะรุ่ง

7.โอกาสเป็นของคนที่คู่ควร

8.กำจัดเสียงเล็กๆในหัว ก่อนที่มันจะหยุดเรา

9.คำพูดที่พูดกับตัวเองจะกำหนดชีวิตเรา

10.อย่าหยุดที่จะเรียนรู้

11.ยอมรับผิดไม่ใช่เรื่องที่ผิด

12.อย่าทำตามคนส่วนใหญ่

13.หัดเป็นผู้ให้ แล้วเราจะได้รับ

14.อย่ามองหาในสิ่งที่เราไม่มี แต่focusสิ่งที่เรามี

15.สุขภาพเป็นสิ่งสำคัญ

16.ความสำเร็จกินความล้มเหลวเป็นอาหาร

17.อยู่กับคนที่รักก่อนที่จะไม่มีโอกาส

18.อุปสรรคมีคือบทเรียน

19.ก้าวออกจาก COMFORT ZONE ซะ

20.รักในสิ่งที่ทำ ทำในสิ่งที่รัก ให้รักนำทางเราไป

ชอบบทความดีๆ จาก

*****

ครูพี่นอต

*****

ฉันจะเปลี่ยนสิ่งนี้ให้เป็นดีได้อย่างไร

ทุกครั้งที่มีสถานการณ์ที่ไม่ดีเกิดขึ้นให้ถามตนเองว่า

“ฉันจะเปลี่ยนสิ่งนี้ให้เป็นดีได้อย่างไร”

ผมชอบ ผู้หญิงสวย SEXY จิตใจดี เก่งและฉลาด

ผมชอบ ผู้หญิงสวย SEXY จิตใจดี เก่งและฉลาด

เพราะเธอจะดูเสน่ห์มากม๊ากสำหรับผม

เก่งและฉลาด (ข้อนี้สำคัญมาก….)

รู้ตัวว่าชอบแบบนี้มากนานแล้วก็พัฒนาตนเองต่อไปไม่หยุด…
จนกว่าจะเจอคนที่ใช่ที่คู่ควร ^^

สู้ๆๆ ฮ่าๆๆ อันนี้ให้กำลังตัวเอง ^^

“ขงจื๊อ” เคยกล่าวไว้เมื่อ 2,000 ปีก่อนว่า

“ขยันให้ถูกที่ถูกเวลา”
“ขงจื๊อ” เคยกล่าวไว้เมื่อ 2,000 ปีก่อนว่า

คนฉลาดและขยัน – ควรส่งเสริมให้เป็นแม่ทัพ

คนฉลาดและขี้เกียจ – ควรเลี้ยงไว้เป็นทหารฝ่ายเสนาธิการวางแผนอยู่เบื้องหลัง

คนโง่และขี้เกียจ – เก็บไว้ใช้สอยทำงานตามคำสั่งก็พอไหว

แต่ถ้าเจอคนโง่และขยัน – ต้องเอาไปตัดหัวทิ้งทันที เพราะจะทำให้งานเสีย และก่อความเดือดร้อนไม่รู้จบ

ไม่ว่าคุณจะเป็นคนฉลาด หรือคนโง่ การขยันแบบไม่รู้เวล่ำเวลา ขยันทำสิ่งผิดๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก็ดีแต่สร้างความเสียหายมากกว่าจะก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ เริ่มตั้งแต่วันนี้ก็ยังไม่สาย เลิกซะวัฒนธรรมการทำงานแบบขยันผิดที่ผิดเวลา

เหตุผลที่คนเราไม่ควรขยันแบบผิดๆ

ประการที่ 1 : การขยันทำงานที่เน้นแต่ปริมาณโดยไม่ใช้สมอง ไม่มีทางทำให้ได้งานดีมีคุณภาพ!! ลองเปลี่ยนวิธีทำงานซะใหม่ คิดให้ถี่ถ้วนก่อนลงมือทำและจัดอันดับความสำคัญให้เป็น เชื่อสิครับว่างานจะเสร็จเร็วกว่าเดิมเยอะ แถมยังได้งานดีมีคุณภาพ ไม่ใช่สักแต่ทำไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้จักวางแผนงาน

