ผมชอบ ผู้หญิงสวย SEXY จิตใจดี เก่งและฉลาด

ผมชอบ ผู้หญิงสวย SEXY จิตใจดี เก่งและฉลาด

เพราะเธอจะดูเสน่ห์มากม๊ากสำหรับผม

เก่งและฉลาด (ข้อนี้สำคัญมาก….)

รู้ตัวว่าชอบแบบนี้มากนานแล้วก็พัฒนาตนเองต่อไปไม่หยุด…
จนกว่าจะเจอคนที่ใช่ที่คู่ควร ^^

สู้ๆๆ ฮ่าๆๆ อันนี้ให้กำลังตัวเอง ^^

“ขงจื๊อ” เคยกล่าวไว้เมื่อ 2,000 ปีก่อนว่า

“ขยันให้ถูกที่ถูกเวลา”
“ขงจื๊อ” เคยกล่าวไว้เมื่อ 2,000 ปีก่อนว่า

คนฉลาดและขยัน – ควรส่งเสริมให้เป็นแม่ทัพ

คนฉลาดและขี้เกียจ – ควรเลี้ยงไว้เป็นทหารฝ่ายเสนาธิการวางแผนอยู่เบื้องหลัง

คนโง่และขี้เกียจ – เก็บไว้ใช้สอยทำงานตามคำสั่งก็พอไหว

แต่ถ้าเจอคนโง่และขยัน – ต้องเอาไปตัดหัวทิ้งทันที เพราะจะทำให้งานเสีย และก่อความเดือดร้อนไม่รู้จบ

ไม่ว่าคุณจะเป็นคนฉลาด หรือคนโง่ การขยันแบบไม่รู้เวล่ำเวลา ขยันทำสิ่งผิดๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก็ดีแต่สร้างความเสียหายมากกว่าจะก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ เริ่มตั้งแต่วันนี้ก็ยังไม่สาย เลิกซะวัฒนธรรมการทำงานแบบขยันผิดที่ผิดเวลา

เหตุผลที่คนเราไม่ควรขยันแบบผิดๆ

ประการที่ 1 : การขยันทำงานที่เน้นแต่ปริมาณโดยไม่ใช้สมอง ไม่มีทางทำให้ได้งานดีมีคุณภาพ!! ลองเปลี่ยนวิธีทำงานซะใหม่ คิดให้ถี่ถ้วนก่อนลงมือทำและจัดอันดับความสำคัญให้เป็น เชื่อสิครับว่างานจะเสร็จเร็วกว่าเดิมเยอะ แถมยังได้งานดีมีคุณภาพ ไม่ใช่สักแต่ทำไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้จักวางแผนงาน

ประการที่ 2 : การโหมงานโต้รุ่ง และนอนดึกตื่นสาย ทำลายความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ เพราะสมองที่เบลอ ไม่มีทางคิดอะไรออก เรื่องนี้คอนเฟิร์มโดย “เอเรียนนา ฮัฟฟิงตัน” คอลัมนิสต์ชื่อดังชาวอเมริกันเชื้อสายกรีก แห่งเว็บไซต์ฮัฟฟิงตัน โพสต์ ที่ได้รับการจัดอันดับจากนิตยสารฟอร์บส์ ให้เป็นหนึ่งในผู้หญิงทรงอิทธิพลที่สุดในวงการสื่อโลก

ประการที่ 3 : การขยันทำงานตอนไฟลนก้นทำให้อารมณ์เสียและทำลายความสัมพันธ์กับผู้คนรอบข้าง ลองจัดสรรเวลาทำงานใหม่ โดยเตรียมงานไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ แล้วคุณจะไม่ต้องปรี๊ดแตกใส่ใครต่อใครให้เสียบรรยากาศ

ประการที่ 4 : ถ้าคุณเป็นเจ้านายคน ควรเป็นแบบอย่างที่ดีของลูกน้อง โดยเฉพาะการบริหารจัดการเวลา คนที่ทำงานเป็นไม่จำเป็นต้องใช้เวลาอยู่ในออฟฟิศจนดึกดื่น เพื่อให้ได้ผลงานน้อยนิด

ประการที่ 5 : การขยันทำงานหามรุ่งหาม ค่ำบั่นทอนสุขภาพให้ทรุดโทรม ตัวอย่างสุดช็อกเกิดขึ้นปลายปีที่แล้ว เมื่อสาวน้อยก๊อบปี้ไรเตอร์โฆษณาชาวอินโดนีเซีย “มิต้า ดิแรน” วัย 24 ปี หัวใจวายตายคาโต๊ะหลังทำงานหนักติดต่อกัน 30 ชั่วโมงโดยไม่ได้หยุดพัก

ประการที่ 6 : หยุดคิดสักนิด แล้วจะรู้ว่างานส่วนใหญ่ที่บ้าทำตอนนี้ แทบไม่มีความสำคัญอะไรเลย มนุษย์เงินเดือนจำนวนมากก้มหน้าก้มตาทำงานซ้ำๆ อยู่ในออฟฟิศวันละหลายชั่วโมง โดยไม่เคยถามตัวเองว่า สิ่งที่เราทำอยู่ทุกวันนี้ มีประโยชน์กับชีวิตมากน้อยแค่ไหน ทำให้เราพัฒนาขึ้นหรือเปล่า และให้อะไรกับสังคมบ้าง?

ประการที่ 7 : ครอบครัวต้องมาก่อน อย่าปล่อยให้งานทำชีวิตพัง ความก้าวหน้าทางการงาน อาจสำคัญสำหรับใครหลายๆ คน แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว เทียบไม่ได้เลยกับการมีครอบครัว อบอุ่นน่ารัก เพราะไม่ว่ายามสุขหรือทุกข์ พวกเขาคือคนที่พร้อมจะอยู่เคียงข้างเราจริงๆ

เครดิต : โดย มิสแซฟไฟร์

ฉันเป็นได้ทุกอย่างที่ฉันต้องการเป็น.

” ฉันเป็นได้ทุกอย่างที่ฉันต้องการเป็น. “
ทุกความฝันและความตั้งใจของคุณขึ้นอยู่กับตัวคุณเอง โดยเฉพาะคำพูดที่คุณคุยกับตัวเอง เป็นประจำ…

“สอนคน” ให้ฉลาดขึ้นได้ยังไง?

“สอนคน” ให้ฉลาดขึ้นได้ยังไง?
คือ “สอนให้เขา สอนตัวเอง ให้หาความรู้มาสอนตัวเองให้เป็น

วิธีนี้เป็น วิธีที่ง่ายและเร็วที่สุด ที่พัฒนา ทีม องค์กร ประเทศ
พอความรู้จากหลายคน หลายทาง มารวมกัน ก็จะตกผลึกและกลายเป็นองค์ความรู้ใหม่
ที่ถูกกลั่นกรอง ความก้าวหน้าจะเกิดขึ้นตั้งแต่ระดับบุคคล ไปจนถึงประเทศชาติ

ความคิด การกระทำ ส่งต่อ เป็นมรดกให้มวลมนุษยชาติ
อาทิตย์ 4 กันยายน 2559

เบนจามิน แฟรงคลิน + ผู้สร้างคุณธรรม 13 ข้อ ให้ตัวเอง ตอนอายุ 20 ปี

บุคคลต้นแบบ คนหนึ่งในด้านการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

ที่ผมขอนำมายกตัวอย่างให้ผู้อ่านทุกท่าน

ได้รับรู้เรื่องราว คือ

เบนจามิน แฟรงคลิน (Benjamin Franklin)

*******

เบนจามิน แฟรงคลิน เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งอเมริกา

ชายผู้นี้เป็นคนที่คุณไม่ควรไปถามว่าทำอาชีพอะไร

เพราะเขาเป็นทั้ง

ช่างพิมพ์ คนเรียงพิมพ์ นักเขียน นักปรัชญา นักการเมือง นักวิทยาศาสตร์

นักประดิษฐ์ นักปฏิรูป และนักการทูต

Benjamin-Franklin-002

*******

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของแฟรงคลินเริ่มต้นในปี ค.ศ. 1726 ขณะที่อายุ 20 ปี