ประการที่ 2 : การโหมงานโต้รุ่ง และนอนดึกตื่นสาย ทำลายความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ เพราะสมองที่เบลอ ไม่มีทางคิดอะไรออก เรื่องนี้คอนเฟิร์มโดย “เอเรียนนา ฮัฟฟิงตัน” คอลัมนิสต์ชื่อดังชาวอเมริกันเชื้อสายกรีก แห่งเว็บไซต์ฮัฟฟิงตัน โพสต์ ที่ได้รับการจัดอันดับจากนิตยสารฟอร์บส์ ให้เป็นหนึ่งในผู้หญิงทรงอิทธิพลที่สุดในวงการสื่อโลก

ประการที่ 3 : การขยันทำงานตอนไฟลนก้นทำให้อารมณ์เสียและทำลายความสัมพันธ์กับผู้คนรอบข้าง ลองจัดสรรเวลาทำงานใหม่ โดยเตรียมงานไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ แล้วคุณจะไม่ต้องปรี๊ดแตกใส่ใครต่อใครให้เสียบรรยากาศ

ประการที่ 4 : ถ้าคุณเป็นเจ้านายคน ควรเป็นแบบอย่างที่ดีของลูกน้อง โดยเฉพาะการบริหารจัดการเวลา คนที่ทำงานเป็นไม่จำเป็นต้องใช้เวลาอยู่ในออฟฟิศจนดึกดื่น เพื่อให้ได้ผลงานน้อยนิด

ประการที่ 5 : การขยันทำงานหามรุ่งหาม ค่ำบั่นทอนสุขภาพให้ทรุดโทรม ตัวอย่างสุดช็อกเกิดขึ้นปลายปีที่แล้ว เมื่อสาวน้อยก๊อบปี้ไรเตอร์โฆษณาชาวอินโดนีเซีย “มิต้า ดิแรน” วัย 24 ปี หัวใจวายตายคาโต๊ะหลังทำงานหนักติดต่อกัน 30 ชั่วโมงโดยไม่ได้หยุดพัก

ประการที่ 6 : หยุดคิดสักนิด แล้วจะรู้ว่างานส่วนใหญ่ที่บ้าทำตอนนี้ แทบไม่มีความสำคัญอะไรเลย มนุษย์เงินเดือนจำนวนมากก้มหน้าก้มตาทำงานซ้ำๆ อยู่ในออฟฟิศวันละหลายชั่วโมง โดยไม่เคยถามตัวเองว่า สิ่งที่เราทำอยู่ทุกวันนี้ มีประโยชน์กับชีวิตมากน้อยแค่ไหน ทำให้เราพัฒนาขึ้นหรือเปล่า และให้อะไรกับสังคมบ้าง?

ประการที่ 7 : ครอบครัวต้องมาก่อน อย่าปล่อยให้งานทำชีวิตพัง ความก้าวหน้าทางการงาน อาจสำคัญสำหรับใครหลายๆ คน แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว เทียบไม่ได้เลยกับการมีครอบครัว อบอุ่นน่ารัก เพราะไม่ว่ายามสุขหรือทุกข์ พวกเขาคือคนที่พร้อมจะอยู่เคียงข้างเราจริงๆ

เครดิต : โดย มิสแซฟไฟร์

ฉันเป็นได้ทุกอย่างที่ฉันต้องการเป็น.

” ฉันเป็นได้ทุกอย่างที่ฉันต้องการเป็น. “
ทุกความฝันและความตั้งใจของคุณขึ้นอยู่กับตัวคุณเอง โดยเฉพาะคำพูดที่คุณคุยกับตัวเอง เป็นประจำ…

“สอนคน” ให้ฉลาดขึ้นได้ยังไง?

“สอนคน” ให้ฉลาดขึ้นได้ยังไง?
คือ “สอนให้เขา สอนตัวเอง ให้หาความรู้มาสอนตัวเองให้เป็น

วิธีนี้เป็น วิธีที่ง่ายและเร็วที่สุด ที่พัฒนา ทีม องค์กร ประเทศ
พอความรู้จากหลายคน หลายทาง มารวมกัน ก็จะตกผลึกและกลายเป็นองค์ความรู้ใหม่
ที่ถูกกลั่นกรอง ความก้าวหน้าจะเกิดขึ้นตั้งแต่ระดับบุคคล ไปจนถึงประเทศชาติ

ความคิด การกระทำ ส่งต่อ เป็นมรดกให้มวลมนุษยชาติ
อาทิตย์ 4 กันยายน 2559