ในเวลานั้น แฟรงคลิน ได้เขียนรายการคุณธรรม 13 ประการ (13 Virtues) ขึ้นมา และปฏิบัติจนเป็นนิสัยติดตัวไปตลอดชีวิต

คุณธรรมทั้ง 13 ข้อ มีดังนี้

*******

1. กินอย่างพอเพียง (Temperance) : ไม่กินหรือดื่มมากเกินไป

เหตุผล คือ หากควบคุมตัวเองเรื่องการกินได้ จะมีแนวโน้มในการพัฒนาตนเองด้านอื่น ๆ ได้อย่างหนักแน่นตามไปด้วย

*******

2. เงียบ (Silence) : พูดน้อย พูดแต่สิ่งที่มีประโยชน์กับตัวเองและผู้อื่นเท่านั้น

เป็นที่รู้กันว่า เบนจามิน แฟรงคลิน ใช้หูแทนลิ้น เขาหลีกเลี่ยงการสนทนาไร้สาระ ที่สิ้นเปลืองเวลาโดยไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใด ๆ

*******

3. มีระเบียบ (Order) : จัดสิ่งต่าง ๆ ให้อยู่ในที่ซึ่งเหมาะสม

ความมีระเบียบช่วยให้มีเวลาในการศึกษาหาความรู้ และทำงานโครงการต่าง ๆ มากขึ้น

*******

4. เด็ดเดี่ยว (Resolution) : ตั้งใจปฏิบัติในสิ่งที่ควร , ปฏิบัติไม่ให้ล้มเหลวในสิ่งที่ตั้งใจ

ถ้าคุณพูดว่ากำลังจะทำบางสิ่ง จงทำสิ่งนั้น ความเด็ดเดี่ยวเป็นคุณธรรมสำคัญ ที่ทำให้ แฟรงคลิน เปลี่ยนพฤติกรรมตัวเองได้

*******

5. ประหยัด (Frugality) : ใช้เงินให้น้อย ให้ใช้เฉพาะในการทำสิ่งที่ดีต่อผู้อื่นหรือตัวเอง

ความประหยัดอดออม เป็นคุณสมบัติสำคัญของผู้มั่งคั่ง

*******

6. ขยันหมั่นเพียร (Industry) : ใช้เวลาให้คุ้มค่า ตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องทำออกไป

แฟรงคลิน อธิบายว่า ความขยันและการประหยัด ช่วยให้ร่ำรวยและเป็นอิสระ คุณธรรมทั้งสองอย่างส่งผลให้เขาสามารถเป็นเจ้าของกิจการต่าง ๆ ได้

Benjamin-Franklin-003

*******

7. จริงใจ (Sincerity) : ไม่หลอกลวง คิดอย่างบริสุทธิ์ พูดอย่างตรงไปตรงมา

*******

8. ยุติธรรม (Justice) : ไม่ทำให้ผู้อื่นเสียหาย ไม่ละเว้นหน้าที่ของตนเอง

*******

9. ความพอดี (Moderation) : หลีกเลี่ยงสิ่งสุดโต่ง อดทนต่อความโกรธ

ผู้ที่ไม่รู้จักความพอดี ต้องการสิ่งต่าง ๆ ไม่สิ้นสุด ย่อมไม่มีความสุขในชีวิต

*******

10. ความสะอาด (Cleanliness) : ไม่ปล่อยให้เสื้อผ้า ร่างกาย และที่อยู่อาศัย สกปรก

การใส่ใจในความสะอาดนอกจากจะได้รับผลดีเรื่องบุคลิกภาพ ยังมีผลดีทางด้านสุขภาพอีกด้วย

*******

11. สงบ (Tranquillity) : อย่าปล่อยให้สิ่งเล็กน้อย สิ่งไม่คาดคิด และสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง มารบกวนจิตใจ

*******

12. ยับยั่งชั่งใจ (Chastity) : ร่วมรักเพื่อสุขภาพและสืบสกุลเท่านั้น

เว้นการร่วมรัก ที่เป็นไปโดยโง่เขลา อ่อนแอ ทำให้ผู้อื่นและตนเองเสื่อมเสียเกียรติยศ

*******

13. ความถ่อมตัว (Humility) : เลียนแบบพระเยซูและโสกราตีส

เบนจามิน แฟรงคลิน บอกว่า เดิมทีเดียวเขากำหนดคุณธรรมประจำตัวไว้ 12 ข้อ

แต่เพื่อนผู้มีความกรุณา ได้ชี้ให้เขาเห็นถึงการแสดงออกอย่างภาคภูมิใจในตัวเอง

ซึ่งบางครั้งกลายเป็นความอวดดี ยกตนข่มผู้อื่น

ด้วยเหตุนี้ แฟรงคลิน จึงเพิ่มข้อที่ 13 เป็นข้อสุดท้าย

*******

เบนจามิน แฟรงคลิน ไม่ได้กำหนดคุณธรรมทั้ง 13 ข้อ ขึ้นมาลอย ๆ

แต่เขาทำเช็คลิสต์เอาไว้ในสมุด สำหรับพกติดตัว ไว้ตรวจสอบตนเองอยู่เสมอ

******* *******

ท่านผู้อ่านละครับ

เคยลองกำหนดพฤติกรรมใหม่ หรือ คุณธรรมที่ต้องการ ให้กับตัวเอง

แบบ เบนจามิน แฟรงคลิน

บ้างหรือไม่ ?

ถึงแม้ว่าบางอย่างที่กำหนดไว้ อาจจะทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง

แต่การที่เราตั้งใจเปลี่ยนตัวเองให้ดีขึ้น

ก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย ไม่ใช่หรือ ?

.

.

.

ขอปัญญาจงอยู่กับท่าน

ขอบคุณบทความจาก คุณ พิสิษฐ์ จง

ติดตามอ่านพลงานเพิ่มเติมได้ที่…
http://www.pisitzhong.com

 

จงสุภาพ…กับทุกคน

จงสุภาพ…กับทุกคน
แม้คนๆ นั้น…จะหยาบคายกับคุณก็ตาม
ไม่ใช่เพราะคนเหล่านั้นเป็นคนดีหรือไม่ดี…
แต่เพราะ “คุณเป็นคนดี”

หากต้องการประสบความสำเร็จ ก็จงปฏิบัติตัวแบบผู้ประสบความสำเร็จให้เป็นนิสัย

นิสัย

หากต้องการประสบความสำเร็จ ก็จงปฏิบัติตัวแบบผู้ประสบความสำเร็จให้เป็นนิสัย

จงหัดมองด้านหลังของเหรียญ

จงหัดมองด้านหลังของเหรียญ

ถ้าหากคุณไม่รู้จักมองด้านหลังของเหรียญ โอกาสก็ไม่มีทางมาเยือนคุณหรอก

มหาเศรษฐีผู้ยิ่งใหญ่ [7]

The Greatest Salesman In The World -7-

เฮฟิดผ่านกำแพงของเมืองดามัสกัสเข้าไปทางประตูด้านตะวันออก เขาขี่ลาไปตามถนนชื่อสเตรทด้วยความรู้สึกที่ไม่ค่อยมั่นใจ ในความสำเร็จทางธุรกิจตามที่หวังไว้เท่าใดนัก เสียงพูดและเสียงตะโกนที่ทั้งไม่ได้ศัพท์จากร้านค้านับร้อยทั้งสองข้างถนน ได้ทำให้เขาเกิดความหวาดหวั่นขึ้นเล็กน้อย

เพราะการเข้าเมืองใหญ่เช่นนี้แต่เดียวดาย ย่อมต่างกับการติดตามมากับกองคาราวานที่มีอิทธิพลของแพทรอสยิ่งนัก พ่อค้าเร่บนถนนได้เข้ามาหาเขาทั้งสองข้างทาง เพื่อเสนอขายสินค้าที่อยู่ในมือ แต่ละคนต่างพยายามที่จะพูดด้วยเสียงดังเพื่อจะให้กลบเสียงคนอื่นได้ เขาผ่านร้านเครื่องเงินและเครื่องทองเหลือง ร้านขายถ้วยชาม เสื้อผ้า เครื่องประดับและสินค้าจิปาถะ ทุกก้าวที่ลาของของย่างไปเผชิญกับคนขายของ ที่ยื่นมือพร้อมด้วยสินค้ามาเสนอพร้อมกับถ้อยคำที่น่าเห็นใจ

ยอดเขาเฮอร์มอนต์ปรากฏอยู่เบื้องหน้าทางด้านตะวันตกของกำแพงเมือง แม้ว่าขณะนั้นจะเป็นฤดูร้อน แต่บนยอดเขาก็ยังคงปกคลุมไปด้วยหิมะขาวโพลน คล้ายกับว่ากำลังจ้องมองดุความจอแจของตลาดด้วยความสงบ และเฉยเมย เฮฟิดเดินเลี้ยวออกจากถนนสายใหญ่ของกรุงดามัสกัส เพื่อเสาะหาที่พักซึ่งมีอยู่ทั่วไปภายในเมือง เขาตกลงใจพักอยู่ที่โรงเตี้ยมแห่งหนึ่งมีชื่อว่ามอสช่า และได้จ่ายเงินล่วงหน้าค่าเช่าห้องที่สะอาดสะอ้านเป็นเวลาหนึ่งเดือน ซึ่งทำให้ให้เขาเป็นที่เกรงอกเกรงใจแก่แอนโธนี่เจ้าของโรงเตี้ยมในทันทีที่ ได้รู้จัก เฮฟิดนำลาไปไว้ที่โรงเลี้ยงหลังโรงเตี้ยม และเลยไปอาบน้ำชำระร่างกายในลำน้ำบาราดา ก่อนที่จะกลับไปยังห้องพักของตน

เขาหยิบกล่องไม้วางลงที่หัวเตียง แล้วแกะสายหนังที่พับรอบๆ ออกและฝากล่องก็เปิดออกอย่างง่ายดาย เขามองลงไปที่ม้วนแผ่นหนัง แล้วเอื้อมมือไปสัมผัสอย่างแผ่วเบาคล้ายกับว่าม้วนหนังเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ มีชีวิต แต่แล้วเขารีบหดมือกลับไปทันทีทันใด รีบลุกขึ้นยืนและเดินไปที่หน้าต่างซึ่งเปิดอ้าอยู่ เสียงจอแจในตลาดซึ่งอยู่ห่างออกไปตั้งครึ่งไมล์ยังคงดังลอดมาถึงห้องนั้น ความหวั่นใจได้หวนกลับมาสู่ความนึกคิดของเขาอีกครั้งหนึ่ง เมื่อเขามองไปยังเสียงอึกทึกครึกโครมในตลาด ยิ่งกว่านั้น เขารู้สึกว่าความมั่นใจที่เคยมีมาก่อนได้เริ่มหดหายไป เฮฟิดหลับตาและพิงศีรษะกับฝาผนัง เขาร้องออกมาดังๆ ว่า “ทำไมถึงโง่เช่นนี้เล่า? จากเด็กเลี้ยงอูฐ ข้าจะเพ้อฝันเป็นนักธุรกิจยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกได้อย่างไรกัน ในเมื่อข้ายังไม่กล้าพอแม้แต่จะย่างผ่านกลุ่มพ่อค้าเร่ ที่กำลังล่าเหยื่ออยู่อย่างหนาแน่นบนถนนได้ วันนี้ข้าได้เห็นด้วยสายตาตนเองแล้วว่าพ่อค้าเร่นับร้อยทั้งสองฟากถนน ต่างมีศิลปะในการเสนอขายสินค้าได้เหนือกว่าข้ามากนักทุกคนต่างมีความกล้า ความกระตือรือร้น และความพยายามดูเหมือนว่า พวกเขาต่างตั้งใจที่จะมีชีวิตแข่งขันอยู่ในป่าแห่งธุรกิจให้ได้ และจะไม่เป็นความโง่และงมงายของข้าหรือที่จะคิดแข่งขันให้นำหน้าพวกเหล่านี้ ได้ ท่านแพทรอส…กระผมกลัวว่าจะทำความล้มเหลวให้กับความหวังของท่านอีก”

เขาล้มตัวลงบนเตียงนอนด้วยความเหนื่อยอ่อนจากการเดินทาง และสะอื้นด้วยความหดหู่ใจก่อนที่จะหลับไปในที่สุด

เฮฟิดตื่นขึ้นด้วยเสียงดังจอแจของนกกระจอกนอกหน้าต่างในยามเช้า เขาลุกขึ้นนั่งมองไปที่นกกระจอกตัวหนึ่ง ซึ่งเกาะอยู่ที่ขอบกล่องใส่ม้วนแผ่นหนังอย่างไม่เชื่อสายตาตนเอง ทันใดนั้นเขารีบเดินไปที่หน้าต่าง มองออกไปข้างนอกเห็นนกกระจอกเป็นพันๆ ตัวกระโดดไปมาอยู่บนกิ่งต้นไม้ใบหนา พร้อมกับส่งเสียงร้องต้อนรับวันใหม่ที่กำลังย่างเข้ามา ขณะที่เขายืนมองอยู่ นกบางตัวได้บินมาเกาะที่ขอบหน้าต่าง แต่แล้วก็บินหนีไปอย่างรวดเร็วเมื่อเฮฟิดเคลื่อนเข้าไปใกล้ เขาได้หันกลับไปมองที่กล่องไม้อีกครั้ง เห็นนกกระจอกตัวเดิมยังเกาะอยู่ที่กล่องไม้ซีด้าร์อย่างเก่า มันผงกศีรษะและจ้องกลับมาที่เขาอย่างไม่กลัวเกรง

เฮฟิดค่อยๆ เดินเข้าไปที่มัน ยื่นแขนออกไปข้างหน้า นกน้อยกระโดดขึ้นมาเกาะบนหลังมือ เขาพูดกับมันอย่างแผ่วเบาว่า “พวกของเจ้านับพันข้างนอกต่างมีความหวาดกลัวในตัวข้า แต่เจ้ากล้าพอที่จะเข้ามาในห้องนี้และยังกล้าที่จะเกาะข้าอีกด้วย”

นกน้อยตัวนั้นได้จิกลงบนหลังมือเขาเบาๆ เด็กหนุ่มค่อยๆเดินไปที่โต๊ะริมผนังที่มีขนมปังกรอบและเนยแข็งวางอยู่ เขาหักแผ่นขนมปังออกเป็นชิ้นเล็กๆ วางลงข้างเพื่อนใหม่ของเขา และมันก็เริ่มกินเศษขนมปังอย่างมีความสุข

ความคิดอย่างหนึ่งได้แวบเข้ามาในสมองเฮฟิดเขาเดินกลับไปที่หน้าต่าง มองดูฝูงนกกระจอกข้างนอกอีกครั้งหนึ่ง นกตัวใดก็ตามที่เข้ามาในห้องของเขาได้จะต้องมีความกล้าหาญเป็นพิเศษ เขาหันไปดูนกน้อยซึ่งกำลังกินขนมปังอยู่บนโต๊ะ แล้วระลึกถึงคำพูดของแพทรอสขึ้นมาได้ เขากล่าวคำเหล่านั้นด้วยเสียงดัง “ความล้มเหลวจะไม่มีอิทธิพลเหนือความพยายามของข้าได้ หากการตัดสินใจเพื่อนความสำเร็จของข้ามีความแข็งแกร่งพอ”

เขาเดินไปที่กล่องไม้ยื่นมือลงไปข้างใน รู้สึกว่ามีม้วนหนังอยู่ม้วนหนึ่งที่อบอุ่นกว่าม้วนอื่นๆ เขาหยิบขึ้นมาจากหีบและคลี่ออกเบาๆ ความหวาดหวั่นและความไม่มั่นใจในตัวเองได้หดหายไป เขาหันไปดูนกกระจอกที่อยู่บนโต๊ะ แต่ปรากฏว่ามันหายไปเสียแล้ว เหลือเพียงเศษขนมปังและเนยแข็งเท่านั้น ที่เป็นหลักฐานในความกล้าหาญของมันเฮฟิดมองดูแผ่นคัมภีร์ในมือ มีอักษรตัวโตขึ้นต้นว่าฉบับที่ 1 เขาเริ่มอ่านข้อความบนแผ่นหนังม้วนนั้นต่อไป….